แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - watamon

หน้า: [1] 2 3 ... 9
1

สมุนไพรงาขี้ม้อน
งาขี้ม้อน Perilla frutescens (L.) Britton
บางถิ่นเรียก งาขี้ม้อน (ภาคเหนือ) งามน (งู-แม่ฮ่องสอน) แง (จังหวัดกาญจนบุรี) นอ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) น่อง (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี)
ไม้ล้มลุก ตั้งชัน สูง 50-150 เซนติเมตร ลำต้นเป็นสี่เหลี่ยมมนๆระหว่างเหลี่ยมเป็นร่อง แตกกิ่งก้านสาขา มีกลิ่นหอมสดชื่น มีขนยาวละเอียดสีขาวปกคลุมหนาแน่น เมื่อโตสุดกำลัง ที่โคนต้นเกลี้ยง ส่วนโคนต้นและก็โคนกิ่งแข็ง สมุนไพร ใบ คนเดียว ออกตรงกันข้าม รูปไข่หรือกลม กว้าง 2-8 เซนติเมตร ยาว 3-9.5 ซม. ปลายใบเรียวแหลมหรือแหลมเป็นติ่งยาว โคนใบกลม ป้าน หรือ ตัด ขอบของใบจักแบบฟันเลื่อย สีเขียวอ่อน ด้านล่างสีอ่อนกว่าด้านบน มีขนทั้งสองด้าน ตามเส้นใบมีขนหนาแน่น ข้างล่างมีต่อมน้ำมัน ก้านใบยาว 10-45 มิลลิเมตร มีขนยาวหนาแน่น ดอก ออกเป็นช่อกระจะ ตามง่ามใบรวมทั้งที่ยอด ริ้วประดับประดาดอกย่อย รูปไข่ กว้าง 2.5-3.2 มม. ยาว 3-4 มม. ไม่มีก้าน โคนริ้วเสริมแต่งกลมกว้าง ขอบเรียบ มีขน ปลายเรียวแหลม ก้านดอกย่อยยาวประมาณ 1.5 มม. มีขนสีขาวปกคลุมหนาแน่น กลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันเป็นรูประฆัง ยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร ปลายแยกเป็นแฉกแหลม 5 แฉก แฉกกลางด้านบนสั้นกว่าแฉกอื่นๆมีเส้นตามยาว 10 เส้น ด้านนอกมีขนแล้วก็มีต่อมน้ำมัน ข้างในมีขนยาวเรียงเป็นวงรอบปากหลอด เมื่อดอกรุ่งโรจน์ไปเป็นผลแล้ว กลีบเลี้ยงจะใหญ่ขึ้น กลีบดอกสีขาว เชื่อมติดกันเป็นหลอดทรงกระบอก ปลายแยกเป็นปาก ยาว 3.5-4 มม. ด้านนอกมีขน ข้างในมีขนเรียงเป็นวงอยู่กึ่งกลางหลอด ปากบนปลายเว้าเล็กน้อย ปากด้านล่างมี 3 หยัก ปลายมนหยักกลางใหญ่มากยิ่งกว่าหยักอื่นๆและเฉพาะหยักนี้ภายในมีขน เวลาดอกบานกลีบนี้จะกางออก เกสรเพศผู้มี 4 อัน เรียงเป็นคู่ คู่บนสั้นกว่าคู่ข้างล่างเล็กน้อย ก้านเกสรเกลี้ยง อับเรณูมี 2 พู ด้านบนชิดกัน ด้านล่างกางออก จานดอกเห็ดชัด รังไข่ยาวราวๆ 3 มม. มีพูกลมๆ4 พู ก้านเกสรเพศเมีย ยาว 2.6-3 มิลลิเมตร ปลายแยกเป็น 2 แฉก ไม่มีขน ผล รูปไข่กลับ ขนาดเล็ก ยาวประมาณ2 มม. แข็ง สีน้ำตาล หรือสีเทา มีลายรูปตาข่าย

นิเวศน์วิทยา
: มีปลูกทางภาคเหนือของประเทศไทย
คุณประโยชน์ : ใบ รวมทั้งยอดอ่อน ใช้แต่งรสอาหาร แก้ไอ แก้หวัดและก็ช่วยสำหรับในการย่อย เมล็ด น้ำมันสกัดจากเม็ดใช้ปรุงอาหารได้ รับประทานเป็นยาชูกำลัง ทำให้ร่างกายอบอุ่นแล้วก็แก้ท้องผูก

2

สมุนไพรหมีเหม็น
หมีเหม็น Litsea glutinosa C.B. Rob.
บางถิ่นเรียกว่า หมีเหม็น มะเย้อ ยุบเหยา (เหนือ, ชลบุรี) กำปรนบาย (ซอง-เมืองจันท์) ดอกจุ๋ม (จังหวัดลำปาง) ตังสีพงไพร (พิษณุโลก) ทังบประมาณวน (ปัตตานี) มือเบาะ (มลายู-จังหวัดยะลา) ม้น (ตรัง) หมี (อุดรธานี, จังหวัดลำปาง) หมูทะลวง (เมืองจันท์) หมูเหม็น (แพร่) เส่ปียขู้ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) อีเหม็น (จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดราชบุรี)
สมุนไพร ไม้พุ่ม สูง 2-5 มัธยม กิ่งมีสีเทา ใบ เดี่ยว ออกเรียงสลับ มักจะออกเป็นกลุ่มหนาแน่นที่ปลายกิ่ง ใบรูปรี หรือรูปไข่กลับ หรือออกจะกลม กว้าง 4-10 เซนติเมตร ยาว 7-20 ซม. ปลายใบเรียวแหลม หรือ กลม โคนใบสอบเป็นครีบหรือกลม ขอบของใบเรียบ หรือเป็นคลื่นเล็กน้อย ข้างบนเกลี้ยงวาว ข้างล่างมีขน เส้นใบมี 8-13 คู่ ด้านล่างเห็นกระจ่างกว่าด้านบน ก้านใบยาว 1-2.5 ซม. มีขน ดอก ออกตามง่ามใบเป็นช่อ แบบซี่ร่ม ก้านช่อยาว 2-6 ซม. มีขน ใบตกแต่งมี 4 ใบ มีขน ก้านดอกย่อยยาว 5-6 มิลลิเมตร มีขน ดอกเพศผู้ ช่อหนึ่งมีราวๆ 8-10 ดอก กลีบรวมลดรูปจนกระทั่งเหลือ 1-2 กลม หรือเปล่าเหลือเลย กลีบรูปขอบขนาน ขอบกลีบมีขน เกสรเพศผู้มี 9-20 อัน เรียงเป็นชั้นๆก้านเกสารมีขน ชั้นในมีต่อมกลมๆที่โคนก้าน ต่อมมีก้าน อับเรณูรูปรี มี 4 ช่อง เกสรเพศเมียเป็นหมันอยู่กึ่งกลาง ดอกเพศภรรยา กลีบรวมลดรูปจนไม่มี หรือเหลือเพียงนิดหน่อย เกสรเพศผู้เป็นหมันเป็นรูปช้อน เกสรเพศเมียไม่มีขน รังไข่รูปไข่ ก้านเกสรเพศเมียยาวโดยประมาณ 1-2 มม. ปลายเกสรเพศเมียรูปจาน ผล กลม เมื่ออ่อนสีเขียว เมื่อแก่สีดำ ผิวเป็นเงา ก้านผลมีขน

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นในป่าเบญจพรรณเปียกชื้น และป่าดงดิบทั่วๆไป
คุณประโยชน์ : ราก เป็นยาฝาดสมาน รวมทั้งยาบำรุง ต้น ยางเป็นยาฝาดสมานแก้บิด ท้องเดิน กระตุ้นความรู้สึกทางเพศ ทาแก้พิษแมลงกัดต่อย แก้ปวด บดเป็นผุยผงผสมกับน้ำหรือน้ำนม ทาแก้แผลอักเสบ และก็เป็นยาห้ามเลือด ใบ มีเยื่อเมือกมากมาย ใช้เป็นยาฝาดสมาน รวมทั้งแก้อาการระคายเคืองของผิวหนัง ตำเป็นยาพอกรอยแผลเล็กๆน้อยๆผล กินได้รวมทั้งให้น้ำมัน เป็นยาเช็ดนวดแก้ปวด rheumatism  เม็ด ตำเป็นยาพอกฝี

Tags : สมุนไพร

4

สมุนไพรเทียนดอก
ชื่อท้องถิ่นอื่น  เทียนดอก , เทียนไทย , เทียนบ้าน , เทียนสวน (ภาคกลาง)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Impatiens balsamina L.
ชื่อสกุล  BALSAMINACEAE
ชื่อสามัญ Garden balsam.
ลักษณะทั่วไปทางพฤกษศาสตร์
ไม้ล้มลุก (ExH) ลำต้นจะอวบน้ำและก็มีขนนิดหน่อย สูงประมาณ 30-50 ซม. ลำต้นเอียงไม่ตั้งชัน เปราะง่าย
ใบ เป็นใบผู้เดียว แตกออกตามก้านของลำต้น ลักษณะใบมนรีหรือรูปเรียวรี ปลายใบแหลมเรียว ขอบใบเป็นจะละเอียด โคนใบจะมนสอบเข้าหาก้านใบ ผิวเนื้อใบสาก หยาบคาย แลเห็นเส้นกิ้งก้านใบได้ชัด สีของใบ จะเริ่มจากสีเขียวอ่อนไปจนกระทั่งสีเขียวรวมทั้งสีเขียวเข้ม
ดอก เป็นดอกลำพัง จะออกชิดกันช่อหนึ่งอาจจะมี 2-3 ดอก ดอกมีหลายสี อย่างเช่น สีชมพู สีแดง สีส้มรวมทั้งสีขาว มีดอกตรงส่วนยอดของลำต้น กลีบจะอยู่ซ้อนๆกันเป็นวงกลมผล ผลรูปรี ปลายแหลมยาว มีสีเขียว ผลเมื่อแก่สุดกำลังก็จะแตกหรือดีดตัวออกเป็นเม็ดเมล็ด ลักษณะกลมเล็ก เหมือนเมล็ดดอกบานเย็น
นิเวศวิทยา
เป็นไม้ที่ถูกใจอยู่ในที่ร่มรำไร เกลียดแดดจ้าแม้กระนั้นจำต้องอยู่ในที่มีแสงสว่างเพียงพอ นิยมปลูกเป็นไม้ประดับตามบ้านช่องหรือตามสวนยาจีนทั่วๆไป

การปลูกแล้วก็เพาะพันธุ์
เป็นไม้ที่ปลูกได้ไม่ยาก เติบโตได้ดิบได้ดีในดินที่ร่วนซุย ขยายาพันธ์ุด้วยการเพาะเม็ด หรือตัดปักชำหรือตัดไปแช่น้ำให้รากออกแล้วหลังจากนั้นก็ค่อยนำไปปลูกลงดิน
ส่วนที่ใช้รสแล้วก็สรรพคคุณ
ราก รสฝาดเมา ฟอกเลือด ลดบวม แก้ปวดกระดูก แก้บอบช้ำบวม แก้ตกขาว แก้ตกเลือด
ลำต้น รสเฝื่อน ขับลม ทำให้เอ็นคลายตัว ทำให้เลือดเดินสบาย แก้ปวด แก้เหน็บชา แก้แผลเน่า
ใบ รสเฝื่อน สลายลม ฟอกโลหิต แก้บวม แก้ปวดตามข้อ แก้แผลมีหนองเรื้อรัง
สมุนไพร ดอก รสเฝื่อน สลายลม ฟอกโลหิต ลดบวม แก้ปวดข้อปวดเอว  เป็นยาเย็นบำรุงร่างกาย ทาแผลน้ำร้อนลวก แผลผุพอง
ดอกและใบ รสขื่นเย็น พอกกันเล็บถอด
เม็ด รสขม กระจายเลือด ขับเสลดข้นๆขับระดู แก้พิษงู แก้แผลติดโรคอักเสบเรื้อรัง แก้แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก แก้บวม แก้ตับแข็ง
วิธีใช้และปริมาณที่ใช้

  • รักษาโรคผิวหนัง แก้อาการปวดตามนิ้วมือ นิ้วเท้า เล็บขบ โดยใช้ใบสดและดอกสีขาว 10-20 กรัม เอามาโขลกให้ละเอีียดทาบริเวณที่เป็นวันละ 3 ครั้ง เป็นเวลทา 5-7 วัน
ข้อควรรู้
สีจากน้ำคั้นจะติดอยู่นาน ควรต้องระวังการเปรอะเสื้อผ้าและก็ร่างกายส่วนอื่นๆ

5

สมุนไพรใบระนาด
ชื่อประจำถิ่นอื่น  ใบระนาด , ผักระบาด (ภาคกึ่งกลาง) เมืองมอน (จังหวัดกรุงเทพมหานคร)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Argyreia nervosa (Burm.f.) Bojer
ชื่อพ้อง Argyreia speciosa (L.f.) Sweet
ชื่อสกุล  CONVOLVULACEAE
ชื่อสามัญ Bai rabaat.
ลักษณะทั่วไปทางพฤกษศาสตร์
ไม้เถา (ExC) ลักษณะเลื้อยยาว ตามลำต้นและก็กิ่งก้านมีขนนุ่มสีขาวหรือน้ำตาลปนเหลือง หนาแน่น มียางเหนียวสีขาว
ใบ เป็นใบลำพัง ลักษณะใบรูปไข่หรือรูปกลม กว้าง 8-25 ซม. ยาวราว 10-30 ซม. ปลายใบมน แหลมหรือแหลมเป็นหาง มีติ่งเล็กสั้น โคนใบรูปหัวใจเว้าลึก แผ่นใบหมดจดหรือค่อนข้างหมดจด ด้านท้องใบมีขนคล้ายเส้นไหมสีขาว เทาหรือน้ำตาลแกมเหลือง หนาแน่น เส้นกึ่งกลางใบ แล้วก็เส้นใบจะแน่ชัดทางด้านท้องใบ เส้นแขนงใบมีเยอะๆเรียงขนานกันเป็นขันบันได ก้านใบสั้นกว่า หรือยาวเท่ากับตัวใบ
[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] ดอก ออกใกล้เป็นช่อ ก้านช่อดอกแข็ง ยาวถึง 20 เซนติเมตร ก้านดอกสั้นเป็นเหลี่ยม ใบเสริมแต่งใหญ่ ลักษณะรูปไข่ขอบขนาน หรือรูปรี ยาว 3.5-5 ซม. ปลายเรียวแหลมคม ภายนอกมีขนนุ่มฟู ด้านในหมดจด หลุดหล่นง่าย กลีบรองกลีบรูปรีกว้าง ปลายใบมนหรือแหลม และสองกลีบนอกยาว 15 ม.ม ส่วนสามกลีบในสั้น ภายนอกนั้น มีขนสีขาวนุ่มหนาแน่น ด้านในเกลี้ยง กลีบดอกไม้ใหญ่ เชื่อมชิดกันเป็นรูปท่อหรือกรวย ยาว 6 เซนติเมตร สีม่วงปนชมพู ลาบกลีบจักเป็นแฉกตื้นๆที่รอบๆกึ่งกลางกลีบแต่ละกลีบมีขนุ่มหนาแน่น ก้านเกสรผู้มีขนฟูที่โคน
ผล ลักษณะกลม เส้นผ่าศูนย์กลางราวๆ 2เซนติเมตร ปลายมีติ่งสีน้ำตาลอมเหลือง

นิเวศวิทยา
มีถิ่นเกิดในประเทศประเทศอินเดีย ในประเทศไทยเกิดจากที่รกร้างว่างเปล่า ป่าเขาดงดิบ รวมทั้งป่าเบญจพรรณทั่วๆไป ส่วนมากปลูกขึ้นร้านเป็นไม้ประดับแล้วก็บังร่มเงาก้าวหน้า
การปลูกรวมทั้งขยายพันธุ์
เป็นไม้ที่โล่งแจ้ง ชอบแดดจัด จะขึ้นเกาะพิงตามต้รไม้ใหญ่ๆเจริญเติบโตก้าวหน้าในดินร่วยซุยที่มีอินทรียวัตถุมากมาย ขยายพันธ์ุด้วยการทำหมันทาบกิ่ง หรือการปักชำ
ส่วนที่ใช้ รส แล้วก็สรรพคุณ   
ราก รสจืดเฝื่อนฝาด เป็นยาขับน้ำเหลืองเสีย บำรุงปรับแต่งข้ออักเสบ กระตุ้นความกำหนัด ขับเยี่ยว แก้โรคเท้าช้าง โรคอ้วนที่่มีสาเหตุมาจากการสะสมไขมันมากใบ   รสฝาด ใช้พอกฝีแล้วก็บาดแผลแก้อักเสบ แก้โรคผิวหนังทั่วๆไป น้ำคั้นหยอดหูแก้หูอักเสบ
วิธีการใช้และก็จำนวนที่ใช้

  • เป็นยารักษาโรคผิวหนัง โดยใช้ใบสด 4-7 ใบ ล้างน้ำให้สะอาด แล้วนำมาตำให้ละเอียด ใช้ทารวมทั้งพอกรอบๆที่เป็น วันละ 2-3 ครั้ง บ่อยๆ จนกระทั่งจะหาย


6

สมุนไพรคำฝอย
ชื่อพื้นเมืองอื่น  ดอกคำฝอย (ภาคเหนือ) คำยอง (ลำปาง) คำ (ทั่วๆไป)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Carthamus tinctorius L.
ชื่อวงศ์  COMPOSITAE
ชื่อสามัญ False saffron , Safflower , Saffron thistle.
ลักษณะทั่วไปทางวิชาพฤกษศาสตร์
ไม้ล้มลุก (ExH) มีอายุราว 1 ปี สูงโดยประมาณ 1-1.5 เมตร ลักษณะลำต้นเป็นสัน ผิวเกลี้ยง
ใบ เป็นใบโดดเดี่ยว ลักษณะใบรูปหอกแกมขอบขนาน ก้านใบสั้น ปลายใบแหลม ขอบของใบมีหนามหยักเป็นซี่ฟัน กว้าง 2-4 เซนติเมตร ยาวโดยประมาณ 3-15 เซนติเมตร เส้นกิ่งก้านสาขาใบเห็นแน่ชัด
ดอก เป็นกลุ่มที่ปลายลำต้น ก้านดอกใหญ่ ผิวเนียน กลีบช่วงแรกเหลือง ปลี่ยนเป็นสีส้มอมแดงเมื่อแห้ง
ผล ผลแห้ง ลักษณะเป็นรูปไข่กลับเบี้ยว ยาวราวๆ 5-8 เซนติเมตร มีสีขาวเหมือนงวงช้าง ตรงปลายตัดมีสันอยู่ 4 สัน และมีรยางค์ยาว 5 เซนติเมตร และก็มีเกล็ดด้วย

นิเวศวิทยา
มีบ้านเกิดในทวีปเอเชีย สำหรับเมืองไทยได้นำมาปลูกลงในภาคเหนือ
การปลูกและก็แพร่พันธุ์
เจริญวัยก้าวหน้าในดินซึ่งร่วนซุย  แพร่พันธุ์ด้วยการเพาะเม็ด
ส่วนที่ใช้กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมและก็สรรพคคุณ
ดอก รสหวานร้อน ใช้เป็นยาระบาย ขับเหงื่อ หยุดประสาท บำรุงเลือด ขับประจำเดือน รักษาอาการบวม แก้ไข้ข้างหลังคลอดบุตร รักษาแผลพุพอง หยุดลักษณะของการปวดในสตรีที่มีรอบเดือนมาแตกต่างจากปกติ เป็นยาบำรุงสำหรับคนที่เป็นอัมพาต ใช้ลดความอ้วนแล้วก็ไขมันในเส้นโลหิตเกสร  รสหวานร้อน บำรุงเลือดรวมทั้งน้ำเหลืองให้ปกติ แก้แสบร้อนตามผิวหนัง
สมุนไพร เม็ด รสหวานร้อน เป็นยาระบาย ขับปัสสาวะ ลดการอักเสบหลังการคลอดลูก น้ำมันเม็ดคำฝอย รักษาอาการปวดปวดเมื่อยในโรคไขข้ออักเสบ รักษาแผล ทาปก้อัมพาต  ดอกแก่ รสหวานร้อน ใช้แต่งสีของกินให้มีสีเหลืองส้มในของกินโดยสาร carthamin ในกลีบดอก แล้วก็ใช้ย้อมผ้าได้
วิธีการใช้และจำนวนที่ใช้

  • ขับรอบเดือน บำรุงหัวใจ โดยใช้ดอกแห้ง 5 กรัม ชงเป็นน้ำชาดื่มก่อนที่จะกินอาหาร เช้าตรู่-เย็น เสมอๆทุกวัน
  • ลดไขมันในเลือด รวมทั้งแก้ปวดเมื่อย โดยใช้น้ำมันจากเมล็ดใช้ปรุงเป็นอาหาร รวมทั้งทาแก้เมื่อย ไขข้ออักเสบ รวมทั้งอัมพาต เป็นประจำ
ข้อควรรู้
น้ำมันที่่ใช้ในการทำอาหารแล้วก็ทานวด ควรจะเป็นน้ำมันที่่สกัดโดยไม่ใช้ความร้อน
ส่วนน้ำมันที่สกัดโดยใช้ความร้อน จะใช้ฉาบหนังไม้ให้เปียกน้ำ และใช้ผสมสีทาบ้านเรือน
สารสกัดจากดอกคำฝอยโดยใช้แอลกอฮอล์ สามารถทำลายเชื้อแบคทีเรียแล้วก็ยับยั้งเชื้อไวรัสได้

7
อื่นๆ / สัตววัตถุ เเมลงสาบ
« เมื่อ: มกราคม 03, 2018, 09:49:35 AM »

แมลงสาบ
แมลงสาบเป็นแมลงที่มนูษย์รู้จักกันดีมาตั้งแต่โบราณ ชื่อ “แมลงสาบ” และ “แมลงแกลบ” เป็นชื่อทั่งๆไปที่ชาวไทยทางภาคกลางใช้เรียกแมลงสาบในตระกูล  Blattidaeหลายอย่าง ทางโผลงคเหนือเรียก แมลงแสบ หรืออร่อย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเรียก แมงกะจั๊ว กะจั๊ว หรือ กาจั๊ว ส่วนภาคใต้เรียกแมลงแกลบว่า แมงติดหรือ แมงแป้ แมลงในวงศ์นี้เจอทั่วโลกมีราว ๒๕๐ สกุล  ราว ๕,๐๐๐ ชนิด
แมลงสาบชนิดสำคัญ
แมลงสาบประเภทสำคัญๆที่เจอแพร่หลายไปทั่วทั้งโลกมี ๕ ประเภท ดังเช่นว่า
๑.แมลงสาบเยอรมัน  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Blattellagermanica(Linnaeus) มีชื่อสามัญว่า  German cockroach  หรือ water bug  หรือ croton bug  คนประเทศไทยเรามักเรียกแมลงแกลบบ้าน  เป็นประเภทที่รู้จักกกันเหมาะสมที่สุดและดพร่หลายประเภทกว้างใหญ่พยได้มากที่สุด  เป็นแมลงสาบขนาดเล็ก  ลำตัวยาว ๑.๒-๑.๖ เซนติเมตร  สีน้ตาลเหลืองชีด  มีแถบสีน้ำตาลเข้มตามทางยาว ๒ แถบ  ทั้งสองเพศมีปีก  ตัวเมียพบได้มากถุงไข่ที่ปลายของส่วนท้อง  ออกหากินตอนเวลากึ่งกลางเป็นน  เจอในบ้านเรือน  ในที่มีอาหาร ดังเช่น ที่เปียกชื้นรวมทั้งอุ่น  รับประทานของที่ตายแล้ว
๒.แมลงสาบชีบโลกทิศตะวันออกมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าBlattellaorientalis(Linnaeus)มีชื่อสามัญว่า  oriental  cockroach  หรือ  black  beetle  ชาวไทยเรียกแมลงสาบ  มีขนาดกึ่งกลาง  ลำตัวยาวรวม ๒.๕ ซม.  ตัวเมียนั้นปีกไม่รุ่งเรือง  แต่เพศผู้มีปีกยาว  แต่ปีกมัยยาวไม่พ้นส่วนท้อง  เข้ามาในหมู่บ้านทางท่ออาหารท่อที่มีไว้เพื่อระบายน้ำ  มักอยู่ตามดินที่ชื้อนเฉอะแฉะ  เป็นแมลงสาบที่ทำให้มีกลิ่นเหม็น  กินอาหารทุกชนิด  พบได้บ่อยตสม  กองขยะหรือของเน่าเสียต่างๆ ถูกใจกินของที่มีแป้งอยู่ด้วย
๓.แมลงสาบอเมริกา  มีชื่อวิทยาศาสตร์Periplanetaamericana(Linnaeus)มีชื่อสามัญว่า  American  cockroach  คนประเทศไทยแมลงสาบ  มีขนาดใหญ่ที่สุด  ลำตัวยาว ๓-๔ ซม.  สีน้ำตาลปนแดง  มีถิ่นเกิดในอเมรกากึ่งกลาง  แต่ว่าเดี๋ยวนี้แพร่หลายไปทั่วทั้งโลก   ๒ เพศมีปีกยาวปกคลุมถึงท้อง  เป็นแมลงที่ว่องไว  ถูกใจที่อุ่น  ที่เปียกชื้น  ชอบอยู่ในที่มืด  ออกหากินตอนกลางคือ  กินของที่ตายแล้วและเศษอาหารทุกอย่าง
๔.แมลงสาบประเทศออสเตรเลีย  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Periplanetaaustralasiae(Fabeius) มีชื่อสามัญว่าAustralian  cockroach  ชาวไทยเรียกแมลงสาบ  ชนิดนี้มีสีน้ำตาลแดง  เหมือนแมลงสาบอเมริกัน  อีกทั้ง ๒ เพศมีปีกยาว  ถูกใจอาศัยอยู่นอกตึก  รับประทานอาหารทุกสิ่ง  โดยมากรับประทานซากพืชที่ตายแล้ว
๕.แทลงสาบเมืองร้อน  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Supellasupellectilium(Serville) มีชื่อสามัญว่าtropical  cockroachหรือ  brown-banded cockroachชาวไทยมักเรียกแมลงสาบลาย  ชนิดนี้มีลัษณะคล้ายตามแมลงสาบเยอรมัน  แต่ว่ามีขนาดเล็กกว่า  ลำตัวยาว ๑-๑.๒ มิลลิเมตร  มีแถบสีเหลืองตามแนวขวาง ๒ แถบ แถบแรกอยู่โคนปีก  อีกแถบอยู่ปีก  ส่วนใหย่ปีกมักไม่ปิดปลายส่วนท้อง  พบทั่วไป  หากินช่วงเวลากลางคืนชอบบิน  ชอบอยู่ในที่แห้งแล้วก็ร้อน  ชอบอยู่ที่สูง ยกตัวอย่างเช่นในตู้เสื้อผ้ส  กินอาหารทุกชนิดโดยเฉพาะของเสียแล้วก็ของที่ตายแล้ว
๖.แมลงสาบสุรินัม มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pycnocellissurinamensis(Linnaeus)มีชื่อสามัญว่าSurinamcockroach  คนไทยมักเรียก แมลงสาบหรือแกลบขี้เลื่อย  เพราะเหตุว่าพบตามกองขี้เลื่อย  มีขนาดลำตัวยาวราว ๑.๕ เซนติเมตร  ส่วนท้องกว้างที่สุด ๑ ซม.  ท่อนหัวและก็อกข้อแรกสีดำ ขอบด้านหน้ารวมทั้งด้านข้างแทบตลอกมีสีเหลืองแก่  ปีกสีน้ำตาล  ขาสีน้ำตาลอ่อน  เว้นเสียแต่ขาหลังสีน้ำตาลเข้มตัวเมียปีกสั้นกว่าลำตัว  เมื่อหุบปีกจีงมองเห็นปลายท้องโผล่ออกมา  อาศัยอยู่นอกบ้านตามกองขี้เลื่อย  กองแกลบ  รวมทั้งกองขยะที่เน่าเปื่อย  นิมจับมาเกี่ยวเบ็ดเป็นเหยื่อสำหรับตกปลา

ผลดีทางยา
สมุนไพร แพทย์แผนไทยใช้ “ขี้แมลงสาบ” เข้ามาเป็นเครื่องยาในยาไทยหลายขนาน  ขี้แมลงสาบที่ใช้นั้นเป็นขี้แมลงสาบที่อาศัยอยู่ตามบ้านช่อง  นำมารวมกัน  ก่อนใช้จำเป็นต้อง “ฆ่า” เสียก่อนกระบวนการทำก็คือ  ให้นำไปคั่วให้เกรียมก่อนนำมาใช้  หนังสือเรียนสรรพคุณยาโบราณว่า  ขี้แมลงสาบคั่วมีรสจืดชืด  แก้อักเสบฟกบวม  แก้พิษร้อน  แก้กาฬโรค ในพระคัมภีร์มุจาปักขันทกาให้ยาแก้นิ่วขนานหนึ่งเข้า “มูลแมลงสาบ” เป็นเครื่องยาด้วย  ดังนี้ ถ้าหากจะแก้ท่านให้เอาพริกไท ๑ ขิงดีปลีกระเทียม ๑ ผิวมะกรูด ๑ ไพรขมิ้นอ้อย ๑ สุวรรณถันแดง ๑ มูลแมลงสาบ ๑ เอาสิ่ง ๑ บาท  น้ำประสารทองคำสตุๆเท่ายาทั้งหลาย  บดทำแท่งไว้  จึงเอาสารส้มยัดเข้าในผลแตงร้าน  หมกไฟแกลบห็สุกบีบเอาน้ำฝนยานี้รับประทาน ในพระหนังสือปฐมจินดาร์ให้ยาขนานหนึ่งชิอ “ยามหาไชยมงคล”  ใช้แก้หอบ  แก้ไข้  ยาขนานนี้เข้า “มูลแมลงสาบ” เป็นเครื่องยาด้วย  ดังนี้ ยาเชี่อมหาไชยมงคลแก้หอบ  ท่านให้เอา  กฤษณาจันทน์ชะมด ๑ เปลือกสันพร้านางแอ ๑ หญ้าพันงูแดง ๑ กำมถันแดง ๑ มูลแมลงสาบ ๑ ผลผักชี ๑ นอแรด ๑ งาช้างเขากวาง ๑ รวมยา ๑๐ สิ่งนี้เอาเท่าเทียม  ทำเป็นจุณ  บดปั้นแท่ง  ละลายน้ำมะนาวรับประทานหอบทราง  ถ้าหากจะแก้ไข้เหนือละลายน้ำใบทับทิมต้ม

8
อื่นๆ / สัตววัตถุ กุ้ง
« เมื่อ: ธันวาคม 27, 2017, 10:50:35 AM »

กุ้ง
กุ้งเป็นชื่อเรียกสัตว์น้ำไม่มีกระดูกสันหลังในชั้นครัสเตเชีย ชั้นเคดาโพดา (order Decapoda) มีหลายตระกูล สัตว์พวกนี้หายใจด้วยเหงือก ลำตัวยาว แบน หรือ กลม แบ่งเป็นข้อๆเปลือกที่ห่อท่อนหัวและอกคลุมลงมาถึงอกบ้องที่ ๘ ส่วนมากกรีมีลักษณะแบนข้าง ก้ามที่ขาอยู่ที่ท่อนหัวรวมทั้งอก มี ๑๐ ขา เจอได้ทั้งในน้ำจืด ได้แก่ กุ้งก้ามกราม กุ้งก้ามเกลี้ยง รวมทั้งในน้ำทะเล อย่างเช่น กุ้งว่าวกุลาดำ
กุ้งในประเทศไทย
กุ้งที่เจอในประเทศไทยมีมากจำพวก แม้กระนั้นที่มีขนาดใหญ่และก็บริโภคกันทั่วไป เช่น
๑.กุ้งก้ามกราม
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Macrobrachium rosenbergii (de Man)
จัดอยู่ในสกุลPalaemonidae
มีชื่อสามัญว่า giant freshwater prawn หรือ giant prawn กุ้งใหญ่ กุ้งก้ามกราม กุ้งก้ามคราม ก็เรียก เพศผู้มีขนาดใหญ่กว่าตัวเมียซึ่งเรียกกันว่า กุ้งก้ามกราม
กุ้งชนิดนี้เป็นกุ้งน้ำจืดขนาดใหญ่ ขนาดวัดจากโคนก้านตาถึงปลายหางยาว ๑๕-๒๕ เซนติเมตร ลำตัวสีครามเข้มรวมทั้งจางสลับกันเป็นลายพาดขวางลำตัว ขาคู่ที่ ๒ เป็นขาก้ามขนาดใหญ่ สีน้ำเงินหรือสีฟ้าอมเหลือง ใช้ปกป้อง แล้วก็กอดรัดตัวเมียในขณะสืบพันธุ์ ส่วนปลายของกรีเรียวงอน ฟันกรีด้านด้านล่างมี ๘-๑๕  ซี่ มีกระเพาะอยู่ตรงกลางทางด้านบนใต้เปลือกหัว  ลำไส้ทอดตามสันหลังไปถึงหาง หัวใจอยู่ถัดจากตอนท้ายของกระเพาะไปถึงส่วนท้ายของเปลือกหัว มีตับทำหน้าที่สร้างน้ำย่อย  เรียก มันกุ้ง อยู่ทางส่วนหน้าบริเวณด้านข้างของส่วนหัว  ตับมีไขมันประกอบอยู่มากลเป็นส่วนที่นิยมกินกันในหมู่คนไทย ตัวเมียที่พร้อมจะผสมพันธุ์ได้จะมีรังไข่สุกในรอบๆใจกลางของเปลือกหัว มีสีส้มหรือสีเหลือง พินิจได้ง่ายประชาชนเรียก แก้วกุ้ง กุ้งก้ามกรามกินทั้งสัตว์รวมทั้งพืชเป็นอาหาร โดยมากเป็นหนอนน้ำต่างๆ รากพืช  ซากพืช  หาอาหารโดยการดมกลิ่นรวมทั้งสัมผัส  ถ้าเกิดขาดอาหารจะกินกันเอง  กุ้งจำพวกนี้ทำมาหากินทั้งวัน  แม้กระนั้นจะรวดเร็วมากมายยามค่ำคืน  เป็นประจำอาศัยอยู่ในแม่น้ำ  คลอง  หนอง  บ่อน้ำ ที่มีทา น้ำติดต่อกับสมุทร  สืบพันธุ์และออกไข่รอบๆน้ำกร่อยปากแม่น้ำเมื่อตัวอ่อนโตพอก็จะว่ายน้ำกลับไปยังบริเวณแหล่งน้ำจืด
๒. กุ้งก้ามเกลี้ยง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Macrobrachium sintangensis ( de Man )
จัดอยุ่ในวงศ์ Palaemonidae
มีชื่อสามัญว่า  Sunda  river prawn
กุ้งแม่น้ำขาแดง ก็เรียก กุ้งจำพวกนี้เป็นกุ้งน้ำจืด ขนาดวัดจากโคนก้านตาถึงปลายหางยาวราว ๙ ซม. ลำตัวสีน้ำตาลหรือสีฟ้าปนเขียว เปลือกหัวเรียบ กรีเรียวงอน  ฟันกรีด้านบนมี ๙-๑๓ ซี่ ข้างล่างมี ๒-๖ ซี่ ขาคู่ที่ ๒ มีขนาดใหญ่กว่า  โดยมีความยาวใกล้เคียงกับลำตัว และมีปื้นสีน้ำตาลกระจายอยู่เป็นหย่อมๆขอบด้านในของโคนบ้องที่ ๗ ของขาคู่นี้คราวตุ่ม ๒-๓ ตุ่ม ส่วนตัวผู้ที่โตเต็มวัยมีขนนุ่มคล้ายผ้ากำมะหยี่สีส้มปนแดง ปกคลุมรอบๆรอยต่อระหว่างปล้องต่างๆของขาคู่ที่ ๓, ๔ และ ๕ เป็นประจำอาศัยอยู่ตามแม่น้ำ คลอง แล้วก็แหล่งน้ำจืดชืดที่มีทางน้ำติดต่อกับสมุทร  ผสมพันธุ์แล้วก็ตกไข่บริเวณน้ำกร่อยปากแม่น้ำ
๓.  กุ้งว่าวกุลาดำ
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Penaeus monodon Fabricius
จัดอยู่ในสกุล Penaeidae
มีชื่อสามัญว่า tiger prawn  jumbo หรือ grass prawn
กุ้งว่าวจุฬาหรือ กุ้งแขกดำก็เรียก กุ้งประเภทนี้เป็นกุ้งทะเลขนาดใหญ่  ขนาดวัดจากโคนก้านตาถึงปลายห่งยาวราว ๓๐ ซม. ลำตัวสีน้ำตาลแกมเขียวและก็มีแถบสีแก่กับสีจางพาดขวางตลอดลำตัว เปลือกหัวหมดจด ไม่มีขน  ฟันกรีด้านบนมี๗-๘  ซี่ ข้างล่างมี ๓ ซี่  ช่องข้างกรีทั้งคู่ด้านแคบและยาวไม่ถึงฟันกรีซี่สุดท้าย  เป็นกุ้งที่ตัวโต มักอยู่ในเขตพื้นที่ที่กระเป๋านทรายคละเคล้าโคลน  รับประทานอีกทั้งพืชและสัตว์เล็กๆในน้ำเป็นอาหาร  เมื่อโตเต็มที่จะย้ายถิ่นจากริมฝั่งไปยังทะเลลึก  ๒๐-๓๐ เมตร เพื่อผสมพันธุ์และตกไข่  ตัวอ่อนที่โตพอก็จะอพยพมาหากินยังชายฝั่ง
คุณประโยชน์ทางยา
[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url][/url][/color] แพทย์แผนไทยใช้ “มันกุ้ง” เป็นเครื่องยาอย่างหนึ่งในตำรับยาแผนโบราณหลายขนาน เช่น ยาขนานหนึ่งในหนังสือเรียนยาแผ่นจารึกวัดราชโอรสาราม ให้ยาแก้ฝีดาษอันกำเนิดในเดือน ๑๑ เดือน ๑๒ และเดือน ๑ เข้า “น้ำมันหัวกุ้ง” เป็นเครื่องยาด้วย ดังนี้ ขนานหนึ่งเอาน้ำลูกตำลึง น้ำมันงา น้ำมันหัวกุ้ง น้ำมันรากถั่วภูเขา เอาเท่าเทียม พ่นฝีเพื่อเสลด  ให้ยอดขึ้นหนองสวยดีนัก

Tags : สมุนไพร

9
อื่นๆ / สัตววัตถุ จงโคร่ง
« เมื่อ: ธันวาคม 22, 2017, 09:02:08 AM »

จงโคร่ง
จงโคร่งเป็นสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก มี ๔ เท้า มีกระดูกสันหลัง
จัดอยู่ในสกุล Bufonidae สกุลเดียวกับคางคก
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bufo asper
บางถิ่นเรียก ควรโคร่ง นกกระทาหอพักง กระหอง หรือ กง ก็มี
ชีววิทยาของต้องโคร่ง
ควรโคร่งมีลักษณะทั่วๆไปคล้ายกับคางคกบ้าน แม้กระนั้นตัวโตกว่ามากมาย เป็นสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก ที่มีตัวโตที่สุดในประเทศไทย มีลักษณะที่ไม่เหมือนกับคางคกบ้าน หลายแบบ ที่สำคัญเป็น ความกว้างของแก้วหู สั้นกว่าครึ่งเดียวของความกว้างของตา และก็อยู่ห่างจากตามาก สันกระดูกเหนือแก้วหูดกนมาก กระดูกหน้าผาก ระหว่างตากับหู ทั้งสองข้าง บุ๋ม ตรงกลาง กระดูกสันหลังมีร่องลึกกึ่งกลาง ผิวหนังใต้คอใต้ท้องมีสีชมพู ส่วนบนค่อนข้างดำ มีสีแดงเป็นหย่อมๆมากมายน้อยแตกต่างไปแต่ละตัว มีปุ่มนูนๆอยู่ทั่วๆไป ตามส่วนบนของตัว ใต้ฝ่าตีนมีปุ่มตามข้อนิ้วมาก ใต้ข้อเท้ามีปุ่มใหญ่อยู่ ต้ายข้อเท้ามีปุ่มใหญ่อยู่สองปุ่ม ๒ ปุ่มได้ข้อนิ้วมีตุ่มไม่ใหญ่นัก นิ้วเท้ามีพังผืด ซึ่งระหว่างนิ้วทุกนิ้ว ตัวโตเต็มวัยที่วัดจากปากถึงก้นราว ๒๖ซม. จงโคร่งมักอาศัยอยู่ตามซอกหินของภูเขา ที่มีป่าไม้ร่มเย็นเปียกชื้น ลางตัวเข้าไป อาศัยอยู่ในบ้านคน เพื่อรอกินแมลงที่มาเล่นแสง พบได้ตั้งแต่ทางภาคใต้ของประเทศไทย ลงไปจนกระทั่งนานเลเซียและก็เกาะ เกะสุมาตราของอินโดนีเซีย

สัตวศาสตร์ชาติพันธุ์ของ จงโคร่ง
[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url][/url] ราษฎรทางปักษ์ใต้ โดยเฉพาะอำเภอเบตงจังหวัดยะลา มักถือกันว่าบ้านใดมีต้องโคร่งอาศัยอยู่ด้วย บ้านนั้นจะร่มเย็นเป็นสุข แม้คนไหนกันทำร้ายจงโคร่ง ผู้นั้นหรือวงศ์วาน ก็จะเจอโชคไม่ดี โดยเหตุนั้นเจ้าของบ้านก็เลยมักปล่อยให้ควรโคร่ง อาศัยอยู่ในบ้าน เสมอเหมือนเป็นสัตว์เลี้ยง ปลดปล่อยให้หาเลี้ยงชีพแมลงที่มาเล่นแสงไฟในบ้าน ไม่มีใครกล้ารบกวน รังควาน หรือรังแก หนังควรโคร่งมีต่อมยางที่เป็นพิษราวกับหนังคางคก ขโมยเคยใช้หนังควรโคร่งแห้ง ผสมกับเห็ดเมาลางประเภท ใบและยางของสมุนไพรลางอย่าง ทำเป็นชุดไฟสำหรับรม เจ้าของบ้านได้สูดกลิ่นยานี้ก็จะมึนเมา หลับ หรือหมดสติไป มิจฉาชีพก็จะเข้าไป ลักขโมยหรือชิงทรัพย์ได้ดุจตั้งใจ กรรมวิธีแก้พิษนั้นให้ดื่มน้ำมะพร้าวอ่อน แล้วล้างหน้าด้วยน้ำมะพร้าวอ่อน ก็จะฝืนได้สม่ำเสมอ แพทย์แผนไทยใช้หนังจงโคร่งแห้งผสมยาเบื่อเมา ทำให้นอนใช้บำบัดโรคโรคกุฏฐัง
สัตวศาสตร์เผ่าพันธุ์เป็นยังไง
คำ “สัตวศาสตร์เผ่าพันธุ์” นี้ แปลจากคำในภาษาอังกฤษว่า ethnozoologyเป็นศาสตร์ที่ศึกษาเล่าเรียนความเชื่อมโยง โดยตรงในด้านมุมต่างๆระหว่างกันและกัน ของพรรณ สัตว์ที่อยู่ในสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ กับมนุษย์เชื้อชาติต่างๆยกตัวอย่างเช่นความเลื่อมใสเรื่องสัตว์กับโชค การใช้พรรณสัตว์เป็นของกิน เป็นยาบำบัดโรค
ชั้นสัตว์เลื้อยหรือคลาน
ชั้นสัตว์เลื้อยหรือคลาน(class Reptlia) สัตว์ในกลุ่มนี้มักถูกเรียกเป็น สัตว์เลื้อยคลาน ซึ่งไม่น่าจะถูกในความเป็นจริง เนื่องจากว่าสัตว์พวกนี้บางจำพวกหรือเปล่าได้แต่คลานไม่ได้ ดังเช่นงูต่างๆลางชนิดเคลื่อนที่โดยการเลือกคลานแค่นั้น ไม่เลื้อย ได้แก่ เต่า ตะไข้ สัตว์ที่อยู่ในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นสัตว์บกอย่างแท้จริง ผิวหนังเป็นเกล็ดน้ำแข็งไม่อาจจะใช้หายใจได้ หายใจทางปอด ไม่มีความเคลื่อนไหวรูปร่าง มีหัวหัวใจ ๓ หรือ ๔ ห้องไม่สมบูรณ์เป็น หัวใจมีห้องบน ๒ ห้อง ส่วน ๒ ห้องล่างแยกกันไม่สนิท ยกเว้นตะไข้ ส่วนพวกนี้คลอดเป็นไข่ก่อน สัตว์เลื้อยหรือคลานที่ใช้ประโยชน์ทางยามีหลากหลายประเภท เป็นต้นว่างูต่างๆจระเข้ ตุ๊กแก ตะพาบ และเต่า

Tags : สมุนไพร

10
 

สมุนไพรครุฑตีนตะพาบน้ำ
ครุฑตีนตะพาบน้ำ (Polyscias scutellaria (Burm.f.) Fosberg)
บางถิ่นเรียก ครุฑตีนตะพาบน้ำ เบญกานี เกล็ดปลากะโห้ (กระเทพฯ)เป็นไม้พุ่ม หรือ ไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูงได้ถึง 6 เมตร เกลี้ยง. ใบ โดดเดี่ยว หรือ ใบประกอบจำพวก 3 ใบ ติดกับกิ่งแบบบันไดเวียน ก้านใบโดยมากยาวประมาณ 6 ซม. แม้กระนั้นยาวถึง 28 เซนติเมตร ก็มี โคนก้านใบเป็นกาบ ยาว 1-6 ซม. แผ่นใบรูปกลม หรือ รูปไต เส้นผ่าศูนย์กลางจำนวนมากราว 8 เซนติเมตร แต่บางทีอาจกว้างถึง 28 เซนติเมตรขอบของใบหยักแบบซี่เลื่อย หรือ เป็นแฉกตื้นๆใกล้ปลายใบ ใบที่มีขนาดใหญ่ สมุนไพรขอบใบมักไม่ค่อยหยัก ปลายใบกลม โคนใบแหลม เส้นกลางใบและก็เส้นใบเห็นได้ชัด. ดอก ออกเป็นช่อแบบผสม ศูนย์กลาง ช่อยาวได้ถึง 1 เมตร แตกกิ่งตั้งฉากกับศูนย์กลาง ยาว 15-30 เซนติเมตร มีดอกติดเป็นกระจุกๆแบบดอกผักชี กลุ่มละราวๆ 8-16 ดอก ก้านดอกยาวประมาณ 3 มม. กลีบรองกลีบ มีขนาดเล็ก กลีบ 4-5 กลีบ ยาวโดยประมาณ 2 มม. เกสรผู้ 4-5 อัน เกสรเมีย 1 อัน รูปลูกข่าง ภายในมี (2-) 3-4 ช่อง ท่อ เอกสารภรรยาตอนแรกตั้งชัน ถัดมาจะโค้งงอ. ผล รูปแทบกลมมีเนื้อ แห้งแล้วเส้นผ่านศูนย์กลาง โดยประมาณ 5 มม.

นิเวศน์วิทยา : ปลูกเป็นไม้ประดับ.
คุณประโยชน์ : ใบ มีกลิ่นหอมหวนสำหรับแต่งกลิ่นน้ำหอม ใช้ขับเยี่ยว ป้องกันการเกิดมะเร็งเต้านมและป้องกันศีรษะล้านได้ ราก ขับฉี่ ใบ ตำเป็นยาพอกแก้แผลอักเสบ ขับฉี่

11

ขัณฑสกร
ขัณฑสกร ใช้เป็นน้ำกระสายยาและเครื่องยา เนื่องจากว่า มีรสหวานมีกลิ่นหอมสดชื่น ใช้ละลายยาเพื่อกินง่ายดายมากยิ่งขึ้น และก็มีรสชาติน่าอร่อยขึ้น สรรพากรที่ใช้ในยาไทยนั้น เป็นของที่ได้จากธรรมชาติ แบบเรียนโบราณส่วนมากบันทึกเสียงที่มาไว้ไม่เหมือนกัน และก็ว่าขัณฑสกรที่ได้จากแหล่งแตกต่างกันนั้นจะมีคุณประโยชน์ต่างกันไปด้วย ดังต่อไปนี้
สมุนไพร
๑.ขัณฑสกร ที่ได้จากหยดค้าง เป็นน้ำค้างในฤดูหนาว(ฤดูหนาว) ที่ตกลงบนใบของพืชประเภทหนึ่งที่ตำราเรียก ต้นขัณฑสกร แบบเรียนโบราณกล่าวว่า พืชนี้พบในอินเดียและมาเลเซียปัจจุบันนี้ยังไม่รู้จักว่าเป็นพืชชนิดใดแต่เชื่อว่าไม่น่าจะเป็นพืชประเภทใดโดยเฉพาะ บางทีอาจเป็นพืชหลายหลากหลายประเภทซึ่งมีดอกที่มีน้ำหวานมากมาย ผู้เก็บจะออกไปเก็บน้ำค้างหรือน้ำฝนที่ชะหรือละลายน้ำหวานแล้วตกอยู่บนใบไม้ตั้งแต่ตอนเช้าตรู่เก็บใส่กระบอกไม้ไผ่ แล้วค่อยนำไปห้อยทิ้งไว้ จนน้ำหวานน้ำตกผลึกและแห้ง จะได้ขัณฑสกรที่เป็นสีขาวนวลหรือสีขาวอมเหลืองขัณฑสกรที่ได้โดยวิธีการแบบนี้ น่าจะเป็นของส่วนประกอบระหว่างเลวูโลส (fructose) หรือน้ำตาลผลไม้ ซูโครส(sucrose) หรือน้ำตาลอ้อย รวมทั้ง เดกซ์โทรส (dextrose) หรือน้ำตาลองุ่น แบบเรียนสรรพคุณยาโบราณว่าจะมีรสหวานจนขม มีคุณประโยชน์ชูกำลัง ทำให้ปัสสาวะช่อง ทำให้ฉี่คล่องแคล่ว แก้เสลดจุกลำคอ ทำให้ชุ่มคอ แก้กระหายน้ำ

๒.ขัณฑสกร ที่ได้จากน้ำอ้อย ได้จากการนำน้ำอ้อยมาอุ่นที่อุณหภูมิต่ำๆจนถึงงวด แล้วทิ้งไว้ให้แห้ง จะได้เกร็ดสีขาวอมเขียว เกร็ดนี้มีองค์ประกอบหลักเป็นผลึกของน้ำตาลอ้อย แต่หากนำน้ำอ้อยไปนอนก้นโปรตีนออกก่อน ฟอกสีให้ขาว แล้วตกผลึกจะได้น้ำตาลทรายที่ใช้ปรุงแต่งรส ที่รู้จักกันทั่วไป ตำราเรียนโบราณว่าขัณฑสกรที่ได้จากน้ำอ้อยนี้มีคุณประโยชน์ บำรุงธาตุ รวมทั้งแก้ฝี ผอมเหลือง
๓.ขัณฑสกร ที่ได้จากน้ำผึ้งรวงที่เกิดริมหาด ว่ากันว่าน้ำผึ้งรวง (น้ำผึ้งที่บีบจากรังผึ้งในธรรมชาติ ไม่ใช่ในรวงผึ้งเลี้ยง) ที่เกิดหาดทรายนั้น เมื่อเอามาอุ่นด้วยไฟอ่อนๆสนงวดลงบ้าง รวมทั้งตั้งทิ้งเอาไว้ จะมีเกร็ดขัณฑสกรมากกว่าน้ำผึ้งรวง ที่เกิดตามชายเขา ตำราคุณประโยชน์ยาโบราณว่า ขัณฑสกรที่ได้ด้วยวิธีแบบนี้มีสรรพคุณแก้นิ่ว แก้ท้องมาน แก้สะอึก แก้ไข้เซื่องซึม แก้จุกเสียด แก้ลมพิษ แก้คอแห้ง
๔. ขันทศกร ที่ได้จากเกสรบัวหลวง พบมากบนใบบัวหลวง ข้างหลังฝนตกโดยน้ำฝนแจ่มแจ้งเอาน้ำหวานจากดอกบัวหลวง แล้วขังไว้บนใบบัว เมื่อแดดออก น้ำระเหยไป จะเกล็ด สีขาวนวลหรือสีขาวอมเหลืองเกล็ดดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ก็น่าจะเป็นของผสมระหว่าง น้ำตาลผลไม้ น้ำตาลอ้อย รวมทั้ง องุ่น น้ำตาลองุ่น เหมือนกันกับขัณฑสกรที่ได้จากหยดน้ำค้าง ก็เลยมีสรรพคุณเท่ากัน ดังนั้นขัณฑสกรหรือที่บางหนังสือเรียนเรียกว่า น้ำตาลกรวด นี้ ในทางเคมีก็เลยเป็นของผสม ของน้ำตาลละลายประเภทสุดแท้แต่แหล่งเกิด อาจมีทั้งที่เป็นโมโนแซ็กคาไรด์ อาทิเช่นน้ำตาลผลไม้ น้ำตาลองุ่น และ ไดแซ็กคาไรด์ ยกตัวอย่างเช่นน้ำตาลอ้อย ตอนนี้ขัณฑสกรที่หาซื้อได้ จากร้านขายเครื่องยาไทย มักไม่ใช่ขัณฑสกรที่ได้จากธรรมชาติ ดังกล่าวมาแล้วข้างต้น บางร้านเอาเกร็ดน้ำตาลอ้อย ที่ได้จากการเอาน้ำตาลมาต้มกับน้ำแล้วเที่ยวจนถึงงวด มาขายเป็นขัณฑสกร แต่ว่าร้านขายของส่วนใหญ่มักเอาสารสังเคราะห์ที่เรียก แซ็กคารินหรือดีน้ำตาล มาขายเป็นขัณฑสกร ซึ่งไม่สมควรใช้สำหรับในการทำยาไทยเนื่องจากเป็นสารก่อมะเร็ง ในหนังสือเรียนพระโอสถพระนารายณ์เจาะจง ให้ใช้ขัณฑสกรเป็นน้ำกระสายยาในยามี่ใช้แก้ เตโชธาตุ ธาตุไฟ ทุพพลภาพ ขนานที่ ๑ และ ๗เป็นต้นว่าขณะที่๗ดังนี้ หากมีถอย ให้เอาผลชะพลู ผลสมอไทย ผลจิงจ้อหลวง รากเจตมูลเพลิงเเดง ผลมะขามป้อม ว่านเปราะป่า รากไคร้ต้น รากไคร้เครือ ชะเอมหญ้ารังกา รากกะเบา เท่าเทียมกันทำเป็นจุล ละลายขันทศมือ กินตามควรจะ แก้เตโชธาตุให้โทษแลฯ ละลายขันทศกร กินตามควรนั้นแสดงว่าเมื่อจะกินยานี้ให้เอาขัณฑสกรมาละลายน้ำสุกหรือน้ำฝนหรือน้ำที่สะอาดก่อนแล้วจึงเอาน้ำที่ได้นั้นไปละลายยากิน คำ ขัณฑสกร ที่ใช้ในที่ใช้กันในปัจจุบัน ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถานพ. ศ. ๒๕๒๕ ในแบบเรียนพระยาพระนารายณ์เขียนเป็น ขันทศมือ คำนี้มาจาก คำ ขัณฑ แสดงว่าก้อน แล้วก็ ศมือ (อ่านว่า สะ-กะ-ระ มาจากคำสันสกฤต shakara ซึ่งเป็นที่มาของคำ sugar ในภาษาอังกฤษ) มีความหมายว่า น้ำตาล บางหนังสือเรียนจึงเรียกว่าขัณฑสกรว่า “น้ำตาลกรวด” มักมี ผู้รู้ผิดว่าขัณฑสกรเป็นแซ็กคารินหรือดีน้ำตาล มันเป็นสารสังเคราะห์ที่มีชื่อทางเคมีว่า 2,3-dihydro-3-oxobenzisosulfonazole เคยใช้แต่งรสหวานแต่ว่าปัจจุบันนี้ใช้ลดลงมากมายเนื่องจากว่าหรือเกือบจะไม่ใช้ก็แล้ว

Tags : สมุนไพร

12
อื่นๆ / สัตววัตถุ ไก่ป่า
« เมื่อ: ธันวาคม 12, 2017, 10:36:37 AM »

ไก่ป่า
ไก่ป่าฯลฯเชื้อสายของไก่บ้าน
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gallus gallus (Linnaeus)
อยู่ในสกุล Phasianidae
มีชื่อสามัญว่า red jungle fowl
มีบ้านเกิดเมืองนอน แถบเอเชียใต้ (ศรีลังกาและประเทศอินเดีย) มาทางตะวันออก จนถึงหมู่เกาะมลายู
ไก่ป่าที่พบในประเทศไทยมีเพียงประเภทเดียวเป็น Gallus gallus (Linnaeus) จำพวกนี้มีหน้าสีแดง ไม่มีขน หงอนสีแดง มีเหนียงสีแดงและติ่งหูอย่างละคู่ ขนบริเวณคอ หลัง ถึงสะโพกมีสีส้ม ขนปีกสีเขียวเป็นเงาขลิบสีส้มใต้ท้องสีน้ำเงินดำ หางโค้งลาด ปลายพริ้ว สีเขียวแซมดำรวมทั้งสีน้ำเงินเข้มเป็นมัน ความยาวของตัววัดจากปลายปากถึงปลายหางราว ๖๐ เซนติเมตร ตัวผู้หนัก ๘๐๐ – ๑๓๐๐ กรัม ไก่ป่าตัวผู้มีลักษณะสำคัญที่แตกต่างจากนกอื่นๆคือ
๑.มีหงอนบนหัวที่เป็นเนื้อ ไม่ใช่หงอนที่กระเป๋านขน
๒.มีเหนียงเป็นเนื้อแขวนลงมาทั้งสองข้างของโคนปากรวมทั้งคาง
๓.มีหน้าและคอเป็นหนังสะอาดๆ ไม่มีขน
๔.โดยธรรมดาขนเรียกตัวมีสีงดงาม มีขนหาง ๑๔ – ๑๖ เส้นตั้งเรียงกันเป็นสันสูงตรงกลาง คู่กึ่งกลางยาวกว่าคู่ อื่น ปลายแหลมและอ่อนโค้ง เรียก หางกะลวย
๕.ลำแข้งมีเดือยข้างละอันเป็นอาวุธ
ไก่ป่า ตัวเมียมักมีขนาดเล็กกว่าตัวผู้ ขนไม่งดงาม สีไม่ฉูดฉาด หน้าแข้งไม่มีเดือย หงอนและเหนียงเล็กมาก หรือบางตัวแทบไม่มีเลย ไก่ป่าอาศัยตามพุ่มไม้เล็กๆในป่าทั่วๆไป บินได้เร็ว แต่ในระดับค่อนข้างต่ำๆรวมทั้งระยะทางสั้นๆเป็นประจำอยู่เป็นฝูงใหญ่หมดทั้งตัวผู้แล้วก็ตัวเมียรวมกันราว ๕๐ ตัว แต่ว่าจะแยกเป็นฝูงเล็กๆในช่วงฤดูสืบพันธุ์ ซึ่งเพศผู้จะต้องต่อสู้กันเพื่อครอบครองพื้นที่และแย่งตัวเมียกันตัวละ ๓ – ๕ ตัว ข้างหลังผสมพันธุ์แล้วตัวเมียจะสร้างรังเป็นหลุมตื้นๆบนพื้นดินหรือบนกองใบไม้แห้งๆในที่ปลอดภัย  แล้วออกไข่คราวละ ๕ – ๖ ฟอง ไข่สีขาวหรือน้ำตาล ใช้เวลาฟักราว ๒๑ วัน ลูกไก่ป่าอายุ ๘ วันก็เริ่มบินเกาะตามกิ่งไม้ได้ และก็เมื่ออายุราว ๑๐ วัน ก็เริ่มบินได้ในระยะทางสั้นๆ

ไก่ป่าที่พบในประเทศไทยมี ๒ ชนิดย่อย เป็น
๑. ไก่ป่าติ่งหูขาว หรือ ไก่ป่าอีสาน (Cochin Chinese red jungle foml) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gallus gallus gallus (Linnaeus) มีติ่งหูสีขาว พบได้มากทางภาคตะวันออกและภาคอีสาน
๒. ไก่ป่าติ่งหูแดง หรือ ไก่ป่าชนิดพม่า (Burmese red jungle fowl) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gallus gallus  spadiceus (Bonnaterre) มีติ่งหูสีแดง พบบ่อยทางภาคเหนือ ภาคตะวันตก แล้วก็ภาคใต้
คุณประโยชน์ทางยา
[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] โบราณไทยใช้ตับไก่เป็นอีกทั้งของกินและเป็นยา  หนังสือเรียนสรรพคุณยาโบราณบันทึกไว้ว่า  ตับไก่ใช้แก้โรคตาฝ้าตาพร่า เดี๋ยวนี้เพิ่งจะรู้ดีว่าโรคนี้มีเหตุที่เกิดจากการขาดวิตามินเอ ซึ่งพบมากในตับไก่ หมอแผนไทยรู้จักใช้เปลือกไก่ฟัก ไข่แดง ตับไก่ รวมทั้งเล็บไก่ป่า เป็นเครื่องยามาเป็นเวลายาวนานแล้ว หนังสือเรียนโบราณว่า ไข่แดงมีรสมัน คาว มีสรรพคุณบำรุงกำลังสร้างความเจริญให้แก่ร่างกาย ตับไก่มีรสมัน คาว มีสรรพคุณบำรุงเลือด แก้โลหิตจาง บำรุงร่างกายให้แข็งแรง แก้โรคตาฝ้าตามัว แล้วก็เล็บไก่ป่าใช้แก้พิษไข้ ไข้กาฬ ไข้หัวทุกชนิด นอกนั้นไข่ขาวยังคงใช้เป็นตัวยาแต่งทางเภสัชกรรมสำหรับทำยาขี้ผึ้ง ตามที่ปรากฏในยาขนานที่ ๗๙ ใน ตำราพระยารักษาโรคพระนารายณ์ ดังต่อไปนี้
ขนานหนึ่ง ให้เอาพิมเสน ๒ สลึง การบูร ๓ สลึง มาตะกี่ ๕ สลึง ชันตะคียน กำยาน สิ่งละ ๗ สลึง ขี้ผึ้งขาว ๑๐ ตำลึง น้ำมันที่ทำจากมะพร้าวอันใหม่ดีนั้นครึ่งทนาน เคี่ยวขึ้นร่วมกันให้สุกดี  แล้วกรองกากออกเสีย เอาไว้ให้เย็น ก็เลยเอาไข่ไก่ เอาแต่ไข่ขาว ๒ ลูก เอาสุรากลั่นราวๆจอกหนึ่ง กวนกับไข่ให้สบกันดี แล้วจึงแบ่งออกให้เป็น ๓ ภาคๆหนึ่งนั้น เอาน้ำทะแลงไซ้ ๓ สลึง การบูร ๓ สลึง กวนเข้าด้วยกันให้สบดีแล้ว เป็นสีปากแดง ก็เลยเอาขี้ผึ้งขาวภาค ๑ นั้น มากวนด้วยจุที่สีพอสมควร เป็นขี้ผึ้งเขียว ภาคหนึ่งเป็นสีผึ้งขาว ปิดแก้เพ่งดูม์ แสบร้อนให้เย็น

13

น้ำขิง
ขิงเป็นสมุนไพร และเครื่องเทศที่ช่วยชาติไทยจีนและก็อินเดียรู้จักใช้มาตั้งแต่โบราณ แบบเรียนสรรพคุณโบราณของไทยว่าขิงสด มีรสหวานเผ็ดร้อน
มีสรรพคุณ แก้ปวดท้อง บำรุงธาตุ ขับลมในไส้ให้ผายและเรอ ดังนั้นน้ำขิงนอกเหนือจากการที่จะช่วยละลายยาให้รับประทานยาง่ายแล้ว ยังช่วยแต่งรถให้น่ากินเพิ่มขึ้นทั้งยังมีคุณประโยชน์ทางยาซึ่งสามารถเสริมฤทธิ์ตัวยา ในยาขนานนั้นได้อีกด้วย ทิ้งที่นำมาใช้เตรียมน้ำขิง สำหรับทำเป็นกระสายยานั้น มักใช้ขิงแก่สดสูตรเอาเปลือกนอกออก ล้างน้ำให้สะอาดแล้วฝานเป็นชิ้นบางๆต้มกับน้ำตามต้องการส่วนขิงที่ประยุกต์ใช้เป็นเครื่องเทศนิยมใช้อีกทั้งสดและก็แห้งอีกทั้งหินอ่อนแล้วก็ขิงแก่โดยมักใช้ขิงที่ยังอ่อนอยู่ ทำอาหารที่ไม่ต้องการรสเผ็ดมากมาย โบราณว่าขิงแห้งมีรสหวานเผ็ดร้อนมีคุณประโยชน์แก้ไข้แก้ลมแก้จุกเสียดแก้เสมหะบำรุงธาตุแก้คลื่นเห*ยน อ้วก สวนหินสดมีรสหวานเผ็ดร้อนมีสรรพคุณแก้ปวดท้องบำรุงธาตุ ขับลมในลําไส้ให้ผายลมแล้วก็เรอ
   สมุนไพร ยาตอนที่ ๕๓ ในหนังสือเรียนพระโอสถพระนารายณ์ชื่อ “มหากระทัศใหญ่” ที่ใช้แก้ลมทุกชนิดนั้น ให้ใช้น้ำผึ้ง น้ำขิง น้ำส้มซ่า หรือน้ำกระเทียม เป็นน้ำกระสายยาก็ได้ แล้วแต่หมอผู้วางยาจะสับเปลี่ยนให้จะต้องโรคจำต้องอาการ ดังนี้   “มหากทัศใหญ่” ให้เอาโกฏสอเทศ เทียน ๕ รากเจตมูลเพลิง ผลกระวาน ใบกระวาน ผลอันใหญ่ สะค้าน เปลือกสมุลแว้ง ขิงแห้ง ว่านน้ำ พริกล่อน รากไคร้เครือ บอแร็ก ลูกจันทน์ ดอกจันทน์ เกลือบก สิ่งละส่วน การะบูร กานพลู เทียนตาตั๊กแตน เทียนเกล็ดหอย สหัสคุณก็ได้ เปล้าน้อยก็ได้ สิ่งละ ๘ส่วน ดีปลี ๒๐ ส่วน ทำเป็นผุยผง ละลายน้ำผึ้ง น้ำขิงน้ำส้มส้า น้ำกระเทียมก็ได้ รับประทานหนักสลึงหนึ่ง แก้ลมปัตฆาฏ ลมอัมพาต ลมราทยักษ์ ถ้าหากลมนั้นเบากำลังยานั้นก็จะให้ร้อนถึงปลายมือปลายตีน บรรดาลมทั้งสิ้นแก้ได้หายสิ้นแลฯ
  ขิงมีชื่อเรียกในภาษาสันสกฤตว่า srigavere ซึ่งแผลงเป็น zingiber เมื่อทำให้เป็นภาษาละตินเพื่อตั้งเป็นนามสกุลและก็ชื่อตระกูล ตามหลักสากลในการตั้งชื่อวิชาพฤกษศาสตร์ ฝรั่งเรียกว่าขิง ginger จากที่เรียกกันในภาษาแขก นักปราชญ์ทางภาษาคนไม่ใช่น้อยสันนิศฐานว่า คำ “ขิง” ในภาษาไทย ก็คงจะมีที่มาจากภาษาแขกนี้เอง แต่เรียกให้สั้นลง
ขิง เป็นเหง้าของพืชขนาดเล็กที่มี
ชื่อวิชาพฤกษศาสตร์ว่า Zingiber officnale Roscoe
ในสกุล Zingoberaceae
เป็นพืชอายุหลายปี สูง ๓๐-๙๐เซนว่ากล่าวเมตนมีเหง้าที่มีกาบใบบางๆหุ้ม เปลือกสีน้ำตาลแกมเหลือง เนื้อเหง้ามีสีนวล มีกลิ่นเฉพาะ เป็นใบเลี้ยงเดี่ยว ออกสลับกัน รูปขอบขนานปนรูปใบหอก ปลายใบแหลม ขอบของใบเรียบ ขนาดกว้าง ๑-๓ เซนติเมตร ยาว ๑๐-๒๕เซนติเมตร ดอกออกเป็นช่อ ช่อดอกแทงขึ้นโดยตรงจากเหง้า ก้านช่อดอกยาว๑๐-๒๐ ซม. มีใบปนะดับ สีเขียวอ่อน ดอกย่อย ไม่มีก้าน ดอกมีสีเหลือง ปลายกลีบเป็นสีม่วงแดง ผลสำเร็จแห้ง มี๓ พู

ขิงมีองค์ประกอบเป็นชันน้ำมัน (oleoresin)อยู่ในจำนวนสูง ซึ่งเป็นสารที่ทำให้ขิงมีรสเผ็ดและ มีกลิ่นหอม หากสกัดชันน้ำมันนี้ ด้วยตัวทำละลาย บางชนิดจะได้ชันน้ำมันที่แทบบริสุทธิ์ซึ่งมีลักษณะข้นเหนียว สีน้ำตาลเข้ม มีกลิ่นฉุนและก็รสเผ็ด มีชื่อเรียกทางด้านการค้าว่า “จินพบริน” (gingerin) ประกอบด้วยสารในกรุ๊ปจินเจอรอคอยล ( gingerol) โชโกล (shogaol) และก็ ชิงเจอโรน (zingerone) เป็นหลัก ชันน้ำมันที่เตรัยมใหม่ๆจะมีจินเจอรอล อย่างเช่น 3-6-gingerol,8-gingerol,10-gingerol,12-gingerol เป็นหลัก แม้กระนั้นถ้าทิ้งไว้นานๆจะมีโชโกลเป็นตัวหลัก ทั้งโชโกลและก็สิงพบโรนไม่ใช่สารผลิตภัณฑ์ธรรมชาติที่เจอในขิง แต่ว่าเป็นสารที่เป็นผลมาจากปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นทางเคมีในระหว่างการสกัดด้วยตัวทำละลาย สารทั้งสองนี้มีรสเผ็ดร้อนกว่าจินพบรอคอยล โดยเหตุนี้ จินเจอรินที่ดีควรมีสารทั้งสองจำพวกนี้ในปริมาณที่ต่ำที่สุด  ขิงมีน้ำมันระเหยง่ายราวจำนวนร้อยละ ๑-๓ จำนวนนี้จะขึ้นกับวิธีปลูกและช่วงเวลาที่เก็บเกี่ยว ในน้ำมันระเหยง่ายมีสารสำคัญหลากหลายประเภท เช่น (-)-b-sesquiphillandrene , E,E-a-farnesene , (-)-zingiberene , (+)-ar-curcumene ซึ่งมีฤทธิ์ต้านเชื้อบัคเตรีที่นำไปสู่หนอง ขับลม กระตุ้นการบีบตัวของกระเพาะอาหารแล้วก็ไส้  ตอนนี้มีการใช้สารสกัดจากขิง ซึ่งครั้งสารองค์ประกอบหลักเป็นอนุพันธ์ของ 4-hydroxy-3-methoxyphenyl ดังเช่นว่า สิงเจอโรน จินพบร์ไดออล (gingerdiol) จินพบร์ไดโอน (gingerdione) จินเจอคอยล โชโกล เป็นยาที่ช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้คลื่นไส้ และบรรเทาลักษณะของการปวดเพราะข้อเสื่อม อีกทั้งอาจช่วยลดการอักเสบและก็บวมของข้อ

Tags : สมุนไพร

14
อื่นๆ / สัตววัตถุ นกกะลิง
« เมื่อ: ธันวาคม 07, 2017, 02:30:23 PM »

นกกะลิง
นกกะลิง หรือที่ดินตะวันตกเฉียงเหนือเรียก นกกะแล
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Psittacula himalayana finchii (Hume)
จัดอยู่ในตระกูล Psittacidae
มีชื่อสามัญว่า gray – headed parakeet หรือ slaty – headed parakeet
ชีววิทยาของนกกะลิง
นกนี้เป็นนกปากโก่งเป้นขอชนิดหนึ่ง ความยาวยาวของตัววัดจากปลายปากถึงปลายหายราว ๔๖ เซนติเมตร ความยาวนี้เป็นความยาวของหางราวกึ่งหนึ่ง ปากบนสีแดงปลายเหลือง ปากล่างสีเหลือง ตาสีดำ หัวสีเทาแก่  ที่คอมีแถบดำใหญ่พิงจากรอบๆใต้คางไปถึงข้างหลัง แถบนี้จะค่อยๆเรียวเล็กลงจนถึงเหลือเป็นเพียงแต่เส้นเล็กๆที่กำดัน ก้านคอใต้เส้นดำเป็นสีฟ้า ใต้ปีกสีน้ำเงินอมเขียว หางยาว ตอนบนสีฟ้ามึงอมเขียว ปลายเหลือง เมื่อมองผาดๆจะมองเห็นเป็นนกที่มีสีเขียว เพศผู้มีทาสีสีแดงเข้มที่ที่หัวปีกด้านข้าง รวมทั้งแถบดำที่คางมีขนาใหญ่กว่าของตัวเมีย นกกะลิงอยู่รวมกันเป็นฝูง พบได้มากทางภาคเหนือที่ระดับความสูงจากระดับน้ำมะเลปานกลาง ๖๐๐ – ๑,๒๐๐ เมตร นกจำพวกนี้กินผลไม้ เมล็ดพืชแล้วก็ยอดอ่อนของพืช  สร้างรังตามโพรงไม้ ตกไข่คราวละ ๒ – ๕ ฟอง ในระหว่างม.ค.ถึงเดือนเมษายน ไข่ค่อนข้างจะกลม สีขาว ใช้เวลาฟัก ๒๒ – ๒๕ วัน

สรรพคุณทางยา
แพทย์แผนไทยตามชนบทใช้เลือดนกกะลิงผสมกับยาอื่น เป็นยาบำรุงโลหิต แก้โรคโลหิตจางและก็เลือดพิการ
สมุนไพร ใน พระตำราชวดารให้ยาขนานหนึ่ง เป็นยาแก้ลมกล่อน ยาขนานนี้เข้า “หางนกกะลิง” เป็นเครื่องยาด้วยดังนี้ ยาแก้ลมกล่อน อัณฑะเจ็บเมื่อยตายไปข้างหนึ่ง อีกทั้งกายก้ดี เอายาเข้าเย็น ๑ โพกพาย ๑ ประพรมคตตีนเต่า ๑ หางนกกะลิง ๑ กำลังวัวเถลิง ๑ หนวดพญานาค ๑ เอาเท่ากัน ต้มทากล่อนลม หายแล

Tags : สมุนไพร

15
อื่นๆ / สัตววัตถุ นกยุง
« เมื่อ: ธันวาคม 07, 2017, 09:25:01 AM »

นกยุง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pavo muticus Linnaeus
จัดอยู่ในวงศ์ Prasianidae
มีชื่อสามัญว่า Burmese peafowl หรือ green peafowl
ในประเทศไทยพบ ๒ ประเภทย่อยเป็นนกยูงใต้ (Pavo muticus muticus Linnaeus) พบทางภาคใต้ตั้งแต่คอคอดกระลงไป และก็นกยูงเหนือ (Pavo muticus imperator Delacour) ซึ่งเจอทางภาคเหนือ ภาคอีสาน และก็ภาคตะวันตก นกยูงใต้มีขนาดเล็กขุนนางกยูงเหนือ หนังรอบๆหูและก็แก้มของนกยูงใต้มีสีเหลืองสดกว่า
ชีววิทยาของนกยูง
นกยุงเป็นนกประเภทไก่ฟ้าขนาดใหญ่ ความยาวของตัววัดจากปลายปากถึงปลายหางราว ๑๒๐ – ๒๑๐ เซนติเมตร ตัวผู้มีหงอนเป็นพู่สูง แล้วก็มีแผ่นหนังที่หน้าสีฟ้าสลับกับสีเหลืองเห็นได้ชัด ขนเรียกตัวมีสีเขียวเป็นประกายแววเหลือบสีน้ำเงินบนปีกแล้วก็สีทองแดงทางข้างๆลำตัว มองเป็นลายเกล็ดแพรวพราวไปหมดทั้งตัว ขนปีกบินสีน้ำตาลปนแดง ขนปกคลุมโคนหางมีสีเขียวยื่นยาวออกมา มีดวงกลมที่แต้มด้วยสีฟ้าและก็สีน้ำเงิน(ดวงกลมนี้ทางยาเรียกว่า แววนกยูง)  ส่วนตัวภรรยามีลักษณะเหมือนตัวผู้ แต่ว่าขนมีสีชำเลืองเขียวน้อยกว่า แล้วก็มีประสีน้ำตาลเหลืองอยู่ทั่วๆไป ขนหุ้มโคนหางไม่ยื่นยาวเหมือนตัวผู้ นกประเภทนี้ออกหากินตามหาดทรายรวมทั้งสันทรายริมสายธารในช่วงเวลาเช้าตรู่ถึงบ่าย รับประทานเมล็ดพืชรวมทั้งสัตว์เล็กๆเป็นอาหาร แล้วบินกลับไปเกาะบนยอดไม้สูงๆเหมือนเคยอยู่เป็นฝูงเล็กๆ๒ – ๑๐ ตัว และสืบพันธุ์ในตอนพ.ย.ถึงม.ย. ขนคลุมโคนหางของเพศผู้จะก้าวหน้าเต็มที่ในต.ค. และจะผลัดขนนั้นในราวก.พ. สร้างรังที่กอต้นกกหรือกอต้นอ๋อขอบลำธาร วางไข่สีขาว ๒ – ๕ ฟอง
[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] นกยูงถูกใจอาศัยตามริมสายธารในป่าดิบแล้งแล้วก็ป่าผลัดใบผสม มีเขตการแพร่จากภาคเหนือจากภาคเหนืออินเดียไปทางทิศตะวันออก ผ่านประเทศพม่า ตอนใต้ของจีน ไทย ลาว เวียดนาม เขมร มาเลเซีย และชวา เคยพบมาทั่วราชอาณาจักรที่ระดับความสูงต่ำกว่า ๙๐๐ เมตร  นอกจากรอบๆที่ราบสูงภาคกึ่งกลาง  แม้กระนั้นปัจุบันจำนวนประชาชนนกยูงลดน้อยลงจนถึงอยู่ในสภาวะใกล้สูญพันธุ์ไปธรรมชาติ  รัฐบาลประกาศให้นกยูงเป็นสัตว์ป่าปกป้องประเภทที่ ๑ นกยูงอีกชนิดหนึ่งคือนอกยูงประเทศอินเดีย  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Pavocristatus  Linnaeus  เป็นนกยูงอินเดียเป็นสีน้ำเงิน แล้วก็ขนที่หงอนบนหัวแผ่เป็นรูปพัด

ผลดีทางยา
แพทย์แผนไทยรู้จัก ใช้แววนกยูงและก็ดียกยูงเป็นยา ตามที่มีบันทึกไว้ภายใน พระคู่มือปฐมจินดาร์ ๓ ขนาน ดังต่อไปนี้
๑.แววนกยูง เอามาปิ้งไฟให้เหลืองกรอบก่อน แล้วจึงใช้เป็นเครื่องยา ยกตัวอย่างเช่น ที่ใช้ใน “ยากวาดเจีนรไนเพชร์”ขนานหนึ่ง และก็ “ยากวาดทรางสกอทรางกระตัง” อีกขนานหนึ่ง ดังนี้ ยากวาดชื่อเจีรไนเพ็ชร์ ขนานนี้ ท่านให้เอา มูลแมลงสาบคั่ว ๑ รากดินคั่ว ๑ หนังกระเบนเผา ๑ บอแร็กสตุ ๑ แววนกยูงเผา ๑ ศีร์ษะงูเห่า ๑ กระดองปูทเล ๑ กระดองปูนา ๑ กระตังมูตร ๑ เปลือกไข่ฟัก ๑ ลิ้นทะเล ๑  ผลเบ็ญกานี ๑ กำมะถันแดง ๑ เบี้ยผู้เผา ๑ หมึกหอม ๑ ชาดก้อน ๑ ชะมดเชียงอำพัน ๑ ทองคำเปลว ๑๐ แผ่น ๑ รวมยา ๑๙ สิ่งนี้เอาเสมอภาค ทำเป็นจุณ บดปั้นแท่งไว้ ละลายน้ำมะนาวปัดกวาดทรางกะแหนะ หายวิเศษนักและ ยากวาดทรางสกอทรางกระตัง  ขนานนี้  ท่านให้เอา  แววนยูงเผา ๑ หางปลาช่อนเผา ๑ มูลแมลงสาบเผา ๑ หัวตะใคร้ ๑ เปลือกแมงดา ๑ ตรีกฏุก ๑ ต้นหญ้ายองไฟ ๑ ดินประสิวขาว ๑ เกลือบก ๑ ดอกผักคราดกระเทียม บดปั้นแท่งไว้ปัดกวาดทรางสกอทรางกระตังหายดีนัก ยาลางขนานอาจใช้ “หางนกยูงเผา” ถ้าหากตำราเรียนระบุเช่นนั้น  ให้หมายความว่า “ขนหางนกยูงเพศผู้” ที่มี “ แวว” อยู่ด้วย เช่น  “ยากวาดแก้ทรางมิจฉาชีพทรางเพลิง|”  ขนานหนึ่งในพระคัมภีร์ปฐมจินดาร์ เช่นเดียวกัน  ดังต่อไปนี้ ขนานหนึ่งเอา  มูลแมลงสาบเขากวาง ๑ หางนกยูงเผา ๑ หวายตะค้า ๑ พริกไทย ๑ หัวกระเทียม ๑ เข้าไหม้ ๑ รวมยา ๗ สิ่งนี้เอาเสมอภาค  ทำผงก็ได้  ทำแท่งก็ได้แก้ลิ้นกุมาร
๒.ดีนกยูง  เป็นพิษมากมาย  รวมทั้งมีที่ใช้ร่วมกับดีสัตว์อื่นๆ สำหรับแทรกเป็นกระยาอย่างเช่นใน “ยาแสนประสานทอง”  ดังนี้ ยาชื่อแสนประสานทอง  ขนานนี้ท่านก็เอา  ชะมด ๑ ชะมดเชียง ๑ เอาสิ่งละเฟื้อง พิมเสน ๑ สลึง ๒ สลึง กรุงเขมา ๑ อำพันดอกบุนนาค ๑ น้ำประสารทองคำ ๑ ลิ้นทเลปิ้งไฟ ๑ เอาสิ่งละ ๒ สลึง ตรีกฏุก ๑ โกฐทั้งยัง ๙ ผลจันทน์ ๑ ดอกจันทน์ ๑ กระวานกานพลู ๑ จันทน์ทั้งคู่ ๑ กฤษณา ๑ กระลำภัก ๑ ชะลูด ขอนดอก ๑ เปราะหอม ๑ ผลราชดัด ๑ ผลสารพัดพิษ ๑ พระยารากขาว ๑ ปลาไหลเผือก ๑ ตุมกาอีกทั้ง ๒ ปะทุค่ะ ๑ มหาสดำ ๑ มหาละลาย ๑ รายย่อม ๑ รากไคร้เครือ ๑ หวานว่านกีบม้า ๑ อบเชยเทศ ๑ เอาสิ่งละ ๑ บาท ทองคำเปลว ๒๐ แผน  รวมยา ๖๑ สิ่งนี้  ทำให้เป็นจุน  แล้วเอางูเหลือมดีจรเข้ตะพาบน้ำดีหมูเถื่อนดีปลาซ่อนดีนกยูง ดีอีกทั้ง ๖ นี้แซก  เอาน้ำเป็นกระสาย  บดปั้นแท่งไว้แก้พิษทรางแลแก้ไข้สันนิบาต  ละลายน้ำดอกไม้รับประทาน  หากจะแก้พิษโรคฝีดาษ  พิษฝีดวงเดียว  พิษงูร้าย  ละลายสุรากินหาย  ทุกสิ่งทุกอย่างประสิทธิ์ดีนัก

หน้า: [1] 2 3 ... 9