ผู้เขียน หัวข้อ: รีวิวสายสัญญาณเสียง ราคา 6 วิธีตรวจตราประสิทธิภาพสายสัญญาณเสียง คลิกเลย  (อ่าน 4 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

พฤศจิกายน 03, 2018, 10:35:12 AM
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1346
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด

6 วิธีตรวจตราคุณภาพสายสัญญาณเสียง
สายสัญญาณเสียง เป็นเครื่องใช้ไม้สอยสำหรับเพื่อนำมาใช้ในการเชื่อมต่อเครื่องเสียงกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆโดยสายนี้จะเป็นตัวนำเสียงจากเครื่องไม้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ให้มาแสดงออกในเครื่องเสียง ช่วยให้สามารถเล่นไฟล์เสียงด้วยเสียงที่ดังขึ้นได้
ปัจจุบันนี้ เราสามารถหาซื้อสายสัญญาณเสียงได้ทั่วๆไปตามร้านค้าขายเครื่องใช้กระแสไฟฟ้าและก็เครื่องไม้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆมีผลิตภัณฑ์หลายรุ่น หลายยี่ห้อให้เราได้เลือกซื้อกัน ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อสายสัญญาณเสียงบนท้องตลาดมีอยู่หลายรุ่น หลายยี่ห้อ ทำให้คุณภาพของสินค้ามีความไม่เหมือนกันด้วย ถ้าหากว่าเราได้สายสัญญาณเสียงที่มีคุณภาพดีมาใช้ก็ดีแล้วไป แต่ว่าถ้าเกิดเราเผลอไปซื้อสายสัญญาณเสียง ที่ไม่ได้คุณภาพมาใช้งานเข้า ก็ต้องเจอกับปัญหาระหว่างใช้งานหลายประการ ทั้งยังเสียงไม่ออก คุณภาพเสียงไม่ดี มีอายุการใช้งานสั้น ใช้ไปได้ไม่เท่าไรก็เสียแล้ว อีกทั้งสายสัญญาณเสียงนั้นเป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่อาจประเมินคุณภาพด้วยราคาได้ เพราะว่าไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ราคาไม่แพงหรือผลิตภัณฑ์ราคาแพง ต่างก็มีอีกทั้งคุณภาพดี คุณภาพแย่ รวมทั้งปัญหาในตัวเองผสมปนเปกันไป เพราะฉะนั้น เราก็เลยจึงควรมีวิธีการเบื้องต้นสำหรับตรวจสอบประสิทธิภาพสายสัญญาณเสียง เพื่อให้สามารถซื้อสินค้าที่มีคุณภาพมาใช้งานได้ต่อไป
.

.
การสำรวจประสิทธิภาพ สายสัญญาณเสียง พวกเราสามารถทำเป็น 6 แนวทางดังนี้
1. ตรวจตราความแข็ง-ความอ่อนของสาย ข้อนี้เป็นสิ่งแรกที่เราสามารถตรวจสอบด้วยตนเองได้ และก็ควรเช็คเป็นสิ่งแรก เนื่องด้วยสายสัญญาณเสียงในขณะนี้มีการผลิตสายออกมาให้มีความแข็งรวมทั้งความอ่อนไม่เท่ากัน โดยธรรมดา สายสัญญาณเสียงที่ราคาแพงถูกชอบมีสายค่อนข้างแข็ง ขณะที่สายสัญญาณเสียงราคาสูงๆชอบมีสายอ่อน ข้อแนะนำคือ ไม่ควรซื้อสายสัญญาณเสียงที่แข็งเกินความจำเป็น เพราะเหตุว่าจะไม่อาจจะพับสายได้ ถ้าพับ ม้วนเก็บสายย่อมก่อปัญหา ในเวลาเดียวกันก็ไม่ควรซื้อสายสัญญาณเสียงที่อ่อนเกินความจำเป็น เพราะยิ่งอ่อนนิ่มมากมาย สายก็จะยิ่งบอบบาง เมื่อเอาไปใช้งานเสมอๆย่อมมีการเสี่ยงสูงที่สายจะขาด หรือหักพับได้ไม่ยากสายสัญญาณเสียง ราคาที่ดีที่สุด ควรจะเป็นสายที่อ่อนพอจะสามารถพับได้อย่างไม่มีการเสียหาย แต่ในเวลาเดียวกันก็มีความแข็งแรงพอที่จะใช้งานได้อย่างไม่เกิดการฉีกให้ขาด ถ้าหากเราพบว่าสายสัญญาณเสียงใดมีลักษณะแบบนี้ สามารถซื้อมาไว้ใช้งานได้เลย
2. ตรวจสอบวัสดุที่ใช้เพื่อทำหัวสายว่าเป็นอย่างไร สายสัญญาณเสียงที่ผลิตออกมาขายในตอนนี้นั้น มีการใช้โลหะอยู่ 2 ชนิดใหญ่ๆสำหรับในการทำหัวสาย ได้แก่ ทองเหลือง และก็อลูมินัม ขอแนะนำว่าควรที่จะทำการเลือกใช้สายสัญญาณเสียงที่มีหัวสายเป็นทองสัมฤทธิ์จะดีมากยิ่งกว่า เนื่องจากเป็นโลหะที่นำสัญญาณได้ดีมากว่าอลูมิเนียม ไม่ค่อยพบเจอกับปัญหาเสียงขาดเสียงหาย แม้ว่าจะทิ่มสายไม่แน่นก็ตาม ในตอนที่อลูมิเนียม เป็นโลหะที่นำสัญญาณได้ไม่ดีนัก ถ้าเกิดแทงไม่แน่นจะไม่สามารถที่จะนำสัญญาณเสียงได้ นอกจากนี้ ทองบรอนซ์ยังเป็นโลหะที่มีความคงทนถาวรสูง มีอายุการใช้งานช้านาน ไม่ค่อยพบปัญหาเรื่องการหัก หรือการโค้งงอผิดแบบ ในเวลาที่สายสัญญาณเสียงที่มีหัวสายเป็นอลูมิเนียมนั้นจำเป็นต้องใช้งานอย่างรอบคอบ หากไม่บำรุง หัวสายจะหักหรือโค้งงอได้ง่ายในเวลาอันเร็ว
3. ตรวจตราการยึดระหว่างหัวสายกับสายไฟว่าเป็นอย่างไร มีการเชื่อมต่ออย่างสนิทดีไหม โดยทั่วไปสายสัญญาณเสียงที่มีคุณภาพดีจะยึดจุดเชื่อมต่อระหว่างสายไฟกับอารมณ์เสียบได้อย่างสนิท ขณะที่สายสัญญาณเสียงคุณภาพแย่มักยึดท่อนหัวสายกับสายไฟได้ไม่แน่น บางรุ่นทำเพียงแค่เอาสายสอดเข้าไปในหัวแบบมิได้ยึด สิ่งที่จะตามมาเมื่อใช้งานไปได้สักระยะ ก็คือ สายไฟหลุดออกมาจากหัวเสียบ แล้วก็ถ้าหากสายสัญญาณเสียงใดมีปัญหานี้ขึ้นมาย่อมไม่อาจจะซ่อมแซมได้ จำต้องทิ้งอย่างเดียว ดังนั้นสำหรับเพื่อการเลือกซื้อสายสัญญาณเสียง พวกเราก็เลยต้องตรวจตราจุดเชื่อมต่อระหว่างหัวเสียบกับสายไฟด้วย
4. สำรวจความยาวของโลหะหัวเสียบว่ามีความสั้นยาวเท่าใด โดย สายสัญญาณเสียงที่ดี ต้องมีความยาวระหว่างโลหะหัวเสียบอยู่ที่ 2-5 ซม. ด้วยเหตุว่าเป็นความยาวที่สมควรสำหรับการเสียบกับอุปกรณ์ต่างๆได้โดยไม่มีการคลอนหรือหลวม ทั้งยังยังทิ่มได้สนิท ไม่มีโลหะหัวเสียบโผล่พ้นขึ้นมา แม้เป็นสายสัญญาณเสียงที่มีความยาวของโลหะหงุดหงิดบสั้นเกินไป จะไม่สามารถที่จะแทงกับวัสดุอุปกรณ์ได้ กำเนิดปัญหาเสียงไม่ออก หรือเสียงมาเป็นตอนๆจำเป็นต้องรอพยุงไว้ ส่วนหากโลหะที่หัวทิ่มมีความยาวมากจนเกินไป เมื่อแทงกับเครื่องไม้เครื่องมือจะมีผลให้มีโลหะเล็กน้อยโผล่ขึ้นมา หากเผลอไปชนเข้าอาจจะทำให้สายมีการหักได้
5. ตรวจตราความยาวของสายไฟว่ามีมากมายน้อยแค่ไหน ข้อนี้แม้จะไม่ได้ส่งผลต่อประสิทธิภาพการใช้แรงงานโดยตรง แต่ก็สำคัญ ด้วยเหตุว่าการซื้อสายสัญญาณเสียงที่มีความยาวพอเพียงต่อการใช้แรงงาน จะช่วยให้สามารถต่อเครื่องไม้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างสะดวก ไม่เกิดปัญหาสายตึงรั้งเกินไปจนถึงเสี่ยงต่อการหัก หรือหย่อนเหลือเกินจนกระทั่งเกิดความรู้สึกเกะกะ ซึ่งความยาวที่เหมาะสมของสายไฟขึ้นอยู่กับการใช้งานของพวกเราว่าเป็นยังไง ถ้าเกิดเป็นสายสัญญาณเสียงสำหรับทิ่มเครื่องใช้ไม้สอยเครื่องเสียงในรถยนต์ หรือลำโพงทั่วๆไป ควรมีความยาวอยู่ที่ 30-60 ซม. ส่วนถ้าเกิดเป็นสานสำหรับต่อลำโพงขนาดใหญ่ จะต้องลากสายยาวๆก็ควรมีความยาวตั้งแต่ 1 เมตรขึ้นไป
6. ตรวจสอบแบรนด์ของสาย ส่วนยี่ห้อนี้ก็จัดว่ามีความสำคัญไม่แพ้กันสำหรับการเลือกซื้อสายสัญญาณเสียง โดยควรที่จะเลือกซื้อสายสัญญาณเสียงที่ทำขึ้นโดยยี่ห้ออันเป็นที่รู้จัก หลีกเลี่ยงสินค้าจากยี่ห้อแปลกๆหรือผลิตภัณฑ์โนเนม เนื่องจากมักจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่มิได้ประสิทธิภาพ มีโอกาสทรุดโทรมเสียหายได้ง่าย
การเลือกซื้อ สายสัญญาณเสียง ให้ได้ประสิทธิภาพนับว่าเป็นเรื่องที่พวกเราต้องให้ความเอาใจใส่ เพื่อการเชื่อมต่อวัสดุอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กับเครื่องเสียงสามารถำได้อย่างมีคุณภาพ ได้เรื่องเล่นเสียงที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง
เครดิตบทความ
บทความสายสัญญาณเสียง ราคา : https://www.dotlife.store/cable/audio-cable.html, dotlife
รีวิวสายสัญญาณเสียงจาก Pantip: www.pantip.com
คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : สาย audio cable

Tags : สายสัญญาณเสียง,สายสัญญาณเสียง ราคา,สาย audio cable