แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - watamon

หน้า: [1] 2 3 ... 11
1

ขายขมิ้นชัน กระบกเป็นไม้ยืนต้นผลัดใบที่มีขนาดกึ่งกลางไปจนกระทั่งขนาดใหญ่ เจ.jอj,มีการกระจายชนิด อยู่ในประเทศอินเดียมาจนj,lk;.;ถึงประเทศlkol,fnrอินโดนีเซีย ตามป่rtjtykาดิบแล้ง ป่าหาด ป่าเบญจพรรณ ป่าแดง และดงหญ้า จำหน่ายขมิ้นชันที่มีความสูงo.g,i.oกว่าระดับน้ำทะเลโดยปรi.o/o/yะมาณ oul100-300 เมตร สำหรับในปรioเทilศไทยเจอมีการกระioจัดกระจายประเภทอยู่ทั่วทุกภาค.oลักษณะทางพฤกษศาสตร์ลำต้นกระบกมีลำต้นลักk/f.iomgj,hษณะเปลาตรk/.ง มีทรงพุ่มไม้ulกลมแน่นทึบ มีควulามสูงโดยประi.ol/oมาณ 10-30 เมตร เoiปลืfอ.i.i.กลำต้นค่อนข้างจะเรียบ เป็นสีเทาอมน้ำตาล รอบๆio.o/p;โคนต้นมีลักษณะเป็นพูพอนใบลัi.i.i.o.กษณะขอioulงulบเป็นรูปทรงไข่ รูปรี รูปขอบขนาน /io/หรือioรูปใบหอกu สีเขียวเ..ข้ม มักออกเรียงสลับกันเป็il.op/fmนใบโดดเดี่ยว ผิวใบดกj.รวมทั้งสะอาmj.ด โค.j.นใบมนแหลkklมหopรือเว้า;opเล็กน้อย จำหน่ายขมิ้นชันปลายใบสuyอบเรียวมีติ่งเล็กน้อยiuol ขอบของใบdrdnjhymfjkulเรียบ มีเส้นแขนงขายขมิ้นชันใบjh,โดยประp[opodfmhijมาณ 8-14 คู่ มีหูใบuiหุ้i;op;มเป็นรูปฝักกระylilบี่oilเรียวioโค้ง ขนาดความกiolว้าilงkio,iuol.i.ของใบมีราวๆ 2-9 ซม. ยาวโดยประมาณ 5-20 ซมuil.ดอกกระบu.lกมักมีดอกเป็นช่อตามซอกใบหรือปลายกิ่ง u,jh,ความยาวของช่อมีโดยประมาณ 5-15,hj เซนติtเมตร มีกลีบรูuปไข่หรือรูปขi.o.i./อบlioขนานสีขาวอมเขียวปริมาณ 5oi; กลีบ ปลioา;op;ยกลีบม้วนออก มีกdnyu.lk.ลีo/op/บเลี้ยงรูปขอบขนานจำนวน 5 กลีบ ยาวราว.kl 1h-2 มม. กลีบเลี้ยงจะสั้นกว่ากลีบดอกไม้ขายขมิ้นชันโดยประมาณkmi 3 เท่า มีก้านเกสรตัวผู้ yt10 อัน ก้านเกสรเพศเมีย 1 อัน ก้านดอกยาวโดยประมาณ 1hytejr มิลลิเมตร มักผลิjjkyuดอกในช่วงม.ค.-มีนาคi;

Tags : ขายขมิ้นชัน,จำหน่ายขมิ้นชัน

2

ขายตรีผลา ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ต้นไม้เขตร้อน  สูง 7-12 เมตร เปลือกต้นเป็นtjtjสีเทาหรือสีน้ำตาลปนแดง ผิวเรียบ ทรงพุ่มแผ่ขยายytjulyejtออกกระจัดกระจายแบบไม่มีรูปร่างแน่ๆtjtjtj ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ ใบย่อยออกตรงข้าม 6 – 8 คู่ ก้านใบtyjykยาว ใบจำหน่ายตรีผลา ดก เรียบลื่น สีเขียว ใบย่อยเป็นรูปไข่ค่อนข้างจะเรียjtวแหลม jtปลายใบแหลมt โtjykukykคนใบแหลtjม ขอบใบหยักเล็กน้tjอย จำหน่ายตรีผลาดอกออกเป็นช่tjtอแบบช่ykuiljtliอแยกtjแขนงตามปลาtjtjยtjยอด  เป็นดอกแบบบริบูรณ์เพศเtjtหมืuiliueyukอนช่อjดอกมะม่วง ดอกย่อยขtjtjนาดเล็กมาก สีขาวอมเขียวขายตรีผลา กลีบดtjtjอก 5 กลีบ ฐานรykuikuองดอtjกเป็นtjtjสีเหลือง ผลสดเป็นtjรูปไข่หรืtjtอรูปกระสวย ออกเป็นพวง มียางเป็นจุดๆuilktyjluuiบนผิว ผลอ่อนเป็นสีเขียวเข้ม ส่วนผลแก่เป็tyjyukนสีเขียวอมเหลือง สุกแtjล้วเป็นสีส้ม ขนtjาดกว้าtjง 4 – 5.tjtyyuej5 ซม. ยาว 5.5 – 7.5 เซนติเมตร  มีเมือกtjtjtjห่อผลที่jyjytjukuปอกแล้ว เนื้อใjtjนเป็นสีขtjาวอมเขียว  มีเส้นใยหยาบๆเหมือrjyuketyนtjหนามแทรกอยู่  รสเปรี้ยวอมtหวานมันแjtjล้วก็กรอบอร่อย ด้านในผลมีกะลาu,u,u,uที่มีเส้นtjtyjใยหยาบๆคล้ายหนามโดยรอบหุ้มห่ออยู่ ข้างในกะลามีเมล็ดระหว่u,u,ui,uาง 3-5 เม็ดขายตรีผลา รูปtjแบบของเม็ดเป็นทรงกลมรีถิ่นกำเนิด ในทวีปเอเชียการขยายพันธุ์ ,u,uเพาะกล้าจากเมล็ด และการตอนกิ่ง,u,

Tags : ขายตรีผลา

3

ขายกระชายดำ ข้าวโพดมีสารต้านอนุมูลอิสระ คุ้มครองโรคมะเร็งได้จริงหรือเปล่า rfjykuuilทานข้าวโพดช่วยลดความอ้วนได้ไหม แล้วสรุปข้าวโพดเป็นผักหรือผลไม้กันแน่ ทุกประเด็นน่าสงyu,i.u.ioสัย วันนี้จำหน่ายกระชายดำพวกเรามีคำตอบมาให้แล้ว  เชื่อว่าulอาจจะไม่มีulใdsfjyukuilkulluครไม่เคยรู้ข้าวโพด เพราะเหตุว่าขั้นi;o'pต่ำๆก็ต้องเคยulานป๊อปคtloi;i;อร์นตามโรงภาพยนต์ หรื;oi;oi;อข้าวโพดอบเนยตามตลาดylio;op[rhtนัดกันบ้าง แต่ว่าจะมีสักกี่tjytjykคนที่ทราบว่าข้าวโพดมีคุณประโrhtyjtjยชน์ ช่วยลดความuluilเสี่ยงแล้วก็ป้องกันโรคได้มากมาย ถึงขั้นที่มีนักค้นคว้านำข้าวโพดไปวิจัยกันหลายต่อหลายรอบ ซึ่งในวันนี้พวกเราก็ไulด้รวบรวมนานัปการขายกระชายดำคุณประโy;tkuulkยชน์เด็ดๆของข้าวโพด ที่จะทำให้ทุกคนจำต้องหลงรักมาฝากกัน ulมื่อก่ulอนอื่น ไปทำความรู้จักข้าวโพดกัo'o';o'ooนให้เยอะขึ้นเรื่อยๆกว่านี้อีกนิด เนื่องจาkiululกทุกๆวันนี้หลายๆคนuยังสับสนจำหน่ายกระชายดำอยู่เลยว่า ข้าวโพดเป็นผักหรือผลไม้กันแน่ !  ข้าวโพดเป็นผักหรือuilลไuilม้กันแน่iu ?   ตอนแรกอยากให้ทุกคนทำควาi;มเข้าiliol;io;ใจผักและผลfkyuไม้อย่างง่ายๆio;ก่อนว่า ผัก คือ พืชที่เรานำราก ใบ แล้วก็ดอก ไปประกอบเป็นของกิน ส่วนผลไม้ คือพืชที่พวกเรานำผลมาบริโภค ซึ่งโดยมากจะหวานกว่าผัก แล้วก็สามารถรับประทานได้เลยโดยไม่จำเป็นจำเป็นต้องi;ปรุงให้สุก  อย่างไรก็ดี เราต้องการจะบอกว่าข้าวโพด ไม่ใช่ทั้งผักและก็ผลไม้ เพราะข้าวโพดจัดเป็นพืชไร่ตระกูลหญ้าที่พวกเรานำเi;io;op;ม็ดมาทำเป็นของกิน เหมือนกันกับพืชอย่างข้าวและถั่ว ซึ่งพืfrjykyutlilukluilพวกนี้ ถือเป็นธัญพืululช โดยเหตุนั้นคำถามขายกระชายดำที่ว่า ข้าวโพดเป็นผักหรือผlulio;orjyukลไม้กันแน่ ? ก็ตอบได้เลยค่ะว่า ไม่ใช่ทั้งคู่อย่าง ด้วยเหตุว่าข้าวโพดเป็นyloi;i;เมล็ดพืชนั่นเอง !

Tags : ขายกระชายดำ

4

เรามี(ขายพริกไทยดำ)นอกจากจะเป็นเครื่องเทศชูรสของกินที่คนไทยรู้จักกันมาอย่างเป็นเวลายาวนาน
รวมทั้งนิยม(ขายพริกไทยดำ) ที่ได้รับการยอมรับ และถูกใช้เป็น พืชสมุนไพร สำหรับรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆของหมอแผนทิศตะวันออก มานานหลายสิบปีแล้วซึ่งโดยทั่วไปแล้วได้(ขายพริกไทยดำ) รวมทั้งถูกนำไปใช้กับ การดูแลรักษาโรคต่างๆอาทิเช่น โรคกระเพาะ ลำไส้ แก้ปวด แก้อักเสบ ฯลฯสำหรับในช่วงที่ความสวยนี้ (ขายพริกไทยดำ) ได้รับการยินยอมรับ แล้วก็ความวางใจจากกรุ๊ปของผู้ที่อยากได้ ลดน้ำหนัก ว่าเป็นเยี่ยมในพืชสมุนไพร ที่มีผู้นิยมขายเยอะที่สุด
(ขายพริกไทยดำ)สรรพคุณแสนพิเศษ สำหรับเพื่อการช่วยสำหรับในการลดน้ำหนักได้อย่างยอดเยี่ยม
จวบจนกระทั่ง มีผลิตภัณฑ์ (ขายพริกไทยดำ)ลดความอ้วน ออกมาให้เห็นอย่างมากมายในขณะนี้สำหรับในวันนี้ จะขอพาคุณผู้หญิงไปเจาะลึก ถึงจุดเด่น ข้อด้อย ของ พริกไทยดำ กัน…
(ขายพริกไทยดำ)ช่วยลดน้ำหนักมีดีอย่างไร
นักวิจัยในประเทศสหรัฐฯ ค้นพบว่า มีการ(ขายพริกไทยดำ) คุณลักษณะสำหรับในการช่วยต้านทานความอ้วน เนื่องจากว่า ในการ(ขายพริกไทยดำ) มีส่วนประกอบของสารไพเพอร์รีน
ซึ่งจะมีคุณลักษณะเด่นในเรื่องของ ความฉุน รวมทั้งรสชาติที่เผ็ดร้อน ที่ช่วยในการควบคุมยีนส์ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ควบคุม การก่อตัวของเซลล์ไขมันใหม่ให้ลดน้อยลง พร้อมทั้งทำลายเซลล์ไขมันเก่า ที่สะสมอยู่ในร่างกาย ให้มีปริมาณลดลง
ผลที่ได้ก็คือ น้ำหนักตัวต่ำลง ตามไปด้วย อวัยวะส่วนต่างๆที่เคยหย่อนยานคล้อย ก็จะมีความกระชับเข้ารูปมากเพิ่มขึ้น
ยังมีการ(ขายพริกไทยดำ) จะมีคุณลักษณะช่วยสำหรับการลดความอ้วนดังนี้ช่วยกำจัดเซลล์ไขมันที่อยู่ในร่างกายโดยการทำให้เซลล์ไขมันเก่า ที่สะสมอยู่ภายในร่างกายตาย กับ ควบคุมการเกิดขึ้นใหม่ของเซลล์ไขมัน ทำให้ผอมลงและก็กลับมาอ้วนอีกยากขึ้นช่วยให้ระบบที่ทำหน้าที่ย่อยอาหารมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นเรื่อยๆโดยกระตุ้นการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร ทำให้ร่างกายมีการเผาผลาญพลังงาน ที่ได้รับจากการทานอาหาร ไปใช้ได้อย่างเร็วมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็มีคุณภาพมากเพิ่มขึ้นเมื่อมีการเผาผลาญพลังงาน ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ก็เลยไม่ก่อให้เกิดการสะสมของไขมันในร่างกาย ซึ่งเป็นสำเหตุสำคัญ ที่นำไปสู่ความอ้วนขึ้น
วิธีการใช้พริกไทยดำเพื่อลดความอ้วนถึงแม้การ(ขายพริกไทยดำ) จะไม่ใช่ ยาลดน้ำหนัก โดยตรง แม้กระนั้นก็เป็นสมุนไพรชั้นดี ที่จะช่วยทำให้รูปร่างของคุณให้มีความสวยงามเปรียว โดยส่วนใหญ่แล้วการรับประทานพริกไทยดำ เพื่อลดน้ำหนัก มักนิยมใช้การใส่พริกไทยดำป่นละเอียด รวมกับ(ขายพริกไทยดำ)สมุนไพรอื่นๆเอาไว้ในแคปซูล หรือทำอัดเป็นเม็ด เพื่อสบายต่อการรับประทาน
สำหรับเพื่อการ(ขายพริกไทยดำ) มีคุณลักษณะเด่นในเรื่องของรสที่เผ็ดร้อน ส่งผลต่อเซลล์ไขมันให้ดำเนินงานลดลง พร้อมกับยังทำลายเซลล์ไขมันเก่า ที่อยู่ในร่างกายได้อีกช่วยทำให้กระเนื่องจากว่าอาหารหลั่งกรดได้ดิบได้ดียิ่งขึ้น ทำให้ระบบการย่อยของอาหารดำเนินการได้ดี โดยเหตุนั้น (ขายพริกไทย)ดำผลที่ได้รับเป็น ไขมันที่น้อยลง รวมทั้งยังทำให้ผิวหนังกระชับมายิ่งขึ้นอีกด้วยซึ่งในปัจจุบัน มีผลิตภัณฑ์อาหารเสริมลดหุ่น โดยการใช้พริกไทยดำ เป็นส่วนประกอบหลักออกมาวางขายและ(ขายพริกไทยดำ)อยู่จำนวนมากแต่ที่จริงแล้ว การ(ขายพริกไทยดำ) มาใช้เพื่อการลดความอ้วนนั้น พวกเรามี(ขายพริกไทยดำ)สามารถซื้อมาแปรรูป ให้เป็นผลิตภัณฑ์ลดหุ่นได้ด้วยตัวเอง โดยมีวิธีการง่ายๆดังนี้
วิธีการทำแคปซูลพริกไทยดำ เพื่อใช้เพื่อการรับประทานด้วยตัวเอง
เนื่องด้วย สามารถหาองค์ประกอบมาทำเองได้ อย่างไม่ยากนักในราคาที่ถูก โดยเริ่มจากการหาซื้อแคปซูลเปล่า ซึ่งหาซื้อได้จากร้านขายยาโดยปกติ
แล้วนำพริกไทยดำป่นละเอียด ที่หาซื้อได้จากร้านขายยาแผนโบราณ แล้วนำพริกไทยดำ มากมายคอยกเข้าไปในแคปซูลให้เต็ม
แล้วให้เอามากิน ก่อนรับประทานอาหาร ประมาณ 10 นาที โดยการรับประทานทีละ 2-4 แคปซูล เพื่อสมรรถนะ สำหรับในการเผาผลาญพลังงานและก็ไขมัน
แต่ห้ามกระทำการรับประทานหลังอาหาร โดยเด็ดขาด เนื่องจากจะทำให้รู้สึกร้อน และก็มีลักษณะเรอ
รับประทานพริกไทยดำปริมาณมากๆติดต่อกันเป็นเวลานานๆระวังมะเร็งถามหา
ถึง พริกไทยดำ จะมีคุณลักษณะที่มีประโยชน์มากมาย สักเพียงใด แต่หากว่ากระทำกินเข้าไปในร่างกาย เยอะๆๆเพื่อลดความอ้วนแล้ว ก็ย่อมที่จะมีโอกาสเกิดผลข้างๆได้ เช่นเดียวกัน
เนื่องมาจากวิธีขายพริกไทยดำ มีสารสารอัลคาลอยด์ ไพเพอร์ริน เมื่อเข้าสู่ร่างกายก็จะถูกทำปฏิกิริยา กลายเป็น สารก่อมะเร็งในกรุ๊ปของ เอนไนโตรโซไพเพอร์ริดีน
เมื่อทำการบริโภคเป็นระยะเวลาติดต่อกันเป็นเวลานานๆจะก่อให้มีการสะสมสารเป็นพิษ จนกระทั่งมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งสูง
แต่ปกติแล้ว สารที่เป็นพิษเหล่านี้ มีโอกาสที่ร่างกายจะได้รับน้อยมาก แม้ใช้พริกไทยดำ เป็นเพียงแต่เครื่องปรุงสำหรับในการรับประทานอาหารตามปกติ เพราะว่าร่างกายจะสามารถกำจัดออกได้เอง ตามธรรมชาติ นอกเหนือจากนี้ คนที่ป่วยด้วยโรคตา มีอาการเจ็บคอ หรือเป็นโรคริดสีดวงทวาร ไม่ควรกินพริกไทยดำมากเกินความจำเป็น เพราะเหตุว่าอาจจะทำให้อาการโรคพวกนั้น เกิดการกำเริบเสิบสานขึ้นได้
คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : ขายส่งพริกไทยดำ

Tags : ขายส่งพริกไทยดำ,รับผลิตพริกไทยดำ,ผลิตอาหารเสริม

5

[url=http://www.disthai.com/16913677/%E0%B8%9E%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%AD-%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A5%E0%B8%94%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%A2]พญายอ[/url][/size][/b]
พญายอเป็นไม้พุ่งปนเลื้อย เถาและใบมีสีเขียวใบไม้ไม่มีหนาม ใบยาวเรียวปลายแหลม ออกตรงข้ามเป็นคู่ ดอกออกเป็นช่อ อยู่ที่ปลายกิ่ง แต่ละช่อมี 3-6 ดอก กลีบเป็นดอกปลายแยกสีแดงอมส้ม
พญายอขึ้นได้สวยในดินที่สมบูรณ์ แสงแดดปานกลาง พบมากตามป่าในประเทศไทย หรือปลูกกันตามบ้าน ปลูกโดยใช้ลำต้นปักชำ เป็นต้นไม้ที่ปลูกง่าย ตัดกิ่งออกมาซัก 2-3 คืบ ปักขำให้รากออกมาดีแล้วก็ย้ายไปปลูกเอาไว้ในแปลง รักษาเสมือน พืชไม้ทั่วไป
ใบ เป็นยา ให้เก็บขนาดกลางที่สมบูรณ์ ไม่แก่ไหมอ่อนจนถึงเกินไป ใบของพญายอสามารถลดอาการักเสบของหูได้ดี โดยยิ่งไปกว่านั้นส่วนที่สกัดด้วยสารละลาย “บิวทานอล” วงศ์สถิต ฉั่วกุล และคณะได้เล่าเรียนพบว่าสารสำคัญตัวหนึ่งเป็น “เฟลโอ้อวดนนอยต์” ส่วนด้านที่มีการต้านพิษงูยังคลุมเครือ แต่ไม่เป็นอันตรายพอที่จะใช้
ใบพญายอรักษาอาการอักเสบเฉพาะที่ (ปวด, บวม, แดง ร้อนแต่ว่าไม่มีไข้) จากแมลงที่เป็นพิษกัดต่อย ดังเช่น ตะขาบ แมงป่อง ผึ้ง ต่อ แตน รักษาโดยการเอาใบสดจากพญายอนี้มาสัก 10-15 ใบ (มากน้อยตามรอบๆที่เป็น) ล้างให้สะอาด ใส่ลงในครกตำยา ตำให้ละเอียด เติมแอลกอฮอล์พอชุ่มยา ตั้งทิ้งไว้ 1 อาทิตย์ หมั่นคนยาทุกวี่วัน กรองน้ำยา ใช้น้ำ และกากทาบบริเวณที่เจ็บปวดบวม หรือที่ถูกแมลงสัตว์กัดต่อย
พญายอ หรือ เสมหะพังพอน เหตุเพราะเสลดพังพอนมีหมดทั้งตัวผู้ละตัวเมีย แม้กระนั้นเพศผู้ไม่นิยมประยุกต์ใช้เพราะมีฤทธิ์อ่อน และเพื่อไม่ให้งงมากจึงเรียกเสมหะพังพอนตัวเมียว่า "พญายอ" ส่วนมากนำมาทำเป็นยาสมุนไพรไทยจัดอยู่ในกรุ๊ปพืชถอนพิษ  “พญายอ” เป็นพืชสมุนไพรที่ใช้เป็นยาใช้ภายนอกรักษาด้านนอก มีสรรพคุณบรรเทาการอักเสบของผิวหนังได้ดี  มีฤทธิ์ลดการอักเสบ มีฤทธิ์ต้านทานเชื้อไวรัส
คุณสมบัติของผงพญายอสำหรับในการบำรุงผิวพรรณ
- ใช้แก้สิวเม็ดผดผื่นคัน ด้วยการนำมาดองกับสุรา แล้วผสมดินสอพองใช้ทาแก้สิวและก็เม็ดผื่นผื่นคัน
- ใช้แก้โรคผิวหนังผื่นคัน ผสมกับเหล้าใช้เป็นยาแก้ผื่นคัน ไฟลามทุ่ง ผื่นคัน แผลไฟลุกน้ำร้อนลวก
- ใช้รักษาแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก พญายอมีสรรพคุณช่วยดับพิษร้อนได้ดี
- อีกหนังสือเรียนระบุว่านอกเหนือจากที่จะใช้รักษาแผลไฟเผาน้ำร้อนลวกได้แล้ว ยังช่วยรักษาแผลเปื่อยเหตุเพราะถูกแมงกะพรุนไฟ แผลหมากัด รวมทั้งแผลที่เกิดขึ้นมาจากการเช็ดกกรดได้อีกด้วย
- ใช้รักษาแผลน้ำเหลืองเสีย นำมาพอก จะรู้สึกเย็นๆซึ่งยาจะช่วยดูดน้ำเหลืองเจริญ ทำให้แผลแห้งไว
- ใช้แก้ฝี ด้วยการผสมกับเกลือและสุรา ใช้พอกบริเวณที่เป็น เปลี่ยนแปลงยาทุกตอนเช้าแล้วก็เย็น
- ใช้เป็นยาขับพิษ ทำลายพิษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย เช่น งู ตะขาบ แมงป่อง มด ยุง ฯลฯ
- พญายอ ใช้รักษาอาการอักเสบ รักษาแผลร้อนในปาก แก้เริม (แผลผิวหนังประเภทเริม) อีสุกอีใส แก้งูสวัด ไฟลามทุ่ง แล้วก็ใช้เป็นยาถอนพิษต่างๆเอาน้ำมาดื่มหรือเอาน้ำมาทาแผลแล้วก็เอากากพอกรอบๆแผล
- มีฤทธิ์แก้อาการแพ้ ลดการอักเสบ สามารถลดการอักเสบเรื้อรังได้
- มีฤทธิ์ลดความเจ็บปวด ช่วยลดอาการปวด
- มีฤทธิ์ต้านไวรัสเจริญและไม่เป็นพิษต่อเซลล์

กระบวนการพอกขัดผิวด้วยผงพญายอ

  • ทำความสะอาดผิวหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ล้างหน้ารวมทั้งถูเครื่องแต่งตัวให้สะอาดก่อนกระบวนการขัดพอกผิว
  • ใช้ผสมกับน้ำสะอาด (หรือ ผงสมุนไพรอื่นๆน้ำผึ้ง น้ำนม หรือโยเกิร์ต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ)
  • สามารถใช้พอกหรือขัดได้ทั้งยังผิวหน้าและผิวกาย เป็นประจำ อาทิตย์ละ 2 – 3 ครั้ง


     - สำหรับผิวหน้า พญายอถ้าเป็นสิวอักเสบ ห้าม ขัดโดยเด็ดขาด ให้ใช้เป็นการพอกผิวแทน เพื่อไม่ให้เชื้อสิวลามไปทั่วบริเวณใบหน้า และเพื่อไม่ให้เป็นการก่อกวนผิวหน้ามากเกินความจำเป็น พอกทิ้งเอาไว้ประมาณ 15 นาที
     - ถ้าหากใช้ขัด (สำหรับผู้ที่ไม่เป็นสิว และผิวกาย) ให้ขัดให้เบามือที่สุด ประมาณเพียงแค่ลูบเพียรพยายามจะไม่ให้นิ้วโดนผิวหน้าเลย ห้ามกดแรงลงบนนิ้วขณะขัด แล้วก็ให้ขัดแค่ 5 นาทีก็พอเพียงที่สารสำคัญจะออกฤทธิ์แล้ว เมื่อครบ 5 นาทีให้พอกทิ้งเอาไว้กระทั่งแห้ง (บางทีอาจใช้ช่วงเวลาพอกทิ้งเอาไว้ราว 15 นาที)

  • พญายอ หลังจากแห้งแล้ว ให้ทำความสะอาดโดยการล้างด้วยน้ำปกติ (ไม่ควรใช้น้ำอุ่น) ล้างแบบค่อยที่สุดหรือให้เปิดฝักบัวเบาๆและปล่อยให้น้ำรดผ่านผิวไปสัก 2-3 นาที แล้วก็ใช้ฝ่ามือคลำให้ค่อยที่สุด โดยใช้หลักการล้างเดียวกับการขัดหน้าเป็นมานะจะไม่ให้นิ้วโดนผิวหน้าเลย
  • ล้างหน้าเสร็จแล้ว ซึมซับหน้าให้แห้ง


Tip  เพื่อการบำรุงที่เพิ่มขึ้น เมื่อพอกหรือขัดผิวด้วยผงสมุนไพรแล้ว ให้เอาน้ำผึ้งผสมน้ำธรรมดาในอัตราส่วน 1 ช้อนชาเสมอกัน ทาให้ทั่วผิวหน้า แล้วนวดวนเบาๆทั่วใบหน้าสักบางส่วน ทิ้งน้ำผึ้งไว้ 10 นาที ก็ล้างออก เพื่อเป็นการคืนความสดชื่นให้แก่ผิว ทั้งยังช่วยทำให้ผิวหน้าเนียนนุ่มรวมทั้งกระจ่างขาวใส มองอ่อนกว่าวัยยิ่งขึ้น http://www.disthai.com/

6

สมุนไพรเหงือกปลาหมอ
ชื่อวงศ์ : ACANTHACEAE
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Acanthus ebracteatus Vahl
ชื่อพ้อง : Acanthus ilicfolius L. ; Acanthus ilicfolius L. var intergrifolia T.Anderson
ชื่อสามัญ : Sea holly
ชื่อพื้นเมืองอื่น : แก้มแพทย์, แก้มหมอเล (กระบี่) ; จะเกร็ง, นางเกร็ง, เหงือกปลาหมอ, เหงือกปลาหมอน้ำเงิน (ทั่วๆไป) ; อีเกร็ง (ภาคกลาง)
ลักษณะทางวิชาพฤกษศาสตร์
ไม้พุ่มขนาดเล็ก (US) สูงราวๆ 30-100 ซม. ลักษณะลำต้นเป็นข้อ แข็ง แล้วก็มีหนามอ่อนๆตามข้อๆละ 4 หนาม
ใบ เป็นใบลำพัง ออกตรงกันข้ามกันเป็นคู่ๆสีเขียวเข้ม ลักษณะใบรูปไข่หรือรูปขอบขนาน ขอบใบเว้าหรือเรียบ และมีหนามแหลม ปลายใบแหลม มีก้านใบสั่นๆ
ดอกเหงือกปลาหมอ ออกเป็นช่อตั้งตรงที่ยอด ช่อดอกยาว กลีบรองกลีบดอก มี 4 กลีบ แยกจากกันสีเขียวอ่อน กลีบสีขาว สีขาวขริบฟ้า หรือสีฟ้าอมม่วง แยกเป็น 2 ทาง กลีบบนยาวพอๆกับกลีบรองกลีบดอก แต่กลีบด้านล่างแผ่กว้างและก็โค้งลง ปลายกลีบหยักเว้าเป็น 3 หยักตื้นๆ
ผล เป็นฝักสีน้ำตาล ปลายฝักป้าน มีเม็ดภายใน 4 เม็ด
นิเวศวิทยา
เป็นไม้กลางแจ้ง มีอยู่ทั่วไปในป่าชายเลน ตามที่ลุ่มริมแม่น้ำคลอง ส่วนใหญ่ชอบขึ้นในที่น้ำกร่อย บางคราวก็พบในน้ำจืดบ้างเช่นเดียวกัน
การปลูกและเพาะพันธุ์
เติบโตได้ดิบได้ดีในดินเกือบทุกจำพวก ความชื้นปานกลาง เพาะพันธุ์ด้วยการเพาะเม็ด
คุณประโยชน์ทางยา
รสรวมทั้งสรรพคุณในตำรายา
ทั้งต้น รสเค็มกร่อย แก้อาการผดผื่นคัน
ใบ รสเค็มกร่อย รักษาโรคปวดบวมและก็แผลอักเสบ แก้ท้องเฟ้อ ท้องอืด แพทย์แผนไทยตามชนบทใช้อีกทั้ง 5 เป็นยาแก้ไข้หัว พิษฝี พิษรอยดำได้ดี แก้น้ำเหลืองเสีย ใช้ปรุงกับฟ้าทลายมิจฉาชีพรมหัวริดสีดวงทวาร โขลกใบผสมกับขิงคั้นเอาน้ำหยอดตาแก้อาการตาเจ็บหรือตาแดง
ผล รสเค็มกร่อย ใช้เป็นยาขับเลือดอย่างแรง รวมทั้งแก้ฝีซาง ฝีตาน
ในประเทศอินเดีย ใช้ยอดรวมทั้งใบอ่อนตำผสมน้ำเล็กน้อยปิดแผลที่ถูกงูกัด ทั้งต้นใช้รักษาแก้โรคที่เกี่ยวกับหลอดลมและก็แก้ไอ แล้วก็เอามาต้มเอาน้ำกินเป็นยารักษาธาตุพิการ
ในประเทศประเทศสิงคโปร์ ใช้เม็ดเป็นยาแก้ไอ โดยต้มเม็ดกับดอกมะเฟืองหรือดอกตะลิงปลิง แล้วเพิ่มเปลือกอบเชย และน้ำตาลกรวด จิบแก้ไอ เม็ดบดเป็นผุยผงใช้พอกแก้ฝี หรือนำไปคั่วแล้วป่นละลายน้ำดื่มแก้ฝี ฝักต้มกินเป็นยาขับเลือด รวมทั้งแก้ฝี รากต้มเป็นยาดื่มแก้โรคงูสวัด
วิธีรวมทั้งปริมาณที่ใช้
รักษาโรคผิวหนัง แผลพุพอง น้ำเหลืองเสีย โดยใช้อีกทั้งต้นรวมทั้งใบสด 3-4 กำมือ ล้างให้สะอาด สับเป็นชิ้นนำไปต้มน้ำ แล้วก็ใช้น้ำอาบ เช้า-เย็น ตรงเวลา 1 สัปดาห์
ข้อควรรู้
เหงือกปลาหมอมีอยู่ด้วยกัน 2 ประเภท เป็น
เหงือกปลาหมอ Acanthus ilifolius L. หรือ Acanthus ilifolius L. var intergrifolia T.Anderson ลักษณะจะมีดอกสีฟ้าอมม่วง มีประสีเหลืองกึ่งกลางกลีบ มีใบแต่งแต้มสีเขียวอีก 2 กลีบ รองรับดอกอยู่เสมอไป
เหงือกปลาหมอ Acanthus ebracteatus Vahl ลักษณะจะมีดอกสีขาวออกจะเล็ก มีใบประดับประดารองรับช่อดอก แม้กระนั้นหล่นหลุดไปก่อน
สรรพคุณของเหงือกปลาหมอ
ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ ทำให้อายุยืน สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง เลือดลมไหลเวียนดี เส้นโลหิตไม่ตัน บำรุงผิวพรรณ ด้วยการใช้ทั้งยังต้นเหงือกปลาหมอนำมาตำผสมกับพริกไทยในอัตราส่วน 2:1 แล้วคลุกเคล้าผสมกับน้ำผึ้ง ปั้นเป็นยาลูกกลอน ว่ากันว่าหากกินต่อเนื่องกัน 1 เดือน จะทำให้สติปัญญาดี ไม่มีโรค / 2 เดือน ผิวหนังเต่งตึง / 3 เดือน ทำให้ริดสีดวงหาย / 4 เดือน ช่วยแก้ลม 12 พวก หูไว / 5 เดือน หมดโรค / 6 เดือน ทำให้เดินไม่รู้จักเหนื่อย / 7 เดือนผิวสวย / 8 เดือน เสียงไพเราะเพราะพริ้ง / 9 เดือน หนังเหนียว (ต้น, ราก)
เหงือกปลาหมอมีสรรพคุณช่วยบำรุงรักษาประสาท (ราก)
ช่วยรักษาอาการธาตุแตกต่างจากปกติ (ต้น)
ช่วยให้เลือดลมเป็นปกติ (ต้น)เหงือกปลาหมอขาว
ช่วยทำให้เจริญอาหาร (ทั้งต้น)
ช่วยแก้โรคกษัย อาการผอมแห้งแรงน้อยเหลืองหมดทั้งตัว ด้วยการใช้ทั้งต้นของเหงือกปลาหมอนำมาตำเป็นผุยผงรับประทานทุกวี่วัน (ต้น)
ช่วยแก้อาการร้อนทั้งตัว เจ็บระบบหมดทั้งตัว ตัวแห้ง เวียนศีรษะ หน้ามืดตามัว มือตายตีนตาย ด้วยการใช้ต้นของเหงือกปลาหมอแล้วก็เปลือกมะรุมอย่างละเท่ากัน ใส่หม้อต้มผสมกับเกลือบางส่วน หมาก 3 คำ เบี้ย 3 ตัว วางบนปากหม้อ แล้วก็ใช้ฟืน 30 ดุ้น ต้มกับน้ำเดือดจนงวดแล้วยกลง เมื่อเสร็จให้อั้นลมหายใจกินขณะอุ่นๆจนหมด อาการก็จะดีขึ้น (ทั้งยังต้น)
ช่วยยั้งโรคมะเร็ง ต้านทานโรคมะเร็ง (ต้น)
ช่วยรักษาอาการปอดอักเสบ ด้วยการใช้เหงือกปลาหมอทั้งยังต้นรวมทั้งข้าวเย็นเหนือ อาหารเย็นใต้ในรูปร่างที่เสมอกัน เอามาต้มกับน้ำกระทั่งเดือดแล้วเอามาดื่มในขณะอุ่นๆทีละ 1 แก้ว เช้า ช่วงกลางวัน เย็น อาการจะดีขึ้น (อีกทั้งต้น)
รักษาปอดบวม ข้อมูลนี้ยังไม่น่าเชื่อถือ* (ใบ)
ต้นมีรสเค็มกร่อย สรรพคุณช่วยแก้ลักษณะของการปวดศีรษะ (ต้น)
รากช่วยแก้แล้วก็ทุเลาอาการไอ หรือจะใช้เม็ดเอามาต้มดื่มแก้อาการไอก็ได้ด้วยเหมือนกัน (ราก, เม็ด)
ช่วยแก้โรคหืดหอบ (ราก)
ช่วยรักษาวัณโรค ด้วยการใช้ต้นเอามาตำผสมเป็นน้ำดื่ม (ต้น)
ช่วยแก้ลักษณะการเจ็บตา ตาแดง ด้วยการใช้เหงือกปลาหมออีกทั้งต้นเอามาตำผสมกับขิง คั้นเอาแต่น้ำใช้หยอดตาแก้อาการ (ต้น)
ใบช่วยแก้ไข้ (ใบ)
ช่วยแก้ไข้จับสั่น ด้วยการใช้ทั้งยังต้นเหงือกปลาหมอมาตำผสมกับขิง (ทั้งยังต้น)
ช่วยแก้พิษไข้หัว ด้วยการใช้อีกทั้งต้นแล้วก็รากเอามาต้มอาบแก้อาการ (ทั้งยังต้น)
แก้อาการไอ เมล็ดใช้ผสมกับดอกมะเฟือง เปลือกอบเชย น้ำตาลกรวด นำมาต้มรวมกันแล้วมัวแต่น้ำมากินเป็นยาแก้ไอ (เมล็ด)
ช่วยขับเสลด (ราก)
ถ้าหากเป็นลม ให้ใช้ต้นเหงือกปลาหมอ 1 ส่วน / พริกไทย 2 ส่วน ผสมรวมกัน ตำอย่างรอบคอบเป็นผุยผงแล้วเอามาละลายน้ำร้อนดื่ม (ต้น)
ช่วยแก้โรคกระเพาะ ด้วยการใช้ต้นแล้วก็พริกไทย (10:5 ส่วน) ตำผสมปั้นเป็นยาลูกกลอน (อีกทั้งต้น)
ช่วยขับพยาธิ (เม็ด)
ช่วยรักษาโรคริดสีดวงทวาร ด้วยการใช้ต้นเหงือกปลาหมอกับขมิ้นอ้อย เอามาตำละลายกับน้ำแล้วทาบริเวณที่เป็นริดสีดวง หรือจะใช้ปรุงกับฟ้าทะลายโจร ใช้รมหัวริดสีดวงก็ได้ (ต้น, ใบ)
ช่วยขับฉี่ ข้อมูลนี้ยังไม่น่าเชื่อถือ* (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)
ช่วยรักษามุตกิดตกขาว ตกขาวของสตรี ด้วยการกางใบและต้นนำมาตำเป็นผุยผง ผสมกับน้ำผึ้งหรือน้ำมันมันงา ปั้นเป็นยาลูกกลอนรับประทานแก้อาการ (ต้น, ใบ, ราก)
ช่วยแก้ประจำเดือนมาไม่เป็นปกติของสตรี ด้วยการใช้ต้นเอามาตำผสมกับน้ำผึ้ง น้ำมันงา (ต้น)
ช่วยรักษานิ่วในไต ด้วยการกางใบเอามาต้มเป็นน้ำดื่ม (ใบ)
ช่วยแก้ไตพิการ ข้อมูลนี้ยังไม่น่าเชื่อถือ* (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)

ผลช่วยขับโลหิต หรือจะใช้เม็ดผสมกับดอกมะเฟือง เปลือกอบเชย น้ำตาลกรวด นำมาต้มรวมกันแล้วมัวแต่น้ำมากิน หรือใช้ต้น 10 ส่วนและก็พริกไทย 5 ส่วน ผสมทำเป็นยาลูกกลอนกินก็ได้ (เมล็ด, ผล, ทั้งยังต้น)
ช่วยฟอกโลหิต ข้อมูลนี้ยังไม่น่าเชื่อถือ* (ไม่เจาะจงส่วนที่ใช้)
แก้พิษเลือด ข้อมูลนี้ยังไม่น่าเชื่อถือ* (เปลือกต้น)
ช่วยสมานแผล ด้วยการใช้ต้นเอามาตำผสมกับหัวสามสิบ ในอัตราส่วน 2:1 (ต้น)
ต้น[url=http://www.disthai.com/16910138/%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%87%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%AD]เหงือกปลาหมอ[/url]มีสรรพคุณช่วยรักษาแผลพุพอง (ต้น)
ใบมีรสเค็มกร่อย คุณประโยชน์ช่วยรักษาแผลอักเสบ (ใบ)
ช่วยแก้น้ำเหลืองเสีย ด้วยการใช้ต้น 3-4 ต้น เอามาหั่นเป็นชิ้น แล้วต้มน้ำอาบแก้อาการ (ต้น, ใบ, เมล็ด)
สำหรับคนเจ็บเอดส์ที่มีแผลพุพองตามผิวหนัง ถ้าใช้ต้นมาต้มอาบและทำเป็นยารับประทานติดต่อกันราว 3 เดือนจะช่วยทำให้อาการของแผลพุพองทุเลาลงอย่างแจ่มแจ้ง (ต้น)
ช่วยรักษาโรคผิวหนังหรือประป่า รักษากลากโรคเกลื้อน อีสุกอีใส (ใบ)
ช่วยรักษาโรคเรื้อน โรคกุฏฐัง ด้วยการใช้ทั้งต้นนำมาตำมัวแต่น้ำกิน (ทั้งต้น)
ช่วยแก้ผื่นผื่นคันตามร่างกาย ใช้ล้างแผลเรื้อรัง ด้วยการใช้ต้นสดและก็ใบสดล้างสะอาดโดยประมาณ 3-4 กำมือ นำมาสับแล้วต้มกับน้ำอาบแก้ผื่นคันต่อเนื่องกัน 3-4 ครั้ง (ต้น, ใบ)
เหงือกปลาหมอมีคุณประโยชน์ทางยาช่วยแก้ผื่นคัน (ต้น)
รากสดนำมาต้มเอาแต่น้ำ ใช้ดื่มเป็นยารักษาโรคงูสวัดได้ (ราก)
ช่วยรักษาฝี ฝีเรื้อรัง แผลฝีหนอง ไข้ทรพิษ ตัดรากฝี แก้พิษฝีทุกชนิดข้างในข้างนอก ด้วยการใช้ต้นแล้วก็ใบอีกทั้งสดแล้วก็แห้งประมาณ 1 กำมือ นำมาบดให้ละเอียด แล้วนำมาพอกบริเวณที่เป็นฝี หรือแนวทางลำดับที่สองจะนำมาสับเป็นชิ้นเล็กๆใส่น้ำให้ท่วมแล้วต้มในน้ำเดือดทิ้งเอาไว้ 10 นาที แล้วนำมาดื่มก่อนที่จะกินอาหารครั้งละครึ่งแก้ว วันละ 3 ครั้ง ประมาณ 2-3 อาทิตย์ หรือจะใช้เมล็ดนำมาคั่วให้ไหม้เกรียมแล้วป่นให้ละเอียด ชงกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ฝีก็ได้ (ต้น, ใบ, เม็ด)
เม็ดใช้ปิดพอกฝี (เมล็ด)
ผลมีรสเผ็ดร้อน คุณประโยชน์ช่วยถอนพิษ (ผล, ต้น)
ใบสดนำมาตำอย่างถี่ถ้วน สามารถใช้พอกบริเวณแผลที่ถูกงูกัดได้ (ใบ)
ช่วยแก้ผิวแตกตลอดตัว ด้วยการใช้ต้นของเหงือกปลาหมอ1 ส่วน / ดีปลี 1 ส่วน ใช้ผสมกันบดให้เป็นผุยผงชงกับน้ำร้อนดื่มแก้อาการ (ทั้งต้น)
ต้น หากนำมาใช้จะช่วยแก้โรคเหน็บชา อาการชาหมดทั้งตัวได้ (ต้น)
รากมีคุณประโยชน์ช่วยแก้อัมพาต (ราก)
แก้อาการเจ็บข้างหลังเจ็บเอว ด้วยการใช้ต้นกับชะเอมเทศเอามาบดเป็นผง ผสมกับน้ำผึ้งปั้นเป็นยาลูกกลอนกิน (ต้น)
ใบใช้เป็นยาประคบแก้ไขข้ออักเสบและก็แก้ลักษณะของการปวดต่างๆ(ใบ)
ช่วยทำนุบำรุงรากผม ด้วยการใช้น้ำคั้นจากใบนำมาทาให้ทั่วหัว จะช่วยบำรุงรากผมได้ (ใบ) http://www.disthai.com/

7

รากสามสิบ
รากสามสิบ สรรพคุณ ว่านสามสิบ หนังสือเรียนยาท้องถิ่น ใช้ ต้นหรือราก ต้มน้ำ แก้แท้งลูก แล้วก็โรคคอพอก ราก มีรสฝาดเย็น รับประทานเป็นยาแก้พิษร้อนในกระหายน้ำ แก้เมื่อย ครั่นเนื้อครั่นตัว ฝนทาแก้พิษแมลงป่องกัดต่อย แก้ปวดฝี ทำให้เย็น ถอนพิษฝี พิษปวดแสบปวดร้อน ช่วยทำนุบำรุงทารกในท้อง บำรุงตับ ปอด ชูกำลัง ผสมกับเหง้าขิงป่า รวมทั้งต้นจันทน์แดงผสมสุราโรงใช้เป็นยาแก้วิงเวียน ทั้งยังต้นหรือราก ต้มน้ำกิน แก้ตกเลือด และก็โรคคอพอก ผล มีรสเย็น ปรุงเป็นยาแก้พิษไข้เซื่องซึม แก้พิษไข้กลับ ไข้ซ้ำ มักใช้ร่วมกับผลราชดัด เพื่อดับพิษไข้จากบิดเรื้อรัง
รากสามสิบ เกื้อหนุนความรัก รวมทั้ง กระชับความเกี่ยวข้องให้ชีวิตครอบครัว คลายกล้ามเนื้อของมดลูก บำรุงหัวใจ ,แก้การอักเสบ ,บำรุงเลือด แก้ปวดเมนส์ ระดูมาผิดปกติ ลดสภาวะมีลูกยาก เสริมฮอร์โมนผู้หญิง กระชับช่องคลอด ช่วยให้มดลูกเข้าอู่เร็ว บำรุงผิวพรรณ ลดสิวฝ้า ชลอความแก่ แก้อาการวัยทอง
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Asparagus racemosus Willd.
วงศ์ : Asparagaceae
ชื่ออื่น : สาวร้อยสามี รากศตวารี จ๋วงเครือ (เหนือ) ผักชีช้าง (หนองคาย) ผักหนาม (จังหวัดโคราช) สามร้อยราก (จังหวัดกาญจนบุรี) สามสิบ ชีช้าง จั่นดิน ม้าสามต๋อน
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ไม้เลื้อย เนื้อแข็ง ลำต้นสีเขียว มีหนามแหลม มักเลื้อยพันตันไม้อื่น เลื้อยยาว 1.5-4 เมตร เถากลมเรียบ เถาอ่อนเป็นเหลี่ยม ตามข้อเถามีหนามแหลม มีเหง้าและรากใต้ดินออกเป็นกลุ่มเหมือนกระสวยออกเป็นพวงเหมือนรากกระชาย อวบน้ำ เป็นเส้นกลมยาว โตกว่าเถามาก ลำต้นมีหนาม เถาเล็กเรียว กลม สีเขียว ใบเดี่ยว แข็ง ออกรอบข้อ เป็นฝอยเล็กๆคล้ายหางกระรอก สีเขียวดก หรือเป็นกระจุก 3-4 ใบ เรียงแบบสลับ ใบรูปเข็ม กว้าง 0.5-1 มิลลิเมตร ยาว 3-6 ซม. แผ่นใบมักโค้ง สันเป็นสามเหลี่ยม มี 3 สัน ปลายใบแหลม เป็นรูปเคียว โคนใบแหลม มีหนามที่ซอกกระจุกใบ ก้านใบยาว 13-20 ซม. ช่อดอก ออกที่ปลายกิ่งหรือซอกใบ แบบช่อกระจะ ยาว 2-4 เซนติเมตร ดอกย่อย สีขาว ขนาดเล็ก มีกลิ่นหอมหวน มี 12-17 ดอก ก้านดอกย่อย ยาวราวๆ 2 มม. กลีบรวม มี 6 กลีบ เชื่อมกันเป็นหลอดรูปดอกเข็ม ปลายแยกเป็นแฉก ส่วนหลอดยาว 2-3 มม. ส่วนแฉกรูปช้อน ยาว 3-4 มิลลิเมตร กลีบดอกบางและร่น เกสรเพศผู้ เชื่อมและอยู่ตรงข้ามกลีบรวม ขนาดเล็กมี 6 อัน ก้านยกอับเรณูสีขาว อับเรณูสีน้ำตาลเข้ม รังไข่รูปไข่กลับ ยาวราว 1 มม. อยู่เหนือวงกลีบ มี 3 ช่อง แต่ละช่องมีออวุล 2 เมล็ด หรือมากกว่า ก้านเกสรเพศเมียสั้น ยอดเกสรเพศเมียแยกเป็นสามแฉกขนาดเล็ก ผลสด ค่อนข้างจะกลม หรือเป็น 3 พู ผิวเรียบเป็นเงา ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 4-6 มิลลิเมตร ผลอ่อนสีเขียวเมื่อสุกสีแดงหรือม่วงแดง เม็ดสีดำ มี 2-6 เมล็ด มีดอกช่วงม.ย.ถึงมิถุนายน พบตามป่าโปร่ง หรือเขาหินปูน
สาวร้อยผัวหรือรากสามสิบ เป็นสมุนไพรไทยมีรสหวานเย็น ที่ซ่อนเร้นไปด้วยสรรพคุณขนานเอก บำรุงเครื่องเพศในสตรี และยังเสริมสมรรถนะทางเพศให้แก่ผู้ชาย
นิยมนำส่วนของใบอ่อน ยอดอ่อน ผลอ่อน ซึ่งมีกลิ่นหอมยวนใจคล้ายผักชีลาว มารับประทานเป็นผัก รวมทั้งนำส่วนของรากที่มีลักษณะคล้ายกระชาย แต่มีขนาดใหญ่และยาวกว่าอีกทั้งมีกลิ่นหอมสดชื่น มาใช้ดองยาสมุนไพร บำรุงกำลังในสตรีด้วยคุณประโยชน์ที่สอดคล้องกับชื่อที่เรียกชื่อกันว่า สาวร้อยสามี ที่สื่อความหมายได้ว่า ไม่ว่าสาวใด อายุมากแค่ไหน อยู่ในวัยมีประจำเดือนหรือหมดเมนส์ก็ตาม หากได้ทานหัวพืชจำพวกนี้เสมอๆ จะช่วยให้ดูเป็นสาวกว่าวัย มีพลังทางเพศ แล้วก็ยังช่วยเพิ่มขนาดของอก ด้วยแนวทางนำรากสดมาต้มกินหรือถ้าไม่อย่างนั้นก็อาจจะนำรากไปตากแห้ง แล้วเอามาบดเป็นผงปั้นเป็นลูกกลอนผสมกับน้ำผึ้งกินก็ได้เช่นกันตามตำราอายุรเวท มีการใช้รากสามสิบเป็นสมุนไพรหลักสำหรับบำรุงในเพศหญิง ช่วยให้ผู้หญิงกลับมาเป็นสาวได้อีกครั้ง
ในอินเดียก็เรียกสมุนไพรประเภทนี้คล้ายกับเมืองไทย โดยในภาษาสันสกฤต เรียกว่า ศตาวรี (Shtavari) มีความหมายว่า ต้นไม้ที่มีรากหนึ่งร้อยราก หรือบางแบบเรียนพูดว่าหมายความว่า ผู้หญิงที่มีร้อยสามี “Satavari” (this is an India word meaning’a woman who has a hundred husbands) รากสามสิบเป็นสมุนไพรที่ถูกกล่าวถึงในคู่มือ พระเวท ซึ่งเป็นคำภีร์ที่มีมาก่อนอายุรเวทด้วยซ้ำ ก็เลยคงจะนับได้ว่าเป็นสมุนไพรที่มีการใช้มานานหลายพันปีแล้ว แล้วก็ในอินเดียใช้ รากสามสิบ ทำเป็นขนมเหมือนกับเมืองไทย
ในตำราเรียนอายุรเวทใช้รากสามสิบเป็นสมุนไพรหลักสำหรับบำรุงในเพศหญิง สำหรับเพื่อการทำให้หญิงกลับมาเป็นสาว (Female rejuvention) นอกเหนือจากนั้นยังช่วยแก้ไขปัญหาอื่นๆของสตรีดังเช่น ภาวการณ์ระดูไม่ปกติ ปวดเมนส์ ภาวการณ์มีบุตรยาก ตกขาว ภาวะอารมณ์ทางเพศเสื่อมถอย ภาวะหมดปะจำเดือน(menopause) รวมทั้งใช้บำรุงน้ำนมบำรุงครรภ์ คุ้มครองปกป้องการแท้ง (habitual abortion) รวมทั้งอาการที่ไม่พึงประสงค์อื่นๆของเพศหญิง
แม้สมุนไพรชนิดนี้จะเด่นต่อสตรีเพศแล้ว ในประเทศอินเดียยังคงใช้สำหรับการเพิ่มพลังทางเพศให้กับผู้ชายอีกด้วย ซึ่งก็อาจจะคล้ายกับทางภาคเหนือของไทยที่ใช้สาวร้อยผัว หรือที่เรียกในภาคเหนือว่า “ม้าสามต๋อน” เป็นยาดองเพื่อเพิ่มพลังทางเพศชาย และยังใช้เพื่อสรรพคุณทางยาอื่นๆอีกมาก ดังเช่น ยาแก้ไอ ยารักษาโรคกระเพาะ ยาแก้บิด แก้ไข้ แก้อักเสบ ซึ่งจัดได้ว่าสมุนไพรประเภทนี้เป็นสมุนไพร ที่ใช้เยอะที่สุดในอินเดียชนิดหนึ่ง ปัจจุบันนี้มีสารสกัดด้วยน้ำ ของรากสามสิบ จากประเทศอินเดียไปจำหน่ายที่อเมริกา ในลักษณะเป็น dietary supplement หรือพวกอาหารเสริมที่สามารถขายได้ ทั่วไปไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์

สรรพคุณสมุนไพรรากสามสิบ (รากศตวารี)
ช่วยสร้างสมดุล แก่ระบบฮอร์โมนเพศหญิง
แก้ปวดเมนส์
แก้เมนส์มาเปลี่ยนไปจากปกติ
แก้อาการตกขาว
จัดการกับปัญหาช่องคลอดอักเสบ ช่วยดับกลิ่นในช่องคลอด
ช่วยทำให้ช่องคลอดกระชับ
จัดการกับปัญหาการมีลูกยาก ปกป้องการแท้งลูก
บำรุงน้ำนม
ช่วยให้มดลูกเข้าอู่เร็ว
ช่วยระบาย ขับปัสสาวะ
ลดกลิ่นเต่า กลิ่นปาก
ช่วยเพิ่มขนาดทรวงอก แล้วก็บั้นท้าย
กระชับรูปร่าง
ช่วยลดไขมันส่วนเกิน
ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด
บำรุงเลือด และก็บำรุงหัวใจ
บำรุงฮอร์โมนเพศ
บำรุงผิวพรรณ
ลดสิว ลดฝ้า ช่วยผิวขาวใส
แก้อาการวัยทอง ชะลอความชรา
ใช้รักษาโรคตับ ปอดทุพพลภาพ
บำรุงกำลัง แก้กระษัย
ข้อควรปฏิบัติตามสำหรับในการใช้รากสามสิบ
รายงานการวิจัยทางวิทยาศาสตร์พบว่ารากสามสิบมีฤทธิ์ราวกับฮอร์โมนเอสโตรเจน โดยเหตุนั้นจึงห้ามนำมาใช้ในสตรีที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคโรคมะเร็ง ตัวอย่างเช่น คนป่วยโรค uterine fribrosis หรือ fibrocystic breast
ผลที่เกิดจากการวิจัยสมุนไพรรากสามสิบ
การศึกษาเล่าเรียนในหนูแรทของสารสกัดรากด้วยเอทานอลต้นรากสามสิบ แบ่งเป็น 2 ตอนเป็นตอนรุนแรง และก็ตอนยาวสม่ำเสมอ
โดยการเรียนรู้ในระยะฉับพลันป้อนสารสกัดเอทานอลต้นรากสามสิบขนาด 1.25 กรัม/กิโลกรัม ให้กับหนูแรทที่ไม่เป็นเบาหวาน และก็หนูแรทที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 รวมทั้ง ประเภทที่ 2 พบว่าไม่เป็นผลลดระดับน้ำตาลในเลือด แต่ช่วยให้ทนต่อการเพิ่มขึ้นของกลูโคส (glucose tolerance) ในนาทีที่ 30 ดีขึ้น และก็การศึกษาเล่าเรียนช่วงยาวสม่ำเสมอโดยป้อนสารสกัดเอทานอลรากสามสิบขนาด 1.25 กรัม/กิโลกรัมวันละ 2 ครั้ง นาน 28 วัน ให้กับหนูที่เป็นโรคเบาหวานจำพวกที่ 2 ในระหว่างที่หนูโรคเบาหวานกลุ่มควบคุมได้รับน้ำในขนาดที่เท่ากัน พบว่าสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ และเพิ่มระดับของอินซูลิน 30% เมื่อเทียบกับกรุ๊ปเบาหวานควบคุม นอกจากนี้ยังเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระ เพิ่มระดับอินซูลินในตับอ่อน และเพิ่มกลัยวัวเจนที่ตับเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มเบาหวานควบคุม จากการศึกษาในครั้งนี้สรุปได้ว่าฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือดของสารสกัดรากสามสิบน่าจะเป็นผลมาจากการหยุดยั้งการย่อยแล้วก็การดูดซึมสารคาร์โบไฮเดรต และการเพิ่มการหลั่งอินซูลิน ซึ่งต้นรากสามสิบน่าจะมีสาระในการเอามารักษาผู้เจ็บป่วยโรคเบาหวานได้
ที่มา : หน่วยบริการฐานข้อมูลสมุนไพร สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล http://www.disthai.com/

8

เหงือกปลาหมอ
เหงือกปลาหมอ ชื่อสามัญ Sea holly, Thistleplike plant
เหงือกปลาหมอ ชื่อวิทยาศาสตร์ Acanthus ebracteatus Vahl (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Acanthus ilicifolius Lour., Acanthus ilicifolius var. ebracteatus (Vahl) Benoist, Dilivaria ebracteata (Vahl) Pers.) จัดอยู่ในตระกูลเหงือกปลาหมอ(ACANTHACEAE)
สมุนไพรเหงือกปลาหมอ มีชื่อแคว้นอื่นๆว่า แก้มหมอ (จังหวัดสตูล), แก้มแพทย์เล (กระบี่), อีเกร็ง (ภาคกลาง), นางเกร็ง จะเกร็ง เหงือกปลาหมอน้ำเงิน เป็นต้น
เหงือกปลาแพทย์มีอยู่ด้วยกัน 2 สายพันธุ์หมายถึงพันธุ์ที่เป็นดอกสีม่วง (Acanthus ilicifolius L.) ที่พบได้บ่อยทางภาคใต้ แล้วก็ประเภทที่เป็นดอกสีขาว (Acanthus ebracteatus Vahl) ที่มักพบทางภาคกึ่งกลางและภาคทิศตะวันออก และเป็นพรรณไม้ที่ขึ้นชื่อลือชาของจังหวัดสมุทรปราการ
เหงือกปลาหมอ สมุนไพรใกล้ตัวหรือบางทีอาจจะเรียกว่าเป็นสมุนไพรชายน้ำหรือชายเลนก็ได้ สามารถนำคุณประโยชน์ทางยามาใช้สำหรับในการรักษาโรคได้หลายแบบ ที่สะดุดตามากมายก็คือการนำมารักษาโรคผิวหนังได้แทบทุกประเภท แก้น้ำเหลืองเสีย และการนำมาใช้รักษาริดสีดวงทวาร ฯลฯ โดยส่วนที่นำมาใช้เป็นยาสมุนไพรก็ได้แก่ ส่วนลำต้นทั้งยังสดรวมทั้งแห้ง ใบทั้งสดและแห้ง ราก เม็ด แล้วก็ต้น (ส่วน 5 ประกอบไปด้วย ต้น ราก ใบ ผล เม็ด)
รูปแบบของเหงือกปลาหมอ
ต้นเหงือกปลาหมอ เป็นไม้พุ่มขนาดกึ่งกลาง มีความสูงโดยประมาณ 1-2 เมตร ลำต้นแข็ง มีหนามอยู่ตามข้อของลำต้น ข้อละ 4 หนาม ลำต้นกลม กลวง ตั้งตรง มีสีขาวอมเขียว ลำต้นมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.5 เซนติเมตร เพาะพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ดและการใช้กิ่งปักชำ เป็นพรรณไม้ที่มักขึ้นกลางแจ้ง เจริญเติบโตได้ดีในที่ร่มและก็ในที่ที่มีความชุ่มชื้นสูง ถูกใจขึ้นตามชายน้ำหรือรอบๆริมฝั่งลำคลองรอบๆปากแม่น้ำ ยกตัวอย่างเช่น รอบๆริมน้ำเจ้าพระยาฝั่งทิศตะวันออกเหนือปากคลองมหาวงก์ และที่โรงเรียนนายเรือ ฯลฯ
ต้นเหงือกปลาหมอ
ใบเหงือกปลาหมอ ใบเป็นใบคนเดียว รูปแบบของใบมีหนามคมอยู่ริมขอบของใบและก็ปลายใบ ขอบใบเว้าเป็นช่วงๆผิวใบเรียบเป็นมันลื่น แผ่นใบสีเขียว เส้นใบสีขาว มีเหลือบสีขาวเป็นแถวก้างปลา เนื้อเรือใบแข็งและเหนียว ใบกว้างราว 4-7 ซม. และยาวราวๆ 10-20 ซม. ใบจะออกเป็นคู่ตรงข้ามกัน ก้านใบสั้น
ใบเหงือกปลาหมอ
ดอกเหงือกปลาหมอ มีดอกเป็นช่อตั้งตามปลายยอด ยาวประมาณ 4-6 นิ้ว ดอกมีอีกทั้งจำพวกดอกสีม่วง (หรือสีฟ้า) และก็พันธุ์ดอกสีขาว ที่ดอกมีกลีบรองดอกมี 4 กลีบ กลีบแยกจากกัน รอบๆกึ่งกลางดอกจะมีเกสรตัวผู้รวมทั้งเกสรตัวเมียอยู่
ดอกเหงือกปลาหมอ
สมุนไพรเหงือกปลาหมอ
ผลเหงือกปลาหมอ ลักษณะของผลเป็นฝักสีน้ำตาล รูปแบบของฝักเป็นทรงกระบอก รูปไข่ หรือกลมรี ยาวราว 2-3 เซนติเมตร เปลือกฝักมีสีน้ำตาล ปลายฝักป้าน ด้านในฝักมีเม็ด 4 เม็ด
คุณประโยชน์ของเหงือกปลาหมอ
ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ ทำให้อายุยืน สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง เลือดลมไหลเวียนดี เส้นโลหิตไม่ตัน บำรุงผิวพรรณ ด้วยการใช้ทั้งยังต้นเหงือกปลาหมอนำมาตำผสมกับพริกไทยในอัตราส่วน 2:1 แล้วคละเคล้าผสมกับน้ำผึ้ง ปั้นเป็นยาลูกกลอน ว่ากันว่าถ้าเกิดรับประทานติดต่อกัน 1 เดือน จะทำให้ปัญญาดี ไม่มีโรค / 2 เดือน ผิวหนังเต่งตึง / 3 เดือน ทำให้ริดสีดวงหาย / 4 เดือน ช่วยแก้ลม 12 ชนิด หูดี / 5 เดือน หมดโรค / 6 เดือน ทำให้เดินไม่ทราบอิดโรย / 7 เดือนผิวสวย / 8 เดือน เสียงน่าฟัง / 9 เดือน หนังเหนียว (ต้น, ราก)
เหงือกปลาหมอมีสรรพคุณช่วยบำรุงรักษาประสาท (ราก)
ช่วยรักษาอาการธาตุไม่ดีเหมือนปกติ (ทั้งยังต้น)
ช่วยให้เลือดลมเป็นปกติ (อีกทั้งต้น)เหงือกปลาหมอขาว
ช่วยให้เจริญอาหาร (ทั้งต้น)
ช่วยแก้โรคกระษัย อาการผอมเกร็งเหลืองตลอดตัว ด้วยการใช้ทั้งต้นของเหงือกปลาหมอนำมาตำเป็นผงกินทุกเมื่อเชื่อวัน (ต้น)
ช่วยแก้อาการร้อนตลอดตัว เจ็บระบบตลอดตัว ตัวแห้ง เวียนหัว หน้ามืดตามัว มือตายตีนตาย ด้วยการใช้ทั้งต้นของเหงือกปลาหมอแล้วก็เปลือกมะรุมอย่างละเสมอกัน ใส่หม้อต้มผสมกับเกลือเล็กน้อย หมาก 3 คำ เบี้ย 3 ตัว วางบนปากหม้อ แล้วใช้ฟืน 30 ดุ้น ต้มกับน้ำเดือดกระทั่งงวดแล้วยกลง เมื่อเสร็จให้กลั้นใจกินขณะอุ่นๆจนถึงหมด อาการก็จะดียิ่งขึ้น (ทั้งต้น)ช่วยยับยั้งโรคมะเร็ง ต้านโรคมะเร็ง (ต้น)
ช่วยรักษาอาการปอดอักเสบ ด้วยการใช้เหงือกปลาหมอทั้งต้นและก็อาหารมื้อเย็นเหนือ อาหารมื้อเย็นใต้ในรูปร่างที่เสมอกัน นำมาต้มกับน้ำกระทั่งเดือดแล้วเอามาดื่มในขณะอุ่นๆทีละ 1 แก้ว รุ่งเช้า กลางวัน เย็น อาการจะดีขึ้น (ทั้งต้น)
รักษาปอดอักเสบ ข้อมูลนี้ยังไม่น่าเชื่อถือ* (ใบ)
ต้นมีรสเค็มกร่อย สรรพคุณช่วยแก้ลักษณะของการปวดหัว (ต้น)
รากช่วยแก้และก็บรรเทาอาการไอ หรือจะใช้เม็ดนำมาต้มดื่มแก้อาการไอก็ได้เหมือนกัน (ราก, เมล็ด)
ช่วยแก้โรคหืดหอบ (ราก)
ช่วยรักษาวัณโรค ด้วยการใช้ต้นเอามาตำผสมเป็นน้ำดื่ม (ต้น)
ช่วยแก้อาการเจ็บตา ตาแดง ด้วยการใช้เหงือกปลาหมออีกทั้งต้นนำมาตำผสมกับขิง คั้นมัวแต่น้ำใช้หยอดตาแก้อาการ (ทั้งยังต้น)
ใบช่วยแก้ไข้ (ใบ)
ช่วยแก้ไข้จับสั่น ด้วยการใช้ต้นเหงือกปลาหมอมาตำผสมกับขิง (ทั้งต้น)
ช่วยแก้พิษไข้หัว ด้วยการใช้ทั้งยังต้นแล้วก็รากเอามาต้มอาบแก้อาการ (ต้น)
แก้อาการไอ เมล็ดใช้ผสมกับดอกมะเฟือง เปลือกอบเชย น้ำตาลกรวด นำมาต้มรวมกันแล้วเอาแต่น้ำมากินเป็นยาแก้ไอ (เม็ด)
ช่วยขับเสลด (ราก)
ถ้าหากเป็นลมเป็นแล้ง ให้ใช้ต้นเหงือกปลาหมอ 1 ส่วน / พริกไทย 2 ส่วน ผสมรวมกัน ตำอย่างถี่ถ้วนเป็นผงแล้วเอามาละลายน้ำร้อนดื่ม (ต้น)
ช่วยแก้โรคกระเพาะ ด้วยการใช้อีกทั้งต้นและพริกไทย (10:5 ส่วน) ตำผสมปั้นเป็นยาลูกกลอน (อีกทั้งต้น)

ช่วยขับพยาธิ (เมล็ด)
ช่วยรักษาโรคริดสีดวงทวาร ด้วยการใช้ต้นเหงือกปลาหมอกับขมิ้นอ้อย เอามาตำละลายกับน้ำแล้วทาบริเวณที่เป็นริดสีดวง หรือจะใช้ปรุงกับฟ้าทะลายโจร ใช้รมหัวริดสีดวงก็ได้ (ต้น, ใบ)
ช่วยขับเยี่ยว ข้อมูลนี้ยังไม่น่าเชื่อถือ* (ไม่กำหนดส่วนที่ใช้)
ช่วยรักษามุตกิดระดูขาว ตกขาวของสตรี ด้วยการกางใบและก็ต้นเอามาตำเป็นผุยผง ผสมกับน้ำผึ้งหรือน้ำมันมันงา ปั้นเป็นยาลูกกลอนรับประทานแก้อาการ (ต้น, ใบ, ราก)
ช่วยแก้รอบเดือนมาไม่เป็นปกติของสตรี ด้วยการใช้ทั้งยังต้นนำมาตำผสมกับน้ำผึ้ง น้ำมันงา (อีกทั้งต้น)
ช่วยรักษานิ่วในไต ด้วยการใช้ใบนำมาต้มเป็นน้ำดื่ม (ใบ)
ช่วยแก้ไตพิการ ข้อมูลนี้ยังไม่น่าเชื่อถือ* (ไม่เจาะจงส่วนที่ใช้)
ผลช่วยขับโลหิต หรือจะใช้เม็ดผสมกับดอกมะเฟือง เปลือกอบเชย น้ำตาลกรวด เอามาต้มรวมกันแล้วมัวแต่น้ำมากิน หรือใช้ต้น 10 ส่วนรวมทั้งพริกไทย 5 ส่วน ผสมทำเป็นยาลูกกลอนรับประทานก็ได้ (เม็ด, ผล, ต้น)
ช่วยฟอกเลือด ข้อมูลนี้ยังไม่น่าเชื่อถือ* (ไม่กำหนดส่วนที่ใช้)
แก้พิษเลือด ข้อมูลนี้ยังไม่น่าเชื่อถือ* (เปลือกต้น)
ช่วยสมานแผล ด้วยการใช้อีกทั้งต้นเอามาตำผสมกับหัวสามสิบ ในอัตราส่วน 2:1 (ทั้งยังต้น)
ต้นเหงือกปลาหมอมีสรรพคุณช่วยรักษาแผลพุพอง (ต้น)
ใบมีรสเค็มกร่อย คุณประโยชน์ช่วยรักษาแผลอักเสบ (ใบ)
ช่วยแก้น้ำเหลืองเสีย ด้วยการใช้ต้น 3-4 ต้น นำมาหั่นเป็นชิ้น แล้วต้มน้ำอาบแก้อาการ (ต้น, ใบ, เมล็ด)
สำหรับผู้ป่วยเอดส์ที่มีแผลพุพองตามผิวหนัง ถ้าเกิดใช้ต้นมาต้มอาบและก็ทำเป็นยารับประทานต่อเนื่องกันราวๆ 3 เดือนจะช่วยให้ลักษณะของแผลพุพองบรรเทาลงอย่างชัดเจน (ต้น)
ช่วยรักษาโรคผิวหนังหรือประป่าดง รักษากลากโรคเกลื้อน อีสุกอีใส (ใบ)
ช่วยรักษาโรคเรื้อน คุดทะราด ด้วยการใช้ต้นนำมาตำมัวแต่น้ำดื่ม (ต้น)
ช่วยแก้ผื่นผื่นคันตามร่างกาย ใช้ล้างแผลเรื้อรัง ด้วยการใช้ต้นสดรวมทั้งใบสดล้างสะอาดโดยประมาณ 3-4 กำมือ เอามาสับแล้วต้มกับน้ำอาบแก้ผื่นคันต่อเนื่องกัน 3-4 ครั้ง (ต้น, ใบ)
เหงือกปลาหมอมีคุณประโยชน์ทางยาช่วยแก้ผื่นคัน (ต้น)
รากสดนำมาต้มมัวแต่น้ำ ใช้ดื่มเป็นยารักษาโรคงูสวัดได้ (ราก)
ช่วยรักษาฝี ฝีเรื้อรัง แผลฝีหนอง ไข้ทรพิษ ตัดรากฝี แก้พิษฝีทุกชนิดข้างในด้านนอก ด้วยการใช้ต้นและก็ใบทั้งสดแล้วก็แห้งโดยประมาณ 1 กำมือ นำมาบดอย่างระมัดระวัง แล้วนำมาพอกรอบๆที่เป็นฝี หรือวิธีลำดับที่สองจะนำมาสับเป็นชิ้นเล็กๆใส่น้ำให้ท่วมแล้วต้มในน้ำเดือดทิ้งไว้ 10 นาที แล้วนำมาดื่มก่อนกินอาหารทีละครึ่งแก้ว วันละ 3 ครั้ง โดยประมาณ 2-3 อาทิตย์ หรือจะใช้เมล็ดเอามาคั่วให้เกรียมแล้วป่นให้ถี่ถ้วน ชงกับน้ำกินเป็นยาแก้ฝีก็ได้ (ต้น, ใบ, เมล็ด)
เม็ดใช้ปิดพอกฝี (เม็ด)
ผลมีรสเผ็ดร้อน คุณประโยชน์ช่วยถอนพิษ (ผล, ต้น)
ใบสดเอามาตำให้รอบคอบ สามารถใช้พอกรอบๆแผลที่ถูกงูกัดได้ (ใบ)
ช่วยแก้ผิวแตกทั้งตัว ด้วยการใช้ทั้งต้นของเหงือกปลาหมอ 1 ส่วน / ดีปลี 1 ส่วน ใช้ผสมกันบดให้เป็นผงชงกับน้ำร้อนดื่มแก้อาการ (ทั้งยังต้น)
ต้น ถ้าหากนำมาใช้จะช่วยแก้โรคเหน็บชา อาการชาหมดทั้งตัวได้ (ต้น)
รากมีคุณประโยชน์ช่วยแก้อัมพาต (ราก)
แก้ลักษณะการเจ็บหลังเจ็บเอว ด้วยการใช้ต้นกับชะเอมเทศเอามาบดเป็นผุยผง ผสมกับน้ำผึ้งปั้นเป็นยาลูกกลอนกิน (ต้น)
ใบใช้เป็นยาประคบปรับแก้ข้ออักเสบรวมทั้งแก้ลักษณะของการปวดต่างๆ(ใบ)
ช่วยทำนุบำรุงรากผม ด้วยการใช้น้ำคั้นจากใบนำมาทาให้ทั่วหัว จะช่วยบำรุงรากผมได้ (ใบ)
ประโยชน์ของเหงือกปลาหมอ
ในขณะนี้สมุนไพรเหงือกปลาหมอมีการนำไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นยาแคปซูลสมุนไพร (เหงือกปลาหมอแคปซูล) หรือเป็นยาชงสมุนไพร (เหงือกปลาหมอผงสำเร็จรูป) หรือในลักษณะของยาเม็ด
นอกจากการใช้เป็นยาสมุนไพรที่ใช้เพื่อการอบตัวหรืออบด้วยไอน้ำ สมุนไพรเหงือกปลาหมอยังคงใช้เป็นส่วนประกอบสำหรับการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องแต่งตัวอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น สบู่ สินค้าที่ใช้ในการเปลี่ยนสีผม จนกระทั่งแชมพูของสุนัข เป็นต้น
แหล่งอ้างอิง
: เว็บไซต์ที่ทำการแผนการรักษาพันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี, ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี, หนังสือพิมพ์บ้านเรือน (เชี่ยวชาญ หิมะคุณ), หนังสือพรรณไม้สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เล่ม 4, ฐานข้อมูลพืชพันธุ์ไม้ องค์การส่วนวิชาพฤกษศาสตร์, สำนักงานกองทุนช่วยเหลือการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), หนังสือยอดสมุนไพรยาอายุวัฒนะ (คุณครูยุยงวดี จอมป้องกัน), หนังสือการบริหารร่างกายแกว่งแขน (โชคชัย ปัญจทรัพย์สมบัติ) http://www.disthai.com/

Tags : สมุนไพรเหงือกปลาหมอ

9

กระเทียม
คุณประโยชน์กระเทียม
ปรับความดันเลือดให้อยู่ในระดับปกติ
ลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด
ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด จึงเหมาะสมกับคนเจ็บเบาหวาน
บำรุงเลือด คุ้มครองอาการโลหิตจาง
เพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย
ป้องกันโรคหัวใจ
ลดอาการท้องผูก ทำให้ระบบขับถ่ายทำงานก้าวหน้าขึ้น
ช่วยขับลม แก้อาการจุดเสียดแน่นท้อง
ปกป้องหวัด ยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา
มีสารต้านอนุมูลอิสระ บำรุงผิวพรรณ และก็ลดการเสี่ยงสำหรับการเป็นโรคมะเร็ง
chopped-garlicsiStock
กระเทียม กับ 10 ประโยชน์ดีๆที่พวกเราต้องการให้ท่านทานวันแล้ววันเล่า
วิธีทานกระเทียมให้ได้ประโยชน์
สารอัลลิซินในกระเทียมที่มีคุณประโยชน์ต่อสถาพทางร่างกายของพวกเรา ต้องผ่านการหั่น สับ ตี หรือบด จำเป็นต้องหั่น สับ ตี หรือบดกระเทียมก่อนเอามาปรุงอาหาร 5-10 นาที โดยสารอัลลิสินนี้จะไม่สลายหายไปเมื่อถูกความร้อน ด้วยเหตุนี้จะทานสด หรือจะทำกับข้าวในน้ำมันก็ไม่เป็นไร
ปริมาณกระเทียมที่ควรจะทานต่อวัน
ในวัยผู้ใหญ่สามารถทานกระเทียมได้ราวๆ4 กรัมต่อวัน แต่ไม่สมควรทานมากเกินกว่านี้ติดต่อกันเกิน 10 วัน เพราะว่าจะเพิ่มความเสี่ยงภาวะเลือดแข็งช้า  หรือเลือดไหลไม่หยุดเมื่อเกิดรอยแผล
แนวทางเลือกซื้อกระเทียมมาประกอบอาหาร
ควรที่จะทำการเลือกกระเทียมที่ศีรษะแน่นๆไม่ฝ่อ เปลือกบาง เนื้อสีเหลืองอ่อน สด ไม่เน่า ไม่มีราขึ้น แล้วก็แม้อยากได้รสของกระเทียมแบบแรงๆควรเลือกกระเทียมหัวเล็กๆ
ว่าแล้วของกินมื้อถัดไปก็บอกให้แม่ครัวพ่อครัวใส่กระเทียมลงไปในอาหารให้ด้วยนะคะ แม้กระนั้นระวังสักหน่อย หากทานกระเทียมมากๆโดยเฉพาะกระเทียมสด อาจมีลักษณะการเจ็บคอวันหลัง และก็อย่าลืมรอบคอบกลิ่นปากกันด้วยจ้ะ ประเดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือนนะ
ลักษณะทั่วไปของกระเทียม
กระเทียมเป็นพืชล้มลุกชนิดรับประทานหัว ลำต้นสูง 1-2 ฟุต มีหัวลักษณะกลมแป้นขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1-2 นิ้ว ข้างนอกของหัวกระเทียมมีเปลือกบางๆหุ้มอยู่หลายชั้น ข้างในหัวประกอบแกนแข็งตรงกลาง ภายนอกเป็นกลีบเล็กๆปริมาณ 10-20 กลีบ เนื้อกระเทียมในกลีบมีสีเหลืองอ่อนและใส  มีน้ำเป็นองค์ประกอบสูง มีกลิ่นฉุนจัด
ลำต้นและหัวกระเทียมสด
แหล่งเพาะปลูก
กระเทียมสามารถปลูกได้ทั่วไปในทุกภาคของประเทศไทย แต่ว่านิยมนำมาปลูกกันมากมายทางภาคเหนือและก็ภาคอีสาน เนื่องด้วยมีภาวะดินและสภาวะอากาศที่เหมาะมากกว่าภาคอื่นๆทำให้กระเทียมเจริญวัยเจริญ ได้ผลผลิตสูงและก็มีรสชาติที่ดีกว่า

ลักษณะทางวิชาพฤกษศาสตร์
กระเทียมเป็นไม้ล้มลุกแล้วก็ใหญ่ยาว สูง 30-60 ซม. มีกลิ่นแรง มีหัวใต้ดิน2 ลักษณะกลมแป้น เส้นผ่านศูนย์กลาง 2-4 เซนติเมตร มีแผ่นเยื่อสีขาวหรือสีม่วงอมชมพูหุ้มอยู่ 3-4 ชั้น ซึ่งลอกออกได้ แต่ละหัวมี 6-10 กลีบ กลีบมีต้นเหตุจากตาซอกใบของใบอ่อน ลำต้นลดรูปลงไปๆมาๆก ใบคนเดียว (Simple leaf) ขึ้นมาจากดิน เรียงซ้อนสลับ แบนเป็นแถบแคบ กว้าง 0.5-2.5 ซม. ยาว 30-60 ซม. ปลายแหลมแบบ Acute ขอบเรียบและก็พับทบเป็นสันตลอดความยาวของใบ โคนแผ่เป็นแผ่นแล้วก็เชื่อมติดกันเป็นวงหุ้มรอบใบที่อ่อนกว่าและก็ก้านช่อดอกนำมาซึ่งการก่อให้เกิดเป็นลำต้นเทียม ปลายใบสีเขียวแล้วก็สีจะเบาๆจางลงจนกว่าถึงโคนใบ ส่วนที่ห่อหัวอยู่มีสีขาวหรือขาวอมเขียว ช่อดอกแบบช่อซี่ร่ม (Umbel) มีตะเกียงรูปไข่เล็กๆมากมายอยู่ปะปนกับดอกขนาดเล็กซึ่งมีปริมาณน้อย มีใบประดับประดาใหญ่ 1 ใบ ยาว 7.5-10 ซม. ลักษณะบาง ใส แห้ง เป็นจะงอยแหลมหุ้มห่อช่อดอกตอนที่ยังตูมอยู่ แต่เมื่อช่อดอกบานใบตกแต่งจะเปิดอ้าออกและแขวนลงรองรับช่อดอกไว้ ก้านช่อดอกเป็นก้านโดด เรียบ รูปทรงกระบอกตัน ยาว 40-60 ซม. ดอกบริบูรณ์เพศ กลีบรวม 6 กลีบ แยกจากกันหรือติดกันที่โคน รูปใบหอกปลายแหลม ยาวราว 4 มม. สีขาวหรือขาวอมชมพู เกสรเพศผู้ 6 อัน ติดที่โคนกลีบรวม อับเรณูแล้วก็ก้านเกสรเพศเมียยื่นขึ้นมาสูงยิ่งกว่าส่วนอื่นๆของดอก รังไข่ 3 ช่อง แต่ละช่องมีออวุล 1-2 เม็ด ผลเล็กเป็นกระเปาะสั้นๆรูปไข่หรือออกจะกลม มี 3 พู เมล็ดเล็ก สีดำ
ในประเทศไทยปลูกมากมายทางภาคอีสานแล้วก็ภาคเหนือ แม้กระนั้นกระเทียมที่เป็นที่รู้จักว่าเป็นกระเทียมคุณภาพดี กลิ่นฉุน เช่นกระเทียมจากจังหวัดศรีสะเกศา
แนวทางเลือกซื้อกระเทียม
แนวทางในการเลือกซื้อกระเทียมนั้น มีหลักไต่ตรองณกล้วยๆเป็น เลือกกระเทียมที่หัวแน่น กลีบแน่น เปลือกบาง มีเนื้อสีเหลืองอ่อน สด แน่น ไม่ฝ่อและไม่มีเชื้อรา ที่สำคัญหากต้องปรุงอาหารที่อยากกลิ่นแรงๆจำเป็นต้องเลือกกระเทียมหัวเล็กแค่นั้น
กระเทียมสดคุณภาพดี
จะมีความคิดเห็นว่ากระเทียมเป็นประโยชน์และสรรพคุณเยอะมาก ถึงกระเทียมจะมีกลิ่นแรง แต่ว่าก้ไม่ยากเกินไปที่จะรับประทานครับผม ด้วยเหตุนั้นอย่าลืมเพิ่ข้อควรพิจารณาในการกินกระเทียมโดยยิ่งไปกว่านั้นบุคคลในกลุ่มต่อไปนี้
คนที่กำลังมีท้องหรือคนที่อยู่ในช่วงให้นมบุตร การกินกระเทียมในตอนการมีครรภ์ค่อนข้างจะปลอดภัยถ้ากินเป็นอาหารหรือในปริมาณที่เหมาะสม แม้กระนั้นอาจไม่ปลอดภัยถ้ากินกระเทียมเป็นยารักษาโรค อีกทั้งยังไม่มีช้อมูลที่น่าไว้วางใจพอเพียงเกี่ยวกับความปลอดภัยของการทากระเทียมที่บริเวณผิวหนังในตอนการตั้งท้องหรือให้นมลูก
เด็ก การกินกระเทียมในจำนวนที่เหมาะสมรวมทั้งในระยะสั้นๆอาจไม่มีอันตรายสำหรับเด็ก แต่การใช้กระเทียมทาบริเวณผิวหนังอาจทำให้เกิดอาการแสบร้อนแล้วก็ระคาย
คนที่มีปัญหาเกี่ยวกับกระเพาะอาหารหรือการย่อยอาหาร อาจจะทำให้เกิดการระคายที่เดินของกินได้
ผู้ที่มีความดันโลหิตต่ำ การรับประทานกระเทียมอาจทำให้ระดับความดันโลหิตลดต่ำลงมากกว่าธรรมดา
คนที่คิดแผนเข้ารับการผ่าตัด ควรจะหยุดกินกระเทียมก่อนจะมีการผ่าตัดขั้นต่ำ 2 สัปดาห์ด้วยเหตุว่าอาจก่อให้เลือดออกมากแล้วก็มีผลต่อความดันโลหิตในระหว่างการผ่าตัด รวมทั้งผู้ที่มีภาวะเลือดออกผิดปกติไม่สมควรรับประทานกระเทียม โดยเฉพาะกระเทียมสด เพราะว่าบางทีอาจเพิ่มการเสี่ยงให้เลือดออกได้ง่ายมากยิ่งขึ้น
คนที่อยู่ในระหว่างการรับประทานยารักษาโรค ดังเช่น ไอโซไนอะซิด เพราะว่ากระเทียมบางทีอาจลดการดูดซึมของยาภายในร่างกายและส่งผลต่อความสามารถแนวทางการทำงานของยา รวมถึงไม่ควรรับประทานกระเทียมในระหว่างใช้ยาดังนี้
ยารักษาการติดเชื้อโรคไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่องหรือโรคเอดส์
ยาคุมกำเนิด
ยาต้านทานการแข็งตัวของเลือด
ยาต้านทานเกล็ดเลือดกระเทียมลงในเมนูอาหารของท่านครับผม คุณประโยชน์และคุณประโยชน์ที่ได้รับมาจากกระเทียมนั้นร้ายมากจริงๆ http://www.disthai.com/

10

ทับทิม
การกินเพื่อสุขภาพ
ทับทิม ยอดเยี่ยมราชินีแห่งผลไม้ มีคุณประโยชน์ทั้งยังต้น
การกินเพื่อสุขภาพ
ทับทิม ยอดเยี่ยมราชินีที่ผลไม้ มีสาระต้น
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ เดือนพฤษภาคม 3, 2018 โดยประมาณเวลาการอ่าน: 2 นาที
แชร์บทความนี้
ทับทิมได้ผลไม่ที่นิยมกินกันมากมาย แล้วก็ลือชื่อในเรื่องของคุณค่าที่มากมาย จนได้รับสมญาว่า ราชินีที่ผลไม้ กล่าวกันว่าทับทิมนั้นเป็นผลไม้ที่ถูกประยุกต์ใช้ในวงการแพทย์มาแล้วนับพันปี ในปัจจุบันทับทิมถือเป็นผลไม้ที่นิยมปลูก และรับประทานกันทั่วโลก สามารถหารับประทานได้ง่ายในประเทศไทย พินิจได้จากร้านขายน้ำทับทิม หรือผลทับทิมสด ที่เกือบจะมีอยู่ตามท้องถนนหรือทุกตลาดในประเทศไทย
ประโยชน์ที่ได้รับมาจากทับทิมมีมากมายก่ายกอง ทั้งยังในเรื่องของสารอาหาร รวมทั้งการปกป้องโรค
วิตามินซีสูงมาก
ทับทิมนับว่าเป็นผลไม่ที่มีวิตามินซีสูงมาก ในน้ำทับทิมเพียงแต่ 1 แก้ว มีวิตามินซีถึงปริมาณร้อยละ 40 ของจำนวนที่พวกเราต้องการในหนึ่งวัน (สำหรับผู้ใหญ่) ด้วยจำนวนวิตามินซีที่สูงในระดับนี้ก็เลยมีสรรพคุณในการลดความเสี่ยงสำหรับในการเป็นโรคหวัด หรือแพ้อากาศได้อย่างยอดเยี่ยม
ช่วยทำนุบำรุงผิวพรรณ
การกินทับทิมสด หรือน้ำทับทิมนั้น จะช่วยให้ผิวพรรณของเรามองสดใส เพราะว่าทับทิมสำเร็จพอดีมีคุณประโยชน์ในการต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยในการชะลอวัย ลดการเกิดริ้วรอยในผิวของเรา และก็ด้วยปริมาณวิตามินซีที่สูงจึงช่วยในเรื่องทำให้ผิวกระจ่างขาวสวยใส นอกจากนี้เรายังสามารถใช้น้ำทับทิมโดยประมาณ 1 ช้อนชา ทาบริเวณใบหน้า ทิ้งเอาไว้ 10 นาทีแล้วล้างออก จะช่วยในการบำรุงผิวหน้าให้มองเต่งตึงเยอะขึ้นเรื่อยๆได้อีกด้วย ประโยชน์ในข้อนี้ของทับทิมสามารถรับรองได้จากการที่ในตอนนี้ มีเครื่องแต่งหน้าหรือครีมหลากหลายประเภทได้นำทับทิมไปเป็นองค์ประกอบ
เส้นโลหิตรวมทั้งหัวใจดียิ่งขึ้น
ในทางการแพทย์มีการวิจัยแล้วพบว่าทับทิม มีคุณประโยชน์ช่วยในการทำให้การไหลเวียนของโลหิต ลดภาวการณ์ขาดเลือดในผู้ป่วยโรคหัวใจ นอกเหนือจากนั้นยังพบว่าผู้ที่มีความดันโลหิตสูง เมื่อรับประทานน้ำทับทิมวันละ 50cc จะช่วยลดความดันเลือดได้จำนวนร้อยละ 5 ช่วยลดสภาพการณ์การแข็งตัวของไขมันในเส้นเลือดได้อีกด้วย
ลดการเสี่ยงสำหรับเพื่อการเกิดมะเร็ง
เนื่องด้วยคือผลไม้ที่มีค่าการต้านอนุมูลอิสระที่สูง ก็เลยช่วยลดการเสี่ยงในการกำเนิดโรคมะเร็งได้เป็นอย่างดี มีงานศึกษาเรียนรู้พบว่า การกินทับทิมช่วยลดจังหวะการเกิดโรคมะเร็ง ช่วยยับยั้งการเติบโตของเซลล์ของโรคมะเร็งถึง 13ช นิด รวมทั้งยังสามารถช่วยทำลายเซลล์ของมะเร็งในหลอดอาหาร แล้วก็ไส้ได้อีกด้วย
ประโยชน์อื่นๆของทับทิม
เว้นเสียแต่คุณประโยชน์หลักที่กล่าวไปในข้างต้นแล้ว ทับทิมยังมีคุณประโยชน์อื่นอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ช่วยทุเลาอาการแพ้ท้องในหญิงมีครรภ์ ช่วยทำให้สมดุลในวัยหมดระดู ลดความเสี่ยงสำหรับเพื่อการเป็นโรคความจำไม่ดีในผู้สูงอายุ ป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน เสริมสุขภาพกระดูกลดความเสี่ยงในการเป็นโรคกระดูกพรุน ป้องกันการเสื่อมสรรถภาพทางเพศ ลดการตกขาว กล่าวได้ว่ามีคุณประโยชน์มากมายจริง
 นอกเหนือจากส่วนที่พวกเรานิยมกินกันอย่างเม็ดแล้ว องค์ประกอบอื่นของทับทิมก็มีสาระไม่แพ้กัน ทั้งเป็นยาและก็สมุนไพร
ใบ: สามารถทำน้ำยาบ้วนปากหรือล้างตาได้ ยาพอกที่ทำมาจากใบสามารถช่วยบรรเทาอาการผมหล่นได้อย่างดี
เปลือก: ลดการเกิดริ้วรอยในผิวของพวกเราใช้รักษา แผลหิด กากโรคเกลื้อน มีสรรพคุณเกี่ยวกับการดูแลรักษาโรคในทางเดินอาหาร ได้แก่รักษาอาการท้องเสียได้
เปลือกของลำต้น และราก: สามารถนำมาทำเป็นยาถ่ายพยาธิได้อีกด้วย โดยนำมาผสมกับกานพลู แล้วก็บางทีอาจใส่ดีเกลือต้มกับน้ำประมาณสามถ้วย มีคุณประโยชน์สำหรับการถ่ายพยาธิ
ดอก: มีคุณประโยชน์ในการสมานแผล และก็บรรเทาอาการอักเสบของหูชั้นใน
ทับทิมนับว่าเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์ในทุกส่วนของต้น ไม่ใช่ก็แค่เม็ด หรือน้ำทับทิม จึงไม่สนเท่ห์ใจเลยที่ทับทิมจะได้รับฉายาว่า "ราชชินีที่ผลไม้"
โรคและก็อาการอื่นๆยกตัวอย่างเช่น โรคเส้นโลหิตหัวใจ การหย่อนความสามารถทางเพศ เจ็บกล้ามหลังการบริหารร่างกาย กรุ๊ปอาการอ้วนลงพุง โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก เยื่อบุช่องปากอักเสบ ผิวไหม้จากแสงอาทิตย์ การติดเชื้อทริวัวโมแนส (Trichomoniasis) ท้องร่วง โรคบิด เจ็บคอ โรคริดสีดวงทวาร อาการวัยทอง และก็อื่นๆยังจำต้องทำการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมอีกเพื่อหาหลักฐานเกี่ยวกับคุณภาพและความปลอดภัยของทับทิมในการรักษาโรค
ความปลอดภัยในการรับประทานทับทิมหรือผลิตภัณฑ์จากทับทิม
โดยทั่วไปการกินน้ำทับทิมออกจะมีความปลอดภัย แต่ในบางรายที่มีลักษณะแพ้ผลสดของทับทิมอาจเป็นผลข้างๆจากการกินน้ำทับทิมได้
รากทับทิมประกอบด้วยสารที่เป็นพิษต่อสุขภาพ การรับประทานรากรวมทั้งลำต้นของทับทิมในจำนวนมากบางทีอาจไม่ปลอดภัย
สารสกัดจากทับทิมออกจะไม่เป็นอันตรายสำหรับเพื่อการกินหรือประยุกต์ใช้กับผิวหนัง แต่ว่าอาจทำให้เกิดอาการแพ้น้อยในบางราย ตัวอย่างเช่น อาการคัน บวม น้ำมูกไหล หรือหายใจไม่สะดวก
การรับประทานน้ำทับทิมออกจะมีความปลอดภัยสำหรับหญิงท้องหรืออยู่ในตอนให้นมลูก แม้กระนั้นยังไม่มีรายงานยืนยันความปลอดภัยสำหรับการกินหรือใช้ทับทิมในแบบอย่างอื่น อย่างเช่น สารสกัดจากทับทิม จำเป็นจะต้องขอคำแนะนำหมอก่อนที่จะมีการกินทุกครั้ง
น้ำทับทิมอาจทำให้ความดันเลือดลดต่ำลงเล็กน้อย ซึ่งอาจจะทำให้ผู้เจ็บป่วยที่มีสภาวะความดันต่ำอาการเกิดขึ้นอีก

ผู้ที่มีอาการแพ้จากพิษพืชอาจมีความเสี่ยงที่จะกำเนิดอาการแพ้จากการรับประทานทับทิม
คนป่วยที่จำต้องเข้ารับการผ่าตัดควรจะหยุดรับประทานทับทิมอย่างต่ำ 2 อาทิตย์ เนื่องมาจากทับทิมทำให้ความดันเลือดต่ำลง จึงบางทีอาจกระทบต่อความดันเลือดในขณะผ่าตัดหรือส่งผลต่อเนื่องไปยังหลังการผ่าตัด
การกินทับทิมพร้อมกันกับยาบางประเภทอาจก่อให้เกิดปฏิกิริยาระหว่างยา ดังเช่น ยาที่เกี่ยวข้องกับลักษณะการทำงานของตับโดยโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีตับ Cytochrome ชนิด P450 2D6 หรือประเภท P450 3A4 ยาลดระดับความดันเลือดหรือเอซีอี อินฮิบิเตอร์ ยารักษาโรคความดันโลหิตสูง ยาโรสุวาสแตว่ากล่าวน คนที่กินยาเป็นประจำหรือมีโรคประจำตัวควรจะขอคำแนะนำหมอก่อนจะมีการรับประทานเพื่อความปลอดภัย http://www.disthai.com/

11

น้ำมันนวดสมุนไพร
โรคนี้จะไม่สามารถหายไปได้เอง!
โรคต่างๆเกี่ยวกับข้อจะไม่อาจจะหายขาดได้เอง แม้อาการที่แสดงออกมาจะร้ายแรงลดน้อยลงก็ตาม รวมทั้งสุดท้ายก็จะกลายเป็นโรคเรื้อรังรวมทั้งทำให้เกิดความลำเค็ญสำหรับการดำรงชีพมากขึ้นเรื่อยๆ
1.น้ำมันนวด จะเข้าไปช่วยกระตุ้นรูปแบบการทำงานของระบบประสาท ให้ทำงานก้าวหน้ามากขึ้น ลดอาการเคร่งเคลียดให้พวกเราบรรเทาจากการความอ่อนล้ารวมทั้งความอ่อนแรงสะสม
2.การนวดน้ำมัน จะเข้าช่วยการกระตุ้นลักษณะการทำงานของเลือด ให้ดำเนินงานได้ดีมีประสิทธิภาพเยอะขึ้นรวมถึงสามารถหล่อเลี้ยงออกสิเจนและสารอาหารต่างๆไปทั่วร่างกายอย่างครบถ้วน คุ้มครองปกป้องโรคต่างๆรวมถึงลดระดับความดันโลหิตได้ดีด้วย
3.เพิ่มความยืดหยุ่นให้ร่างกาย ด้วยการเข้าไปซ่อมแล้วก็ฟื้นฟูระบบกล้าม ข้อต่อต่างๆในร่างกายให้ดำเนินงานเจริญและมีคุณภาพเพิ่มมากขึ้น
4.เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว ด้วยเข้าไปกำจัดสารพิษ อีกทั้งในร่างกายและสภาพผิว ช่วยผลัดเซลล์ที่ตายแล้วให้หลุดออกมาส่งให้ผิวของคุณเรียบเนียนชุ่มชื้น ดูมีน้ำมีนวลแล้วก็ชีวิตชีวาเพิ่มมากขึ้น
5.น้ำมันนวดช่วยในหัวข้อการนอนให้ดีกว่าเดิม บรรเทาสมองรวมทั้งร่างกายต่างๆมีผลต่อระบบประสาท ทำให้นอนสนิทได้ดียิ่งไปกว่ากว่า ลดอาการนอนไม่หลับได้อย่างยอดเยี่ยม
นอกเหนือจากนี้การนวดน้ำมันยังมีสาระอีกหลายชนิดต่อสภาพร่างกาย ซึ่งถือได้ว่าโอกาสแก่คนรักสุขภาพได้อย่างดีเยี่ยม
ลดลักษณะของการปวดหัวไมเกรน
     สำหรับคนที่เคยทรมาทรกรรมจากอาการปวดหัวไมเกรนอยู่หลายครั้ง แพทย์ก็ได้แนะนำให้ลองไปนวดบำบัดรักษาสุขภาพดูบ้าง เนื่องจากจากผลการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้ารวมทั้งการวิจัยของมหาวิทยาลัยโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ พบว่า ผู้ที่มีลักษณะปวดศรีษะไมเกรนที่ได้รับบริการนวดตัวต่อเนื่องกัน 2-3 อาทิตย์ จะสามารถบรรเทาอาการข้างๆของโรคไมเกรน และนอนหลับได้อย่างสนิทขึ้นด้วยค่ะ
น้ำมันนวด สมารถเเก้ลักษณะของการปวดหลัง เป็นอาการที่ทุกคนต้องเคยพบเจอ ซึ่งพอเพียงปวดหลังขึ้นมาทีไรพวกเราก็อยากจะเอนหลังพัก หรือไม่ก็ไปนวดบรรเทาอาการปวดเมื่อย ทั้งๆที่จริงแล้วอาการปวดข้างหลังบางครั้งอาจจะมิได้มีสาเหตุจากลักษณะของการปวดเมื่อยล้ากล้ามเนื้อเพียงเท่านั้น แต่ว่ายังอาจเป็นเพราะปัญหาสุขภาพอื่นๆได้อีกเยอะแยะ อาทิเช่นที่พวกเราจะพาทุกคนไปเรียนรู้สาเหตุของอาการปวดข้างหลังทางด้านขวา ว่าเป็นผลมาจากอะไรและก็อันตรายหรือไม่ เพื่อได้รู้ทันอาการเจ็บป่วยไข้ของร่างกาย
ปวดหลังด้านขวาที่อยู่ข้างบน
          ลักษณะของการปวดหลังข้างขวาข้างบน เป็นอาการปวดข้างหลังที่อยู่บริเวณตั้งแต่บริเวณด้านหลังไหล่ไปจนกระทั่งใต้สะบัก เกิดขึ้นได้จากหลายกรณีร่วมกัน โดยปัจจัยที่มักทำให้เกิดอาการปวดหลังข้างบนขวา มีดังนี้
ปวดหลังข้างขวา


การนั่งทำงานเป็นระยะเวลานานๆหรือชูของหนักไม่ถูกท่า


          น้ำมันนวดสามารถช่วยการยกของหนักหรือการนั่งดำเนินงานในท่าทีที่ผิดจำต้องต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลาที่นานๆๆก็เป็นต้นเหตุที่กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดลักษณะของการปวดกล้ามเนื้อบริเวณหลังส่วนบนทางด้านขวาได้  โดยบริเวณข้างหลังส่วนบน นอกเหนือจากกล้ามหลังแล้ว ก็ยังเชื่อมต่อกับกล้ามเนื้อไหล่รวมทั้งกล้ามเนื้อคอ โดยเหตุนั้นถ้ามีอาการปวดหลังด้านขวาบนจากการใช้งานหนักก็มักจะมีอาการปวดคอและก็ไหล่ในด้านเดียวกันร่วมด้วย ทราบแบบงี้แล้วแม้ผู้ใดกันที่ยังนั่งดำเนินงานในท่าเดิมนานๆก็ยืนขึ้นมายืดเส้นยืดสายบ้างนะคะ และควรนั่งให้ถูกท่าด้วย โดยท่านั่งทำงานที่ถูกก็คือควรจะให้จอคอมพิวเตอร์อยู่ในระดับสายตาค่ะ


ความผิดแปลกของกระดูกและก็ข้อ


          ม้ำมันนวดกระดูกบริเวณข้างหลังส่วนบนนั้นประกอบไปด้วยกระดูกไหปลาร้า กระดูกไหล่ กระดูกสันหลัง แล้วก็กระดูกต้นแขน ซึ่งถ้าเกิดกำเนิดความไม่ดีเหมือนปกติกับกระดูกพวกนี้ก็อาจส่งผลให้บริเวณข้างหลังด้านขวาที่อยู่ข้างบนเกิดอาการปวดได้ โดยต้นเหตุที่ทำให้กระดูกเปลี่ยนไปจากปกติก็ได้แก่ การเกิดอุบัติเหตุ หรือข้อต่อของกระดูกที่ข้างหลังส่วนบนขวาเกิดการอักเสบ นอกเหนือจากนั้นภาวะกระดูกพรุนก็สามารถนำมาซึ่งอาการปวดที่กระดูกบริเวณขวาที่อยู่ข้างบนได้ ในขณะที่คนไข้โรคมะเร็งบางชนิดในระยะแพร่ อย่างมะเร็งเต้านม มะเร็งปอด โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก โรคมะเร็งที่ต่อมไทรอยด์ และก็มะเร็งไต ก็จะมีอาการปวดกระดูกบริเวณข้างหลังส่วนบนเช่นเดียวกัน


ความไม่ดีเหมือนปกติของอวัยวะภายใน


          ลักษณะของการปวดข้างหลังส่วนบนขวาไม่ได้เกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากกล้ามและกระดูกรอบๆหลังส่วนบนแค่นั้น แม้กระนั้นยังอาจเกิดขึ้นจากอาการเจ็บเจ็บไข้ของอวัยวะต่างๆในร่างกายได้ อาทิเช่น โรคตับ นิ่วในไตแล้วก็ในกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กส่วนต้น โรคในถุงน้ำดี หรือแม้กระทั้งอาการติดเชื้อโรคในไต หรืออาจจะเกิดจากอาการไส้ติ่งอักเสบที่ทำให้ปวดขยายขึ้นรอบๆข้างหลังทางขวาก็ได้ ส่วนคุณผู้หญิง ถ้าเกิดมีลักษณะปวดที่ข้างหลังส่วนบนขวา นั่นอาจเป็นสัญญาณของซีสต์ในรังไข่ การต่อว่าดเชื้อของท่อรังไข่ หรือการท้องนอกมดลูกที่บริเวณท่อรังไข่ได้อีกด้วยจ้ะ


โรคที่เกี่ยวกับปอด


          น้ำมันนวด ปอดเป็นอวัยวะที่อยู่ส่วนบนของร่างกายซึ่งตรงกับหลังส่วนบนพอดีเป๊ะ ด้วยเหตุดังกล่าวเมื่อปอดมีความผิดปกติก็สามารถนำไปสู่ลักษณะของการปวดหลังส่วนบนได้ โดยอาการที่จะนำมาซึ่งการก่อให้เกิดอาการปวดข้างหลังด้านบนขวาก็ได้แก่ โรคปอดบวม โรคมะเร็ง อาการติดเชื้อของเยื่อห่อหุ้มปอดหรือช่องอก นอกเหนือจากนี้อาการอุทกภัยปอด หรือแม้กระทั้งหัวใจล้มเหลว ก็เป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้มีการเกิดลักษณะของการปวดหลังด้านขวาที่อยู่ทางด้านบนได้ ด้วยเหตุดังกล่าวถ้าเกิดมีลักษณะอาการปวดที่หลังด้านบนขวาแบบเรื้อรังรวมทั้งร้ายแรง ควรจะรีบไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุดค่ะ

12

ฝรั่ง
ชื่อสมุนไพร  ฝรั่ง
ชื่ออื่นๆ/ ชื่อแคว้น มะก้วย  มะก้วยกา มะกา (จังหวัดเชียงใหม่) , มะปั่น (จังหวัดลำปาง) , บักสีดา (อีสาน) , สีดา (จังหวัดนครพนม) จุ่มโป่ (จังหวัดสุราษฎร์ธานี) , ชมพู่ (จังหวัดปัตตานี) , ยามู ,ย่าหมู (ภาคใต้) ยะมูบุเตบันยา (นาราธิวาส , มลายู) , ยะริง (ละว้า) , ฮวงเจี๊ยะหลิ่วกังซิวก้วยแปะจีฉิ่ว (จีน)
ชื่อสามัญ  Guava
ชื่อวิทยาศาสตร์  Psidium guajava Linn
วงศ์  MYRTACEAE
บ้านเกิด ฝรั่งคือผลไม้ที่มีถิ่นเกิดหรือเป็นพืชพื้นบ้านของเมริกาเขตร้อน De Candolle เชื่อว่าอยู่ระหว่างประเทศเม็กซิโก และเปรู รวมทั้งหมู่เกาะอินดีสตะวันตกด้วยชาวสเปนนำจากฝั่งแปซิฟิคไปยังฟิลิปปินส์ แล้วก็โปรตุเกสนำจากฝั่งตะวันตกไปยังประเทศอินเดีย สำหรับในประเทศไทยนั้น คาดว่ามีการนำเข้ามาในประเทศไทยในตอนสมัยของสมเด็จพระท้องนารายณ์มหาราช ปัจจุบันเป็นพืชมีขึ้นทั่วไปในเขตร้อนรวมทั้งกึ่งร้อน ปลูกเป็นไม้ผลตามบ้าน ตามสวนทั่วไป
ลักษณะทั่วไป ฝรั่งเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กสูง 5-10 เมตร ลำต้นกิ่งก้านมีเนื้อไม้เหนียวแข็งดี เปลือกต้นเรียบมีเหลืองอ่อนออกเทา รวมทั้งมีรอยลอกออกเป็นแผ่นๆก้านอ่อนมีลักษณะสี่เหลี่ยม มีขนสีขาวๆสั้น ก้านแก่ ขนตกไปหมด ยอดอ่อนมีขนสีขาวสั้นๆปกคลุม ใบเป็นใบเดี่ยวออกตรงกันข้ามกันมีน้อยที่ออกเป็นวง (ที่ข้อเดียวกันออกเกินกว่า 2 ใบ) ใบรูปไข่ยาว 5-12 ซ.ม. หรือกว้าง 3-5 ซ.มัธยม ขยี้ใบดมดูเหมือนจะมีกลิ่นหอมสดชื่น ใบบางคล้ายแผ่นหนัง ปลายใบมนหรือแหลมสั้น ฐานใบค่อยๆขยายแหลมออกมายังกลางใบ ขอบใบเรียบหลังใบมีสีเขียวแก่ มีรอยเส้นใบ (บุ๋มลงไปบางส่วน) ท้องใบมีขนสั้นๆสีขาวอ่อนนุ่ม และก็มีเส้นใบเป็นรอยนูนออกมา มีเส้นใบ 7-11 คู่ ก้านใบยาว 4 เซนติเมตร ดอกบางทีอาจออกเป็นช่อ 1-4 ดอก มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ สีเขียวกลมมน กลีบสาวบางๆหลุดร่วงง่าย ยาว 2-2.5 เซลเซียสม. มีเกสรตัวผู้มาก มีก้านเกสรตัวผู้สีขาวยาวพอกับกลีบดอก มีอับเรณูสีเหลืองอ่อน มีก้านเกสรตัวเมีย 1 อันยาวพุ่งขึ้นมาสูงกว่าก้านเกสรตัวผู้ รังไข่อยู่ด้านล่างมี 5 ห้องแล้วก็ลักษณะทรงกลม และก็มีกลีบเลี้ยงเหลือติดอยู่กับปลายผล ผลรูปทรงกลม  มีเส้นผ่าศูนย์กลางยาวราวๆ 3-15 ซ.ม. เนื้อผลส่วนใหญ่มีสีเหลือง ขาว หรือชมพู มีกลิ่นหอมยวนใจ เมล็ดแข็ง เป็นรูปไตมีจำนวนไม่น้อย ขนาดเมล็ด 0.3-0.5 ซม. สีขาวอ่อน พบมากปลูกตามบ้านหรือสวนทั่วๆไปเอาผลไว้รับประทานหรือขาย
การขยายพันธุ์    สามารถเติบโตก้าวหน้าในทุกสภาพดิน และก็ทนต่อความแล้ง รวมทั้งน้ำขังได้เล็กน้อย แต่โดยปกติมักถูกใจเจริญวัยเจริญในดินร่วนคละเคล้าทราย ที่มีสภาพพื้นที่มีการระบายน้ำดี สามารถให้ผลผลิตได้โดยประมาณ 1 ปีหลังปลูก ผลสามารถเก็บได้ในตอน 4-5 เดือน หลังติดดอก  โดยปกติจะได้ผลได้ในช่วงปลายฤดูแล้งถึงต้นฤดูฝนหมายถึงตอนมีนาคม-เดือนมิถุนายน
                ในการขยายพันธุ์ฝรั่งสามารถทำเป็นหลายวิธี ตัวอย่างเช่น การปลูกด้วยเม็ด การทาบกิ่ง การตำหนิดตา การปักชำ แม้กระนั้นแนวทางที่นิยมเยอะที่สุด คือ การตอนกิ่ง
การเตรียมดิน รวมทั้งการเตรียมแปลง สำหรับเพื่อการปลูกฝรั่งนั้น สามารถทำเป็น 2 แบบอย่างตามภาวะพื้นที่ คือ

  • พื้นที่ดินเหนียว น้ำหลากขังง่าย รวมทั้งมีระบบน้ำมากเกินพอ ให้ทำขุดร่องลุกราวๆ 1 เมตร กว้าง 1-2 เมตร เพื่อเป็นแถวร่องสำหรับในการให้น้ำ การเตรียมแปลง รวมทั้งการปลูกในรูปแบบนี้พบได้บ่อยในพื้นที่ลุ่มภาคกึ่งกลางเป็นส่วนใหญ่
  • พื้นที่ทั่วไปที่มีระบบน้ำน้อยเกินไป สามารถปลูกไว้ในแปลงโดยไม่ยกร่องหรือการชูร่องสูงราว 30 ซม. ระยะห่างระหว่างร่องราวๆ 3-4 เมตร ทั้งนี้ ให้กระทำการไถดะ 1 ครั้ง เพื่อตากดิน และกำจัดวัชพืช และไถแปร 1 ครั้ง โดยเว้นตอนห่างราว 1-2 อาทิตย์ หลังจากนั้นทำไถยกร่อง
สำหรับวิธีการปลูกฝรั่ง มีดังนี้

  • ใช้กิ่งจำพวกจากการตอนหรือการปักชำ
  • ขุดหลุมปลูก กว้าง ลึก ขนาด 50×50 ซม. แต่ละหลุมห่างกันราว 3 เมตร ระยะห่างระหว่างแถวประมาณ 3-4 เมตร หรือตามขนาดระยะห่างของร่อง
  • รองพื้นด้วยปุ๋ยธรรมชาติหรือมูลสัตว์ราว 0.5 กก./หลุม หรือขนาด 1 พลั่วตัก พร้อมคลุกดินผสมก้นหลุมให้สูงประมาณ 1 ฝ่ามือ ทั้งนี้อาจผสมปุ๋ยเคมีสูตร 16-16-8 ในอัตรา 1 กำมือ/หลุมก็ได้
  • นำกิ่งชนิด จากการตอนหรือการปักชำลงหลุมปลูก โดยกลบดินสูงเหนือปากหลุมเล็กน้อย ทั้งนี้ควรจะให้ดินกลบเหนือเขตรากสูงราวๆ 10-15 เซนติเมตร
  • ใช้หลักไม้ปักหลุม และผูกเชือกยึดลำต้น
  • เมื่อปลูกเสร็จควรให้น้ำให้เปียกในทันที


การให้น้ำ เริ่มให้น้ำครั้งแรกข้างหลังการปลูกเสร็จให้เปียกชุ่ม จากนั้น ให้น้ำทุก 2 ครั้ง/วัน รุ่งเช้า-เย็น จนถึงต้นฝรั่งตั้งตัวได้ โดยอาจเลือกใช้ระบบการให้น้ำที่มีคุณภาพ จากนั้นบางทีอาจทำให้น้ำลดน้อยลง ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ และความชื้นของดิน ซึ่งไม่ควรปล่อยให้ดินแห้ง ขาดน้ำ โดยยิ่งไปกว่านั้นในช่วงติดผล แต่ในตอนติดดอกไม่สมควรให้น้ำมากมายซึ่งในระยะนี้เพียงแต่ระวังไม่หน้าดินแห้งก็ เพียงพอ
                โดยสายพันธุ์ของฝรั่งที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน ได้แก่ พันธุ์ แป้นสีทอง , พันธุ์กิมจู , ชนิดกลมสาลี่ , จำพวกไม่มีเม็ด , ชนิดเวียดนาม ฯลฯ
องค์ประกอบทางเคมี
quercetin, quercetin-3-arabinoside , quercetin 3-O-b-L-arabinoside (guajavarin),                                    quercetin 3-O-b-D-glucoside (isoquercetin), quercetin 3-O-b-D-galactoside (hyperin),                             quercetin 3-O-b-L-rhamnoside (quercitrin) แล้วก็ quercetin 3-O gentiobioside , Tannin ในผิวฝรั่งเมื่อเอามาสกัดน้ำมันระเหย พบสารต่างๆเป็นต้นว่า 1,8-cineole  ,   a-copaene,  trans-caryophyllene  , humulene  ,  a-amorphene ,    nerolidol   , caryophyllene oxide ,  epigiobulol, longitorenedehyde , aromaden dendrene , helifdenolC อื่นๆอีกมากมาย  และก็สำหรับคุณค่าทางโภชนาการของฝรั่งต่อ (165 กรัม) คือ

  • พลังงาน 112 กิโลแคลอรี
  • เส้นใยอาหาร 8.9 กรัม
  • โปรตีน 4.2 กรัม
  • ไขมัน 1.6 กรัม
  • คาร์โบไฮเดรต 23.6 กรัม
  • วิตามินเอ 1030 IU
  • วิตามินซี 377 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 1 0.1 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 2 0.1 มก.
  • วิตามินบี 3 1.8 มก.
  • กรดโฟลิก 81 ไมโครกรัม
  • ธาตุแคลเซียม 30 มิลลิกรัม
  • ธาตุฟอสฟอรัส 66 มก.
  • ธาตุเหล็ก 0.4 มก.
  • ธาตุโพแทสเซียม 688 มก.
  • ธาตุทองแดง 0.4 มก. ที่มา : Wikipedia


ประโยชน์/คุณประโยชน์ ฝรั่งเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพที่เหมาะกับผู้ที่ต้องการลดหุ่น ลดน้ำหนัก หรือคนที่กำลังควบคุมน้ำหนัก เพราะฝรั่งอุดมไปด้วยกากใยอาหาร เมื่อกินแล้วจะมีผลให้อิ่มนาน ช่วยกำจัดท้องร้อง ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ ช่วยปรับให้ระดับการใช้อินซูลินของร่างกายให้เหมาะสม และยังช่วยล้างพิษโดยรวมได้อีกด้วย จึงมีผลทำให้ผิวพรรณมองเปล่งปลั่งสดใส โดยฝรั่งจัดคือผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงที่สุดในบรรดาผลไม้ทุกชนิด และยังมีวิตามินซีสูตระหนี่ว่าส้มถึง 5 เท่า และก็ยังนิยมนำฝรั่งไปดัดแปลงเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆได้แก่ ฝรั่งดอง ฝรั่งแช่บ๊วย พายฝรั่ง และก็ขนมอีกหลายประเภท รวมถึงประยุกต์ใช้ทำเป็นยาแคปซูลแก้ท้องเดินจากใบฝรั่ง ผลิตโดยองค์การเภสัชกรรม ซึ่งใส่แคปซูลละ 250 มิลลิกรัม
                นอกเหนือจากนั้นน้ำมันหอมระเหยในใบฝรั่งยังมีการใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมอาหาร ดังเช่นว่า หมากฝรั่ง ลูกกวาด รวมทั้งเอามาผสมหรือแต่งกลิ่นในน้ำยาบ้วนปากได้อีกด้วย ส่วนสรรพคุณทางยาของฝรั่งนั้นมีดังนี้ ตำราเรียนยาไทยกล่าวว่า เปลือกต้น, ราก รสฝาด อ่อนโยน ใช้แก้แผลมีพิษ แก้ปวดฟัน โรคลักปิดลักเปิด แก้อาการเลือดกำเดา แก้น้ำเหลืองเสีย แผลพุพอง ใบรสฝาดชุ่ม สุขุมไม่มีพิษ ใช้เป็นยาฝาดสมาน แก้ท้องร่วง บิดเรื้อรัง ลมพิษ ผื่นคัน บาดแผลที่มีเลือดออก ผลที่ยังไม่สุก รสเปรี้ยว ฝาดสุขุม ใช้แก้ท้องเดิน บิด ขจัดกลิ่นปาก แก้ปวดฟัน ผลหมูสหวานหอมใช้เป็นยาระบาย แก้อาการท้องผูก ใช้ห้ามเลือดต้านการอักเสบ ลดน้ำตาลในเลือด โดยใช้เปลือกแห้งหนัก 10 กรัม ต้มน้ำดื่ม ใบแห้งหนัก 3-5 กรัม หากเป็นใบสดใช้หนัก 15-30กรัม ต้มน้ำดื่ม ถ้าเกิดใช้ข้างนอกต้มเอาน้ำชำระล้างหรือตำพอก ผลที่ยังไม่สุก แห้งหนัก 6-10 กรัม ต้มน้ำกิน
แบบ/ขนาดวิธีการใช้

  • แก้ลำไส้อักเสบ บิด ใช้ใบสด 30-60 กรัม ต้มน้ำกิน
  • แก้กระเพาะไส้อักเสบรุนแรงแล้วก็ท้องร่วง ที่เกิดจากการย่อยไม่ดี ใช้ใบแห้งหนัก 10-15 กรัม ต้มน้ำกิน
  • แก้บาดแผลมีสาเหตุจากการหกล้มหรือกระทบกระแทกหรือบาดแผลมีเลือดออก ใช้ใบสดตำพอกแผลภายนอก
  • แก้ปวดฟัน ใช้เปลือกรากผสมน้ำส้มสายชูต้มเอามาอมแก้ปวดฟัน
  • แก้เด็กเป็นแผลเล็กแผลน้อยเรื้อรัง ใช้เปลือก ราก ต้มร่วมกับขนไก่ เอามาล้างบาดแผล
  • แก้ผิวหนังเป็นผื่นผื่นคัน ใช้เปลือกต้นสดและใบต้นเอาน้ำล้างรอบๆที่เป็น
  • แก้ท้องเดิน ใช้ใบหรือผลดิบ ต้มกินต่างชา (ใบแห้ง 5 กรัม ใส่น้ำ 100 มิลลิลิตร)
  • ใช้สวนล้างช่องคลอดข้างหลังคลอด ใช้น้ำต้มจากใบสดอุ่นๆสวนล้าง
  • ใช้สำหรับการขจัดกลิ่นปาก ด้วยการนำใบสด 3-5 ใบมาบดแล้วคายกากทิ้ง
  • ช่วยรักษาอาการเสียงแห้ง แก้คออักเสบโดยการใช้ผลที่ตากแห้งต้มน้ำกิน
  • ยอดอ่อนๆปิ้งไฟให้เหลืองกรอบ ชงน้ำกินแก้ท้องเสีย บิด ใบสดเคี้ยวอมดับกลิ่นยาสูบ เหล้า แล้วก็กลิ่นปากเจริญ
การเรียนรู้ทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ลดการบีบตัวของไส้ แก้ท้องเดิน             จากการศึกษาเรียนรู้วิจัยฤทธิ์ทางยาของฝรั่งพบว่าการให้ยาเม็ดแคปซูลใบฝรั่งทีละ 500 มก. ทุก 6 ชั่วโมง ตรงเวลา 3 วัน กับคนป่วยที่เป็นโรคอุจจาระหล่น 122 คน สามารถลดปริมาณครั้งของการอึ ระยะเวลาที่ถ่ายอุจจาระ และก็ปริมาณน้ำเกลือที่ให้ตอบแทนได้  การให้ยาเม็ดแคปซูลฝรั่งขนาด 500 มก. (ที่มีสารฟลาโวนอยด์ 1 มิลลิกรัม/แคปซูล 500 มก.)  ทุก 8 ชั่วโมง ตรงเวลา 3 วันในคนเจ็บที่มีลักษณะท้องเดิน ปวดท้อง จำนวน 50 คน จะสามารถลดการบีบตัวของไส้และลดช่วงเวลาเจ็บท้องได้   การให้ยาต้มของฝรั่งในผู้ป่วยเด็กที่เป็นโรคไส้อักเสบจากเชื้อไวรัส (Rota virus) 62 คน ทำให้อาการดียิ่งขึ้นด้านใน 3 วัน ระยะเวลาท้องร่วงสั้นลง และไม่พบเชื้อ Rota virus ในอุจจาระมากกว่าเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม
                 สารสกัดใบฝรั่งด้วยคลอโรฟอร์ม เฮกเซน เมทานอล และก็น้ำ สามารถลดการเคลื่อนไหว และก็การหดเกร็งของลำไส้เล็กของหนูตะเภาและก็หนูแรทที่ถูกเหนี่ยวนำให้มีการเคลื่อนไหวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆด้วยอะเซทิลโคลีน  สารสกัดใบฝรั่งด้วยเอทานอลร้อยละ 50 สามารถยั้งการยุบตัวของลำไส้เล็กส่วนปลายของหนูเม้าส์ที่ถูกรั้งนำให้หดตัวด้วยกระแสไฟ อะเซทิลโคลีน และแบเรียมคลอไรด์ได้อย่างสมบูรณ์ แล้วก็สามารถยั้งอาการท้องร่วงในหนูเม้าส์ที่ถูกชักจูงให้กำเนิดอาการท้องร่วงด้วยน้ำมันละหุ่ง โดยฝรั่งจะไปเพิ่มการดูดซึมน้ำในไส้รวมทั้งลดการบีบตัวของไส้   สารสกัดด้วยน้ำของใบฝรั่งสดสามารถยับยั้งอาการท้องเดินได้ โดยลดปริมาณครั้งของการอุจจาระในหนูซึ่งถูกเหนี่ยวนำให้กำเนิดอาการท้องเดินด้วยยา microlax ได้
                 ส่วนสกัดของสารกลุ่ม polyphenolic, saponin และก็ alkaloid จากใบฝรั่ง สามารถยั้งการหดเกร็งของลำไส้เล็กของหนูตะเภาที่เหนี่ยวนำให้หดเกร็งด้วยอะเซทิลโคลีนและก็โปตัสเซียมคลอไรด์ได้   สาร quercetin และ quercetin-3-arabinoside จากใบฝรั่ง สามารถต้านทานการยุบตัวของลำไส้เล็กที่ถูกเหนี่ยวนำด้วยอะเซทิลโคลีน ทำให้ลำไส้มีการขยับเขยื้อนลดลง  นอกนั้นสาร quercetin ในใบฝรั่งยังสามารถยั้งการหดเกร็งของลำไส้เล็กในหนูแรทแล้วก็หนูตะเภาซึ่งรั้งนำให้เกิดอาการหดเกร็งด้วยสารละลายโปตัสเซียม  อะเซทิลโคลีน ธาตุแบเรียมคลอไรด์ ฮีสตามีน และซีโรโทนินได้ และสามารถลดความสามารถสำหรับการซึมผ่านของๆเหลวของหลอดเลือดฝอยรอบๆท้องซึ่งมีผลช่วยรักษาอาการท้องเดิน  สาร quercetin 3-O-b-L-arabinoside (guajavarin), quercetin 3-O-b-D-glucoside (isoquercetin), quercetin 3-O-b-D-galactoside (hyperin), quercetin 3-O-b-L-rhamnoside (quercitrin) รวมทั้ง quercetin 3-O-gentiobioside จากใบฝรั่ง สามารถลดการยุบเกร็งของลำไส้เล็กหนูเม้าส์ได้   สาร asiatic acid จากใบฝรั่งมีผลทำให้กล้ามเนื้อของลำไส้เล็กส่วนปลายของกระต่ายคลายตัว  สารสกัดผลฝรั่งดิบด้วยเมทานอลมีฤทธิ์ต่อต้านการหลั่งอะเซทิลโคลีนในลำไส้เล็กของหนูแรทรวมทั้งหนูตะเภาได้ แม้กระนั้นมีฤทธิ์น้อยกว่าอะโทรป่ายปีน โดยฝรั่งส่งผลทำให้ไส้มีการเคลื่อนลดน้อยลง ทำให้รักษาอาการท้องร่วงได้    สารสกัดฝรั่ง (ไม่เจาะจงส่วน) สามารถลดการบีบตัวของลำไส้เล็กของหนูแรทได้
ฤทธิ์ต่อต้านเชื้อแบคทีเรียมีการศึกษาเล่าเรียนการต้านเชื้อแบคทีเรียหลายรายงาน ได้แก่ สารสกัดเอทานอลของฝรั่ง สามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย Escherichia coli, Salmonella enteritidis, Shigella flexneri ได้  สารสกัดน้ำ ความเข้มข้น 10-5 มคล./มิลลิลิตร ทดลองในจานเพาะเลี้ยงเชื้อ  พบว่าสามารถยั้งการเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย Shigella dysenteriae ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคบิดได้ สารสกัดเปลือกต้น
ด้วย 70% เอทานอล  ความเข้มข้น 250 มิลลิกรัม/มล. ทดลองในจานเพาะเลี้ยงเชื้อ พบว่าสามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุที่กระตุ้นให้เกิดโรคอุจจาระหล่นหมายถึงStaphylococcus aureus, Vibrio cholerae รวมทั้ง V. parahaemolyticus แม้กระนั้นไม่เป็นผลต่อเชื้อ E. coli, Shigella  flexneri, Salmonella typhimurium สารสกัดราก กิ่ง แล้วก็ใบฝรั่งด้วย 50% เอทิลอัลกอฮอล์  ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อ  พบว่าสามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย E. coli, Sh. dysenteriae, Sh. flexneri, S. typhimurium ที่เป็นสาเหตุนำไปสู่โรคติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร แม้กระนั้นไม่เป็นผลต่อเชื้อ Salmonella enteritidis สารสกัดกิ่งฝรั่งด้วยเอทานอล:น้ำ อัตราส่วน 1:1 ความเข้มข้น 50 มคลิตร สามารถต้านทานเชื้อแบคทีเรีย Sh. dysenteriae, Sh. flexneri (ซึ่งก่อให้เกิดโรคบิด) E. coli (แบคทีเรียในลำไส้) S. typhimurium (ก่อให้เกิดโรคไทฟอยด์) แต่ไม่เป็นผลต่อเชื้อ S. enteritidis สารสกัดทิงเจอร์ของฝรั่ง สามารถยั้งเชื้อแบคทีเรีย V. chlorea ที่เป็นสาเหตุของอหิวาต์ ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้แม้กระนั้นสำเร็จปานกลาง  น้ำมันหอมระเหยของใบฝรั่ง สามารถยั้งเชื้อแบคทีเรีย Staphylococcus aureus แต่ว่าไม่มีผลต่อเชื้อ Bacillus subtilis, E. coli, S. typhimurium ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้  สารสกัดใบฝรั่งด้วยปิโตรเลียมอีเทอร์ ความเข้มข้น 1,000 มคก./มล. สามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย Enterococcus faecalis ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ แต่ว่าไม่เป็นผลต่อเชื้อ E. coli, S. typhimurium, S. aureus สารสกัดใบฝรั่งด้วยน้ำ ความเข้มข้น 20 มก./มล. พบว่าสามารถต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย S. dysenteriae 1 (ก่อให้เกิดโรคบิด) และก็ V. chlorea (กระตุ้นให้เกิดอหิวาต์) ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ ซึ่งขนาดความเข้มข้นต่ำสุดที่ยั้งได้ (MIC) มีค่าเท่ากับ 1.25, 5 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร ตามลำดับ
สารสกัดผลดิบของฝรั่งด้วยเมทานอล  ในขนาด 50,100, 300 มิลลิกรัม/กก. สามารถต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย Sh. dysenteriae 1, Sh. dysenteriae 2, Sh. dysenteriae 4, Sh. dysenteriae 8 และก็ V. chlorea 1350 ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ ซึ่งความเข้มข้นต่ำสุดที่ยับยั้งได้ (MIC) มีค่าพอๆกับ 100-200 มคกรัม/มล. สารสกัดหยาบคายของใบฝรั่ง สามารถยับยั้งการเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย Vibrio ที่แยกได้จากกุ้งว่าวกุลาดำที่เป็นโรค 23 สายพันธุ์ ซึ่งความเข้มข้นต่ำสุดที่ยั้งได้ (MIC) มีค่าพอๆกับ 1.25-5.00 มก./มล. สารสกัดใบฝรั่งด้วยอะซีโตน แล้วก็ 95% เอทานอล สามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย Salmonella B, S. newport, S. typhimurium, Sh.  flexneri ยิ่งกว่านั้นสารสกัดใบ ลำต้นฝรั่งด้วย 95% เอทานอล ยังสามารถต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย E. coli ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้อีกด้วย  สารสกัดใบ ลำต้นฝรั่งด้วยน้ำ สามารถต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย E. coli, Sh. flexneri, S. aureus แต่ว่าไม่เป็นผลต่อเชื้อ Salmonella B, S. newport แล้วก็ S. typhimurium ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อ
สารสกัดใบฝรั่งด้วยเมทานอล  สามารถต้านทานเชื้อแบคทีเรีย Sh. flexneri ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ ซึ่งความเข้มข้นต่ำสุดที่ยั้งได้ (MIC) มีค่าพอๆกับ 10 มิลลิกรัม/วัน แต่เห็นผลไม่แน่นอนต่อเชื้อ E. coli, S. typhimurium สารสกัดใบฝรั่งด้วย 95% เอทานอล ความเข้มข้น 1,000 มคกรัม/มล. พบว่าสามารถต้านเชื้อแบคทีเรียที่นำมาซึ่งโรคอุจจาระหล่น อย่างเช่น Salmonella D, Sh. dysenteriae 1, Sh. flexneri 2A, Sh. flexneri 4A  ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้  แต่ไม่มีผลต่อเชื้อ Salmonella B, S. typhimurium type 2, Shigella bodyii, Sh. bodyii 5, Sh. dysenteriae 2, Sh. flexneri 3A, Sh. sonnei  ส่วนสกัดแทนนินจากใบฝรั่ง ความเข้มข้น 85, 95, 95, 100, 110 มคก./มิลลิลิตร สามารถต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย Sh. flexneri, S. enteritidis, S. aureus , Escherichia piracoli, E. coli ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ เป็นลำดับ    สารสกัดใบฝรั่งด้วยเมทานอล  สามารถต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย Salmonella spp. ได้ 2 สายพันธุ์  และต้านทานเชื้อ Sh.  flexneri, Sh. virchow, Sh. dysenteriae และก็เชื้อ E. coli ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ สารสกัดใบฝรั่งด้วยเอทานอล:น้ำ(1:1)รวมทั้งอะซีโตน สามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย E. coli ที่เป็นต้นเหตุของโรคอุจจาระร่วงได้ สารสกัดลำต้นฝรั่งด้วย 95% เอทานอล สามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย S. newport แล้วก็ S. typhimurium, Sh. flexneri ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ แต่ไม่เป็นผลต่อเชื้อ Salmonella B, S. aureus   น้ำคั้นจากผลฝรั่ง ไม่สามารถที่จะต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย Bacillus typhosus ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคไข้รากสาดน้อยได้ สารสกัดส่วนที่อยู่เหนือดินด้วยอัลกอฮอล์ แล้วก็น้ำ (1:1) ความเข้มข้นมากกว่า 25 มคกรัม/มิลลิลิตร ไม่อาจจะต้านทานเชื้อแบคทีเรีย B. subtilis, E. coli, S. typhosa
มีการทำการค้นคว้าโดย ปัญจางค์ ธนังเราล และก็แผนก ในผู้ป่วย 122 คน ที่เป็นโรคอุจจาระหล่น เป็นชาย 64 คน และก็หญิง 58 คน ซึ่งอยู่ในช่วงอายุ 16-55 ปี ทำการศึกษาเทียบโดยวิธีการสุ่ม โดยนำใบฝรั่งอบแห้งแล้วบดเป็นผุยผง บรรจุแคปซูล ขนาด 250 มก. ลักษณะเดียวรวมทั้งขนาดเดียวกับ tetracyclin และบริหารการรับประทานยาเหมือนกันหมายถึง500 มก. ทุก 6 ชั่วโมง เป็นเวลา 3 วัน ทั้งคู่กลุ่ม พบว่าใบฝรั่งสามารถลดจำนวนอุจจาระ ระยะเวลาที่ขี้ รวมทั้งจำนวนน้ำเกลือที่ให้ชดเชยได้
มีการศึกษาเล่าเรียนในผู้เจ็บป่วยเด็ก 62 คน ที่เป็นโรคลำไส้อักเสบจากเชื้อไวรัส (Rota virus) โดยให้กินยาต้มของฝรั่ง พบว่าอาการดีขึ้นข้างใน 3 วัน รวมทั้งช่วงเวลาท้องเดินสั้นลงกว่ากรุ๊ปควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ (p<0.05) ปริมาณโซเดียมแล้วก็เดกซ์โทรสในอุจจาระลดน้อยลง และก็ผลการตรวจอุจจาระไม่เจอเชื้อ Rota virus สูงถึง 87.1% ขณะที่กรุ๊ปควบคุมไม่เจอเชื้อ Rota virus 58.1% มีความหมายว่ายาต้มของฝรั่งมีคุณภาพสำหรับการรักษาอาการท้องเดินในผู้ป่วยไส้อักเสบจากเชื้อ Rota virus ได้
ฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบ   จากการศึกษาทางคลินิกในคนเจ็บ 70 คน ที่มีเหงือกอักเสบ พบว่าน้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากใบฝรั่งสามารถลดการอักเสบได้ปริมาณร้อยละ 19.8 แล้วก็ลดรอยโรคที่ความร้ายแรง ได้ปริมาณร้อยละ 40 เมื่อเปรียบเทียบกับน้ำยาบ้วนปากที่ไม่มีส่วนประกอบของสารสกัดจากใบฝรั่ง หลังจากที่ได้มีการใช้ตรงเวลา 3 อาทิตย์
            สารสกัดใบฝรั่งด้วยน้ำขนาด 50-800 มก./กิโล เมื่อฉีดเข้าช่องท้องพบว่ามีฤทธิ์ต้านการอักเสบแบบทันควัน  เมื่อทดลองกับอุ้งเท้าหนูที่ถูกรั้งนำให้มีการอักเสบด้วยไข่ขาวสด ยิ่งไปกว่านี้เมื่อฉีดน้ำมันหอมระเหยจากใบฝรั่งเข้าทางช่องท้องของหนูแรทในขนาด 0.8 มล./โล พบว่าสามารถยับยั้งการอักเสบที่ถูกเหนี่ยวนำด้วยสาร carrageenan ได้
สารสกัดจากผลฝรั่งด้วยเมทานอลเมื่อฉีดเข้าทางช่องท้องของหนูแรท พบว่าสามารถยับยั้งการอักเสบของอุ้งเท้าหนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้มีการอักเสบด้วยสาร carrageenan, kaolin และก็ formaldehyde ได้ ยิ่งไปกว่านี้สารสกัดผลฝรั่งด้วยเมทานอลเมื่อฉีดเข้าทางท้องของหนูเม้าส์จะสามารถยั้งการอักเสบรวมทั้งลดอาการเจ็บปวดที่ถูกเหนี่ยวนำด้วย acetic acid  ได้ดียิ่งไปกว่าแอสไพรินที่ให้ในขนาดเสมอกันนิดหน่อย
เมื่อนำใบฝรั่งมาหมักกับราและก็แบคทีเรียอย่างเช่น Phellinus linteus (ส่วนเส้นใย) Lactobacillus plantarum และ Saccharomyces cerevisiae แล้วเอามาสกัดด้วยเอทานอล พบว่าสารสกัดที่ได้มีฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบโดยยับยั้งการสร้างสารที่นำไปสู่การอักเสบคือ ไนตริกออกไซด์รวมทั้ง พรอสต้าแกรนดิน อี 2 ในหลอดทดลอง นอกจากนี้สารสกัดฝรั่งด้วยเอทานอลแล้วก็น้ำยังออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้างไนตริกออกไซด์
             สารสกัดใบฝรั่งด้วยเอทิลอะซีเตตมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ แล้วก็แก้แพ้โดยยับยั้งการตอบสนองต่อแอนติเจนที่ชักพาให้มีการแพ้และการอักเสบ
ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด                 สารสกัดใบฝรั่งด้วยเอทานอลมีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดในหนูแรทที่ถูกโน้มน้าวให้เป็นโรคเบาหวานด้วยการฉีด alloxan เข้าหลอดโลหิตดำโดยสารสกัดใบฝรั่งออกฤทธิ์ใน 2 ชั่วโมง มีฤทธิ์สูงสุดในชั่วโมงที่ 6 รวมทั้งหมดฤทธิ์ใน 24 ชั่วโมง
ฤทธิ์ต่อต้านเซลล์ของโรคมะเร็ง      สารสกัดใบฝรั่งมีความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็ง murine fibrosarcoma และเซลล์มะเร็งเต้านม

การศึกษาทางพิษวิทยา
การทดลองความเป็นพิษ  พิษเฉียบพลัน  สารสกัดด้วยน้ำจากใบ LD50 มีค่ามากกว่าหรือพอๆกับ 20 ก./กิโลกรัม  เมื่อให้ทางปากในหนูถีบจักร 2 เพศ และก็มีค่ามากกว่า 5 ก./กิโลกรัม  เมื่อฉีดเข้าทางช่องท้อง สารสกัดเอทานอล (50%) จากส่วนเหนือดิน LD50 มีค่าพอๆกับ 0.188 เมื่อฉีดเข้าท้องในหนูถีบจักร พิษเรื้อรัง  การให้สารสกัดน้ำจากใบทางปาก ขนาด 0.2, 2 รวมทั้ง 20 กรัม/กิโลกรัม วันแล้ววันเล่าติดต่อกันเป็นเวลา 6 เดือน  พบว่าอัตราการเพิ่มของน้ำหนักตัวต่ำลง ในกรุ๊ปที่ได้รับสารสกัด เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมที่ได้รับน้ำ เวลาที่ไม่พบความต่างของจำนวนของกินที่กินในทุกกรุ๊ป ความประพฤติทั่วๆไปปกติในทุกกลุ่ม หนูเพศผู้หรูหรา ALP, SGPT (ลักษณะการทำงานของตับ), BUN (รูปแบบการทำงานของไต) และก็ WBC สูงมากขึ้น ในขณะที่ระดับของโซเดียมและคลอเลสเตอรอลในเลือดต่ำลง น้ำหนักของตับและก็ไตเพิ่มขึ้น การตรวจทางจุลทัศนกายตอน เจอการเปลี่ยนแปลงของไขมันและก็ลักษณะ hydronephrosis หนูเพศภรรยาหรูหราโซเดียม โปแตสเซียม และก็อัลบูมินในเลือดเพิ่มขึ้น ในตอนที่เกร

13

โรคต่อมทอนซิลอักเสบ (Tonsillitis)
โรคต่อมทอนซิลอักเสบเป็นอย่างไร  ต่อมทอนซิล เป็นอวัยวะที่อยู่ภายในลำคอ ซึ่งคือต่อมคู่ซ้ายขวาใกล้กับโคนลิ้น โดยเป็นต่อมน้ำเหลืองที่ทำหน้าที่จับสิ่งปลอมปนจากอาหาร , น้ำดื่มและก็การหายใจ อาทิเช่น แบคทีเรียที่เข้าสู่ร่างกายคล้ายกองทหารด่านหน้า แล้วก็บ่อยครั้งที่ต่อมทอนซิลมักมีการอักเสบขึ้น
ต่อมทอนซิลอักเสบ หรือต่อมทอนซิลอักเสบ (Tonsillitis)เป็นโรคจากการอักเสบติดโรคของต่อมทอนซิลซึ่งเป็นโรคมักพบโรคหนึ่ง พบได้ในทุกอายุ แต่พบได้ทั่วไปกว่าในเด็ก และไม่ค่อยพบในคนแก่และผู้สูงอายุ ช่องทางกำเนิดโรคเท่ากันในผู้หญิงและเพศชาย  ต่อมทอนซิลอักเสบพบได้การอักเสบติดโรครุนแรงซึ่งเมื่อเกิดมักมีลักษณะอาการรุนแรงกว่า แต่ว่ารักษาหายได้ภายใน 1 - 2 สัปดาห์ และอักเสบเรื้อรังที่ชอบเป็นๆหายๆอาการแต่ละครั้งรุนแรงน้อยกว่าจำพวกเฉียบพลัน แม้กระนั้นมีลักษณะอาการอักเสบฉับพลันซ้อนได้เป็นช่วงๆซึ่งนิยามของต่อมทอนซิลอักเสบเรื้อรังยกตัวอย่างเช่น มีต่อมทอนซิลอักเสบเกิดขึ้นขั้นต่ำ 7 ครั้งใน 1 ปีที่ผ่านมา หรืออย่างน้อย 5 ครั้งทุกปีต่อเนื่องกันใน 2 ปีที่ผ่านมา หรือขั้นต่ำ 3 ครั้งทุกปีติดต่อกันใน 3 ปีที่ล่วงเลยไป
ทั้งยังโรคนี้กำเนิดได้จากหลายสาเหตุ ได้แก่มีต้นเหตุมาจากกรุ๊ปโรคติดเชื้อและกลุ่มโรคไม่ติดเชื้อ ซึ่งในบทความนี้จะขอกล่าวถึงการอักเสบจากโรคติดเชื้อไวรัสและก็เชื้อแบคทีเรียซึ่งเจอได้เป็นส่วนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อมทอนซิลอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า “เบต้า-ฮีโมไลติเตียนกสเตรปโตค็อกคัสกลุ่มเอ” (Group A beta-hemolytic streptococcus) หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “สเตรปโตค็อกคัส ไพโอจีเนส” (Streptococcus pyogenes) ซึ่งอาจทำให้คนไข้มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงตามมาได้
ที่มาของโรคต่อมทอนซิลอักเสบ การต่อว่าดเชื้อที่ต่อมทอนซิลโดยมากมีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียที่ผ่านเข้าทางปาก โดยต่อมทอนซิลจะช่วยคุ้มครองปกป้องการติดเชื้อด้วยการผลิตเซลล์เม็ดเลือดขาวออกมาต่อสู้กับเชื้อโรค แล้วก็เนื่องจากเป็นภูมิต้านทานด่านแรก ต่อมทอนซิลก็เลยเป็นอวัยวะที่เสี่ยงต่อการอักเสบและติดโรคมากมาย
โดยต่อมทอนซิลอักเสบส่วนมาก เป็นการติดเชื้อไวรัส ซึ่งเจอได้สูงขึ้นยิ่งกว่าการต่อว่าดเชื้ออื่นๆโดยประมาณ 70 - 80% ของต่อมทอนซิลอักเสบทั้งผอง ซึ่งเชื้อไวรัสที่ก่อโรคต่อมทอนซิลอักเสบมีหลายประเภทอย่างเช่น

  • ไรโนไวรัส (Rhinoviruses) ไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคหวัดทั่วๆไป
  • ไวรัสอินฟลูเอนซา (Influenza) ไวรัสที่เป็นต้นเหตุของไข้หวัดใหญ่
  • ไวรัสพาราอินฟลูเอนซา (Parainfluenza) ก่อให้เกิดโรคกล่องเสียงอักเสบและก็กรุ๊ปอาการครู้ป
  • เชื้อไวรัสเอนเทอร์โร (Enteroviruses) ต้นเหตุของโรคมือเท้าปาก
  • ไวรัสรูบิโอลา (Rubeola) ก่อให้เกิดโรคฝึก
  • ไวรัสอะดีโน (Adenovirus) เชื้อไวรัสที่มักเป็นสาเหตุ ที่มา : wikipedia           ของอาการท้องร่วง
  • ไวรัสเอ็บสไตน์บาร์ (Epstein-Barr) ซึ่งสามารถนำมาซึ่งโรคโมโนนิวคลีโอสิส แม้กระนั้นทอนซิลอักเสบที่เกิดขึ้นมาจากแบคทีเรียประเภทนี้จะพบได้นานๆครั้ง
  • และก็อีกมูลเหตุหนึ่งเป็นการติดเชื้อแบคทีเรียประมาณ 15 - 20 %


ต้นเหตุของต่อมทอนซิลอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียที่พบได้ทั่วไปที่สุดเกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากการเชื้อสเต็ปโตคอคคัสกลุ่ม  ที่ส่งผลให้เกิดทอนซิลอักเสบแบบเป็นหนอง (exudative tonsil litis)
ลักษณะโรคต่อมทอนซิลอักเสบ โดยธรรมดาโรคต่อมทอนซิลอักเสบมักกำเนิดร่วมกับการอักเสบติดเชื้อของคอเสมอ
ลักษณะของโรคต่อมทอนซิลอักเสบแยกได้เป็น 2 กรุ๊ปใหญ่ๆเป็น

  • กรุ๊ปที่มีต้นเหตุที่เกิดจากไวรัส มีอาการเจ็บคอนิดหน่อยถึงปานกลาง และไม่เจ็บเพิ่มมากขึ้นตอนกลืน อาจมีอาการเป็นหวัด น้ำมูกใส ไอ เสียงแหบ เป็นไข้ ปวดศีรษะเล็กน้อย ตาแดง บางคนอาจมีอาการท้องเดินหรือถ่ายเหลวร่วมด้วย  การตรวจทานคอจะพบผนังคอหอยแดงเพียงแค่เล็กๆน้อยๆ ต่อมทอนซิลอาจโตนิดหน่อยมีลักษณะแดงเพียงนิดหน่อย
  • กลุ่มที่มีต้นเหตุที่เกิดจากแบคทีเรีย จะมีลักษณะอาการไข้สูงเกิดขึ้นฉับพลัน หนาวสั่น  ปวดหัว  เมื่อยตามตัว  อ่อนเพลีย  ไม่อยากกินอาหาร  เจ็บคอมากจนกลืนน้ำลายหรืออาหารตรากตรำ  อาจมีอาการปวดร้าวขึ้นไปที่หู  บางบุคคลอาจมีอาการปวดท้อง  หรืออ้วกแล้วก็มีกลิ่นปากร่วมด้วย  มักจะไม่มีอาการน้ำมูกไหล ไอ  หรือตาแดง  แบบการตำหนิดเชื้อจากไวรัส


                นอกเหนือจากนั้นจะพบฝาผนังคอหอยและเพดานอ่อน  มีลักษณะแดงจัดรวมทั้งบวม  ทอนซิลบวมโตสีแดงจัด  แล้วก็มีแผ่นหรือจุดหนองสีขาวๆเหลืองๆติดอยู่บนทอนซิล  นอกเหนือจากนั้น       ยังบางทีอาจตรวจพบต่อมน้ำเหลืองที่ใต้ขากรรไกรบวมโตรวมทั้งเจ็บ
ขั้นตอนการรักษาโรคต่อมทอนซิลอักเสบ
การวินิจฉัยโรคทอนซิลอักเสบ หมอจะวิเคราะห์เบื้องต้นด้วยอาการแสดงแล้วก็การตรวจคอโดยบางทีอาจใช้กรรมวิธีต่อแต่นี้ไป

  • ใช้ไฟฉายส่องมองรอบๆคอ และก็อาจมองรอบๆหูรวมทั้งจมูกร่วมด้วย เพราะว่าเป็นรอบๆที่แสดงอาการติดเชื้อได้เช่นกัน
  • ตรวจสอบผื่นแดงที่เป็นอาการโรคไข้อีดำอีแดงซึ่งเป็นผลมาจากเชื้อแบคทีเรียตัวเดียวกับกับโรคคออักเสบ
  • ตรวจด้วยการคลำสัมผัสเบาๆที่ลำคอเพื่อดูว่าต่อมน้ำเหลืองบวมหรือไม่
  • ใช้เครื่องสเต็ทโทสโคปฟังเสียงจังหวะการหายใจของคนเจ็บ


ถ้าหากพบผนังคอหอยและทอนซิลมีลักษณะแดงเพียงนิดหน่อยไหมกระจ่างแจ้ง ก็มักมีสาเหตุจากการติดเชื้อไวรัส   ถ้าเกิดต่อมทอนซิลบวมโต แดงจัด และก็มีแผ่นหรือจุดหนองติดอยู่บนต่อมทอนซิล  ก็ชอบเกิดขึ้นได้เนื่องมาจากเชื้อแบคทีเรีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเชื้ออนุภาคเบตาฮีโมโลติกสเตรปโตค็อกคัส กรุ๊ปเอ  ในรายที่ไม่มั่นใจหมออาจต้องทำการตรวจหาเชื้อจากบริเวณคอหอยและต่อมทอนซิล  โดยใช้แนวทางที่เรียกว่า "rapid strep test" ซึ่งสามารถรู้ผลตอบแทนในไม่กี่นาที หากผลการตรวจคลุมเครือ  ก็อาจต้องกระทำเพาะเชื้อซึ่งจะรู้ผลใน 1-2 วัน

การดูแลและรักษาโรคต่อมทอนซิลอักเสบ แพทย์จะให้การรักษาตามต้นเหตุที่เจอ คือ

  • มีต้นเหตุมาจากเชื้อไวรัส ก็จะให้การรักษาแบบจุนเจือตามอาการ ดังเช่นว่า ยาลดไข้ แก้ไอ แก้หวัด ไม่มีการให้ยาปฏิชีวนะ เนื่องจากว่าไม่อาจจะฆ่าเชื้อไวรัสได้ ซึ่งอาการของโรคชอบหายได้ภายใน 1 อาทิตย์
  • มีต้นเหตุที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เว้นเสียแต่ให้ยาบรรเทาตามอาการแล้ว ก็จะให้ยาปฏิชีวนะรักษาด้วย ได้แก่ เพนิสิลลินวี (Penicillin V) อะม็อกซีซิลลิน (Amoxicillin) อีริโทรไมซิน (Erythromyin)  อาการมักดีขึ้นหลังกินยาปฏิชีวนะ 48-72 ชั่วโมง  โดยแพทย์จะให้กินยาตลอดจนครบ 10 วัน เพื่อคุ้มครองป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่างๆตามมา


ดังนี้การรับประทานยาปฏิชีวนะควรต้องกินให้ครบตามคำแนะนำของหมอ เพื่อมั่นใจว่าแบคทีเรียถูกกำจัดจนกระทั่งหมด เพราะเชื้อแบคทีเรียที่กำจัดไม่หมดอาจจะส่งผลให้การตำหนิดเชื้อห่วยแตกลงหรือแพร่ระบาดไปยังส่วนอื่นของร่างกาย นอกเหนือจากนั้นในเด็กยังเสี่ยงเกิดภาวะเข้าแทรก ดังเช่นว่า การติดเชื้ออย่างรุนแรงที่ไต รวมทั้งไข้รูมาติกซึ่งเป็นการติดเชื้อบริเวณลิ้นหัวใจร่วมกับจับไข้ตามมาได้
ยิ่งไปกว่านี้ยังมีวิธีการผ่าตัดเอาต่อมทอนซิลออก (tonsillectomy) ซึ่งเป็นแนวทางรักษาทอนซิลอักเสบที่เป็นซ้ำหลายครั้ง หรือต่อมทอนซิลอักเสบเรื้อรัง หรือต่อมทอนซิลอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียที่ไม่สนองตอบต่อการดูแลรักษาด้วยยาปฏิชีวนะเพียงแค่นั้น โดยสังเกตได้จากลัษณะดังกล่าวต่อไปนี้

  • ทอนซิลอักเสบมากกว่า 7 ครั้งในรอบหนึ่งปี
  • ทอนซิลอักเสบมากยิ่งกว่า 4-5 ครั้งในรอบหนึ่งปีเป็นระยะเวลา 2 ปีที่ล่วงเลยไป
  • ต่อมทอนซิลอักเสบมากยิ่งกว่า 3 ครั้งในรอบหนึ่งปีเป็นระยะเวลา 3 ปีที่ล่วงเลยไป


ยิ่งไปกว่านี้ หมอยังบางทีอาจใช้การผ่าตัดต่อมทอนซิลในกรณีที่ต่อมทอนซิลอักเสบกระตุ้นให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่ยากจะรักษาตามมา ดังเช่นว่า

  • ภาวการณ์หยุดหายใจขณะที่กำลังนอนหลับ (นำมาซึ่งอาการนอนกรมด้วยเหตุว่าต่อมทอนซิลโต)
  • หายใจไม่สะดวก (ด้วยเหตุว่าต่อมทอนซิลโตมากจนกระทั่งอุดกั้นทางเดินหายใจ)
  • กลืนตรากตรำ โดยเฉพาะเมื่อกลืนเนื้อหรือของกินชิ้นหนาๆ
  • เป็นฝีที่ใช้ยาปฏิชีวนะแล้วยังไม่ดีขึ้น
  • มีต่อมทอนซิลโตด้านเดียว ซึ่งอาจเป็นอาการโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง (ต่อมทอนซิล)


ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญของโรคต่อมทอนซิลอักเสบ  การบวมอักเสบของต่อมทอนซิลหลายครั้งหรือเรื้อรังอาจตามมาด้วยภาวะแทรกซ้อนอื่นๆดังเช่น เกิดภาวะหยุดหายใจขณะกำลังหลับ หายใจติดขัด การติดเชื้อที่แพร่ลึกลงไปสู่เยื่อโดยรอบ
ส่วนภาวะแทรกซ้อนที่จะก่อให้เกิดโรคต่างๆตามมา อย่างเช่น  ในกลุ่มที่เป็นผลมาจากไวรัส โดยมากจะไม่มีภาวะแทรกซ้อน ส่วนผู้ที่ลักษณะโรคร่วมกับจับไข้หวัด  ไข้หวัดใหญ่  ก็อาจมีภาวะแทรกซ้อน ดังเช่นว่า ไซนัสอักเสบ หูชั้นกึ่งกลางอักเสบ หลอดลมอักเสบ  ปอดอักเสบ เป็นต้น แล้วก็ในกลุ่มที่เกิดขึ้นได้เนื่องมาจากเชื้อแบคทีเรีย อาจมีภาวะแทรกซ้อนดังนี้

  • เชื้ออาจลุกลามไปยังบริเวณใกล้เคียง ทำให้เป็นหูชั้นกึ่งกลางอักเสบ จมูกอักเสบ ภูมิแพ้ ปอดอักเสบ ฝีที่ทอนซิล
  • เชื้อบางทีอาจเข้ากระแสโลหิตแพร่ไปยังที่ต่างๆ ทำให้เป็นข้ออักเสบชนิดทันควัน กระดูกอักเสบเป็นหนอง  เยื่อหุ้มสมองอักเสบ
  • ทำให้เกิดปฏิกิริยาภูมิต้านทานตัวเอง (autoimmun reaction) พูดอีกนัยหนึ่งภายหลังจากติดเชื้อแบคทีเรียจำพวกนี้ ร่างกายจะสร้างสารภูมิต้านทาน (แอนติบอดี) ต่อเชื้อขึ้นมา แล้วไปก่อปฏิกิริยาต้านเยื่อของตน ก่อให้เกิดโรคแทรกรุนแรง อย่างเช่น ไข้รูมาติก (มีการอักเสบของข้อรวมทั้งหัวใจ ถ้าหากปล่อยให้เป็นเรื้อรัง อาจจะเป็นผลให้กำเนิดโรคลิ้นหัวใจพิการ หัวใจวายได้) และ หน่วยไตอักเสบรุนแรง (มีไข้ บวม เยี่ยวสีแดง อาจจะส่งผลให้เกิดภาวะไตวายได้) โรคแทรกเหล่านี้มักกำเนิดหลังทอนซิลอักเสบ 1-4 อาทิตย์


สำหรับไข้รูมาติก มีโอกาสเกิดขึ้นราวร้อยละ 0.3-3 ของผู้ที่มิได้รับการดูแลรักษาด้วยยาปฏิชีวนะอย่างแม่นยำ แต่ว่าดังนี้การป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรงดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นสามารถทำได้กล้วยๆด้วยการกินยาปฏิชีวนะให้ครบ 10 วัน (ถึงแม้อาการจะทุเลาหลังกินยาได้ 2-3 วันไปและจากนั้นก็ตาม)
การติดต่อของโรคต่อมทอนซิลอักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบติดต่อได้เหมือนกับในโรคหวัดทั่วไปแล้วก็ในโรคไข้หวัดใหญ่คือ เชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียที่เป็นต้นเหตุของดรคอยู่ในน้ำลายแล้วก็เสลด (รวมทั้งสารคัดหลั่งอื่นๆ) ของผู้เจ็บป่วย รวมทั้งจะติดต่อจากการสัมผัสเชื้อโรคดังที่กล่าวผ่านมาแล้วจากผู้ป่วย จากการไอ จาม หายใจ หรือการสัมผัสสารคัดหลั่งจากจมูกรวมทั้งช่องปากได้แก่ น้ำมูก น้ำลายคนป่วย และจากใช้ของใช้ส่วนตัวที่สัมผัสสารคัดหลั่งดังกล่าวข้างต้น

  • มีต่อมทอนซิลโตข้างเดียว ซึ่งบางทีอาจเป็นอาการของโรคโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง (ต่อมทอนซิล)


ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญของโรคต่อมทอนซิลอักเสบ  การบวมอักเสบของต่อมทอนซิลบ่อยหรือเรื้อรังอาจตามมาด้วยภาวะแทรกซ้อนอื่นๆอย่างเช่น เกิดภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ หายใจไม่สะดวก การตำหนิดเชื้อที่แพร่ลึกลงไปสู่เยื่อโดยรอบ
ส่วนภาวะแทรกซ้อนที่จะก่อให้เกิดโรคต่างๆตามมา เป็นต้นว่า  ในกลุ่มที่มีเหตุมาจากเชื้อไวรัส โดยมากจะไม่มีภาวะแทรกซ้อน ส่วนผู้ที่ลักษณะโรคร่วมกับจับไข้หวัด  ไข้หวัดใหญ่  ก็อาจมีภาวะแทรกซ้อน เป็นต้นว่า ไซนัสอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ หลอดลมอักเสบ  ปอดอักเสบ ฯลฯ รวมทั้งในกลุ่มที่มีเหตุที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย อาจมีภาวะแทรกซ้อนดังนี้

  • เชื้ออาจแผ่ขยายไปยังบริเวณใกล้เคียง ทำให้เป็นหูชั้นกลางอักเสบ จมูกอักเสบ ภูมิแพ้ ปอดอักเสบ ฝีที่ต่อมทอนซิล
  • เชื้อบางทีอาจเข้ากระแสโลหิตแพร่ขยายไปยังที่ต่างๆ ทำให้เป็นข้ออักเสบชนิดเฉียบพลัน กระดูกอักเสบเป็นหนอง  เยื่อหุ้มสมองอักเสบ
  • กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดปฏิกิริยาภูมิต้านทานตัวเอง (autoimmun reaction) กล่าวอีกนัยหนึ่งภายหลังติดโรคแบคทีเรียจำพวกนี้ ร่างกายจะสร้างสารภูมิคุ้มกัน (แอนติบอดี) ต่อเชื้อขึ้นมา แล้วไปก่อปฏิกิริยาต้านทานเยื่อของตนเอง ทำให้เกิดโรคแทรกรุนแรง อาทิเช่น ไข้รูมาติก (มีการอักเสบของข้อและหัวใจ ถ้าหากปล่อยให้เป็นเรื้อรัง อาจจะทำให้เกิดโรคลิ้นหัวใจทุพพลภาพ หัวใจวายได้) รวมทั้ง หน่วยไตอักเสบทันควัน (เป็นไข้ บวม เยี่ยวสีแดง อาจจะส่งผลให้เกิดภาวะไตวายได้) โรคแทรกซ้อนพวกนี้มักเกิดข้างหลังต่อมทอนซิลอักเสบ 1-4 สัปดาห์


สำหรับไข้รูมาติก ได้โอกาสเกิดขึ้นประมาณจำนวนร้อยละ 0.3-3 ของผู้ที่มิได้รับการดูแลรักษาด้วยยาปฏิชีวนะอย่างแม่นยำ แม้กระนั้นทั้งนี้การปกป้องคุ้มครองภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงดังกล่าวสามารถทำเป็นง่ายๆด้วยการกินยาปฏิชีวนะให้ครบ 10 วัน (ถึงแม้ว่าอาการจะทุเลาหลังรับประทานยาได้ 2-3 วันไปและตาม)
การติดต่อของโรคต่อมทอนซิลอักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบติดต่อได้เหมือนกับในโรคหวัดทั่วไปแล้วก็ในโรคไข้หวัดใหญ่คือ เชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียที่เป็นต้นเหตุของดรคอยู่ในน้ำลายและก็เสมหะ (รวมถึงสารคัดหลั่งอื่นๆ) ของผู้ป่วย และก็จะติดต่อจากการสัมผัสเชื้อโรคดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วจากคนเจ็บ จากการไอ จาม หายใจ หรือการสัมผัสสารคัดหลั่งจากจมูกและโพรงปากดังเช่น น้ำมูก น้ำลายคนไข้ แล้วก็จากใช้ของใช้ส่วนตัวที่สัมผัสสารคัดหลั่งดังที่กล่าวถึงแล้ว
สมุนไพรที่ช่วยป้องกัน/รักษาโรคต่อมทอนซิลอักเสบ
ฟ้าทะลายโจร ชื่อวิทยาศาสตร์ Andropraphis paniculata (Burm.f.) Wall. EX Nees ชื่อพ้อง Justicia paniculata Burm.f. ชื่อวงศ์ Acanthaceae คุณประโยชน์: แบบเรียนยาไทย: มีการใช้ส่วนเหนือดินเก็บก่อนจะมีดอก เพื่อรักษาไข้ หวัด ไข้หวัดใหญ่ ดับพิษร้อน หยุดอักเสบในอาการไอ เจ็บคอ คออักเสบ ต่อมทอนซิล หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ ขับเสมหะ ลดบวม แก้ติดโรค แบบอย่างรวมทั้งขนาดวิธีใช้ยา:.บรรเทาลักษณะการเจ็บคอ                   กินทีละ 3-6 กรัม วันละ 4 ครั้ง หลังอาหารและก็ก่อนนอน บรรเทาอาการหวัด รับประทานทีละ 1.5-3 กรัม วันละ 4 ครั้ง หลังอาหารและก่อนนอน  ส่วนประกอบทางเคมี: สารประเภทแลคโตน andrographolide,neoandrographolide,deoxyandrographolide, deoxy-didehydroandrographolide สารกรุ๊ปฟลาโวน ยกตัวอย่างเช่น aroxylin, wagonin, andrographidine A 
จากการศึกษาเล่าเรียนสมรรถนะของสารสกัดจากฟ้าทะลายขโมยในผู้ป่วยระบบทางเดินหายใจส่วนบนไม่รุนแรง  223 คน แบ่งเป็นกลุ่มที่รับประทานสารสกัดจากฟ้าทะลายขโมย 200 มิลลิกรัมต่อวัน และก็อีกกรุ๊ปรับประทานยาหลอกเป็นระยะเวลา 5 วัน ซึ่งจะประเมินผลด้วยการคาดคะเนอาการจากตัวผู้ป่วยไข้เองในด้านต่างๆได้แก่ อาการไอ เสมหะ มีน้ำมูก ปวดศีรษะ เป็นไข้ เจ็บคอ อาการอ่อนแรงง่าย รวมทั้งปัญหาในการนอน ผลพบว่า อีกทั้ง 2 กลุ่มมีลักษณะอาการดีตั้งแต่เริ่มจนจบการทดสอบ แต่ว่ากลุ่มที่รับประทานสารสกัดจากฟ้าทะลายมิจฉาชีพเห็นผลได้อย่างแจ่มแจ้งในช่วงวันที่ 3-5 มากยิ่งกว่ากลุ่มที่กินยาหลอก แม้กระนั้น ยังพบผลข้างเคียงบางส่วนในทั้ง 2 กลุ่ม จากการทดลองก็เลยเชื่อว่าฟ้าทะลายโจรบางทีอาจช่วยรักษาหรือบรรเทาอาการติดเชื้อในทางเดินหายใจช่วงต้น
โตงเตง ชื่อวิทยาศาสตร์ :   Physalis angulata  L. ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ : Physalis minima ชื่อสามัญ :   Hogweed, Ground Cherry ชื่อสกุล :   SOLANACEAE สรรพคุณโทงเทง : ตำรายาไทย ผลรสเปรี้ยวเย็น แก้ต่อมน้ำลายอักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบ แก้ฝีในคอ แก้อักเสบในคอ แก้ร้อนในอยากกินน้ำ ตำพอกแก้ปวดบวม
ส่วนประโยชน์ที่สำคัญของโตงเตงที่ ใช้รักษาอาการทอนซิลอักเสบ โดยหมอท้องถิ่นนั้นจะใช้ทั้งยังต้นตำให้แหลกละลายกับเหล้า เอาสำลีชุบเอาน้ำยาใช้อมไว้ข้างแก้ม กลืนน้ำผ่านลำคอนิด แก้ทอนซิลอักเสบ หรือที่เรียกว่าต่อมน้ำลายอักเสบ แก้ฝีในคอ ใช้แก้อาการอักเสบในคอก้าวหน้า หรือผู้ที่แพ้แอลกอฮอล์ก็ใช้ละลายกับน้ำส้มสายชูแทน ใช้ภายในแก้ร้อนในอยากกินน้ำ ใช้ภายนอกแก้ฟกบวมอักเสบทำให้เย็น แล้วก็อีกหนังสือเรียนยาหนึ่งระบุว่าแก้ต่อมทอนซิลอักเสบ ให้ใช้ต้นนี้ใหม่ๆ(หรืออย่างแห้งก็ใช้ได้) 3 หัว แผ่น ฝักชุบน้ำตาล 2 แผ่น ใส่น้ำ 1 ถ้วย ต้มให้เหลือครึ่งถ้วย กินครั้งเดียวหมด เด็กก็รับประทานน้อยลงตามส่วน จากการดูแลและรักษาคนไข้ร้อยกว่าราย บางบุคคลกิน 4-10 ครั้งก็หาย บางบุคคลรับประทานติดต่อกันถึง 2 เดือนจึงหาย
ปลาไหลเผือก ชื่อวิทยาศาสตร์ :  EURYCOMA LONGIFOLIA Jack. ตระกูล : SIMAROUBACEAE คุณประโยชน์ทางยา : ราก ต้านทานโรคมะเร็ง รักษาโรคอัมพาต ช่วยถ่ายน้ำเหลือง ขับพยาธิ แก้ท้องผูก แก้ต่อมทอนซิลอักเสบ แก้ลักษณะของการเจ็บคอ วิธีการใช้ตามตำราไทย : ต้านโรคมะเร็ง ช่วยขับถ่ายน้ำเหลือง ขับพยาธิ แก้ท้องผูก แก้ต่อมทอนซิลอักเสบ แก้ลักษณะของการเจ็บคอ นำรากแห้งราว 8-15 กรัม เอามาต้มเอาน้ำดื่มก่อนที่จะกินอาหารทุกเช้าตรู่แล้วก็เย็น (2 เวลา)
เอกสารอ้างอิง

  • พรพิมล พฤกษ์ประเสริฐ.(2550). การติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน. ใน ประยงค์ เวชวนิชสนอง และวนพร อนันตเสรี. กุมารเวชศาสตร์ทั่วไป (หน้า214-216).หน่วยผลิตตำราคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
  • รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.ทอนซิลอักเสบ.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่324.คอลัมน์สารานุภาพทันโรค.เมษายน.2549
  • ศ.พญ.นวลอนงค์ วิศิษฎสุนทร.คออักเสบและตอ่มทอนซิลอกัเสบปัญหาของหนูน้อย.ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล.
  • ทอนซิลอักเสบ-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์ดอทคอม. http://www.disthai.com/
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป 2.  “ทอนซิลอักเสบ (Tonsillitis)”.  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 410-413.
  • วิทยา บุญวรพัฒน์.”โทงเทง” หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย.หน้า284.
  • ฟ้าทะลายโจร.ฐานข้อมูลเครื่องยา.คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.
  • โทงเทง สมุนไพรหยุดการอักเสบในลำคอ.ศูนย์ข้อมูลสมุนไพร.สถาบันวิจัยสมุนไพร.กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข.


14

พิมเสน (Bomed Camphor)
พิมเสนเป็นอย่างไร พิมเสนมีชื่อเรียกหลายชื่อ ได้แก่ ภิมเสน ภีมเสน พิมเสนเกล็ด พิมเสนตรังกานู พรมแสน มีชื่อสามัญว่า “Borneo Camphor” แขกประเทศอินเดียในบอมเบย์เรียก “Bhimseni” หรือ “Boras” ชาวฮินดูเรียก “Bhimsaini-kapur” หรือ “Barus kapur”  โดยธรรมดาพิมเสนแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ พิมเสนที่ได้จากธรรมชาติหรือพิมเสนแท้ ชื่อสามัญ Borneol camphorรวมทั้งพิมเสนสังเคราะห์ หรือพิมเสนเทียม ชื่อสามัญ Borneolum Syntheticum (Borneol) ซึ่งพิมเสนจะมีลักษณะเป็นเกล็ดเล็กๆแบนๆมีสีขาวขุ่นหรือออกแดงเรื่อๆ(แม้เป็นพิมเสนบริสุทธิ์จะเป็นผลึกรูปแผ่นหกเหลี่ยม) มีเนื้อแน่นกว่าการบูร ระเหิดได้ช้ากว่าการบูร ติดไฟให้แสงสว่างจ้าแล้วก็มีควันมาก ไม่มีขี้เถ้า ละลายได้ยากในน้ำ ละลายเจริญในตัวทำละลายประเภทขั้วต่ำ พิมเสนมีกลิ่นหอมสดชื่นเย็น ฉุน รสหอม เย็นปากเย็นคอ สมัยก่อนคนไทยนิยมใช้ใส่ไว้ภายในหมากพลูเคี้ยว
สูตรทางเคมีและก็สูตรโครงสร้าง พิมเสนแท้ (Borneo Camphor) เป็นสารประกอบอินทรีย์ชนิดไบไซคิก  และเป็นสารกลุ่มเทอร์พีน มีสูตรเคมีคือ C10H18O มีชื่อทางเคมีว่า(+)-borneol หรือ endo-2-camphanol หรือ endo-2-hydroxycamphane  มีลักษณะเป็นเกล็ดสีขาว 6 เหลี่ยม มีกลิ่นหอมสดชื่นฉุนคล้ายการบูร ติดไฟให้แสงแรงรวมทั้งมีควันมากมาย ไม่มีเถ้า มีมวลโมเลกุล 154.25                gmd -1 และมีความถ่วงจำเพาะเท่ากับ 1.011 มีจุดหลอมตัว 208 องศาเซลเซียส เกือบไม่ละลายน้ำ ละลายได้ในตัวทำละลายชนิดขั้วต่ำ ได้แก่ น้ำมันปิโตรเลียมอีเธอ(1:6) ในเบนซีน (1:5)
 
ที่มา : Wikiperdia
ที่มาที่ไป พิมเสนธรรมชาติ หรือ พิมเสนแท้ คือ พิมเสนที่ได้มาจากการระเหิด (ผู้กระทำลั่นของแก่นไม้โดยธรรมชาติ) ของยางจากต้นไม้ประเภท (รู้เรื่องว่าตัวต้นไม้ที่ให้พิมเสนนี้มิได้ถูกข้อบังคับชื่อไทยไว้ ซึ่งในตำรายาแผนโบราณโดยมากก็จะกล่าวถึงแม้กระนั้นสิ่งที่สกัดได้จากเจ้าพืชต้นใหญ่นี้ว่า พิมเสน เพราะหากเรียกว่าต้นพิมเสนบางทีอาจกำเนิดความสับสน เนื่องจากว่าต้นพิมเสน นั้นยังคือพืชอีกชนิด เป็นไม้เนื้ออ่อน มีชื่อวิทยาศาสตร์ Pogostemon cablin (Blanco) Benth. เชื้อสาย Labiatae ซึ่งเจ้าต้นนี้ สกัดได้น้ำมันหอมระเหย ที่ฝรั่งเรียกว่า Patchouli) ซึ่งมีชื่อด้านวิทยาศาสตร์ว่า Dryobalanops aromatica Gaertn. จัดอยู่ในสกุลยางที่นา (DIPTEROCARPACEAE) (ภาษาจีนกลางเรียกว่า “หลงเหน่าเซียงสู้”) ซึ่งพบได้ทั่วไปในเมืองตรังกานู ประเทศมาเลเซีย ซึ่งพืชประเภทนี้(Dryobalanops aromatic Gaertn.) มีชื่อเรียกหลายชื่อ อย่างเช่น Borneo Camphor Tree, Pokok Kapur Barus (มลายู), Pokok Kapurum (อินโดนีเซีย-สุมาตรา), Mahoborn Teak(อินโดนีเซีย-บอร์เนียว) เป็นไม้ขนาดใหญ่ อาจสูงได้ถึง 70 เมตร มีพูพอนใหญ่มาก วัดโดยรอบลำต้นได้ 2-10 เมตร เปลาตรง เรือนยอดเป็นรูปฉัตร มีแขนงใหญ่ ปลายกิ่งตก ยอดทรงแหลม ใบเป็นใบโดดเดี่ยว ใบที่อยู่ตอนบนของต้นเรียงสลับกัน ส่วนใบที่อยู่ตอนล่างของต้นออกตรงกันข้าม รูปไข่ เบาๆเรียวแหลมสู่ปลายใบ ขนาดกว้าง 2.5-5 ซม. ยาว 7.5-17.8 ซม. ขอบใบเรียบ ผิวใบเรียบ ก้านใบสั้น ใบอ่อนสีแดงและห้อย ดอกเป็นดอกช่อ ออกที่ปลายกิ่งหรือที่ซอกใบ ดอกย่อยมีขนาดเล็ก มีกลิ่นหอม กลีบชั้นนอกมี 5 กลีบ ขนาดเท่าๆกัน แข็ง กลีบชั้นในห่อตามแนวยาว เกสรตัวผู้มีมากมาย ก้านเกสรติดกันเป็น 2 แถว รวมกันเป็นหลอดยาวกว่าเกสรตัวเมีย เกสรตัวเมียมีรังไข่อยู่เหนือกลีบ มี 3 ห้อง ผลสำเร็จแห้ง ไม่แตก กลีบนอกจะแผ่ออกเป็นปีก มี 1 เมล็ด
พิมเสนสังเคราะห์ หรือ พิมเสนเทียมเป็นพิมเสนที่ได้จากสารสกัดจากต้นการบูร (ชื่อวิทยาศาสตร์ Cinnamomum camphora (L.) Presl. จัดอยู่ในจัดอยู่ในตระกูลอบเชย (LAURACEAE), และก็ต้นหนาด (หนาดหลวง หนาดใหญ่ หรือพิมเสนหนาด ที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Blumea balsamifera (L.) DC. จัดอยู่ในวงศ์ทานตะวัน (ASTERACEAE หรือ COMPOSITAE) โดยผ่านวิธีทางเคมีวิทยา  ซึ่งพิมเสนที่ได้จากการกลั่นพืชประเภทนี้ จีน(แต้จิ๋ว) เรียก “ไหง่เผี่ยง” ก็เลยเรียกกันว่า “Ngai Camphor” หรือ “Blumea Camphor” นิยมใช้กันมากในเกาะไหหลำ
ประโยชน์/คุณประโยชน์ ถึงแม้พิมเสนจะสกัดได้มาจากต้นไม้แต่ว่า ตามตำรายาแผนโบราณ จัดพิมเสน เป็นจำพวกธาตุวัตถุ ไม่ใข่พืชวัตถุ หมอแผนโบราณใช้พิมเสนเป็นยาขับเหงื่อ ขับเสมหะ กระตุ้นการหายใจ กระตุ้นสมองบำรุงหัวใจ ใช้เป็นยาระงับความกระวายกระวน ทำให้ง่วงซึมแก้เคล็ดขัดยอกคลายเส้นการอบสมุนไพรมีพิมเสนเป็นส่วนประกอบในตัวยา พิมเสนซึ่งระเหิดเมื่อถูกความร้อน มีกลิ่นหอมสดชื่น ใช้แต่งกลิ่น บำรุงหัวใจ แก้โรคผิวหนัง ผสมในลูกประคบ เพื่อช่วยแต่งกลิ่น มีฤทธิ์แก้พุพอง แก้หวัดนอกจากนี้ยังผสมอยู่ในยาหม่อง น้ำอบไทย
                ในตำราเรียนพระโอสถพระนารายณ์: กำหนด “ตำรับยาทรงจมูก”  เข้าเครื่องยา 17 สิ่ง ใช้จำนวนเท่าๆกัน และก็ พิมเสนด้วย ผสมกัน บดเป็นผุยผงละเอียด ใช้นัตถุ์แก้ลมทั้งหลาย ตลอดจนโรคที่เกิดในหัว ตา และจมูก อีกขนานหนึ่งเข้าเครื่องยา 15 สิ่ง และก็พิมเสนด้วย บดเป็นผุยผงละเอียด ห่อผ้าบาง ทำเป็นยาดม แก้ปวดศรีษะ เวียนหัว แก้สลบ แก้ริดสีดวงจมูก คอ และก็ตา ยิ่งไปกว่านี้พิมเสนยังใช้เป็นส่วนประกอบใน “ตำรับยาสีปากบี้พระเส้น” ใช้เช็ดนวดเส้นที่แข็งให้หย่อนได้ แล้วก็ในตำรับ “สีปากขาวแก้พิษแสบร้อนให้เย็น”
การศึกษาเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา คนประเทศไทยเราจะรู้จักพิมเสนกันมานาน แต่ว่าข้อมูลเกี่ยวกับพิมเสนกลับไม่มีให้ค้นคว้าเท่าไรนัก เนื่องจากต้นไม้ที่ให้พิมเสนนี้ เป็นพืชที่มีเฉพาะถิ่นที่ขึ้นอยู่เฉพาะในเขตป่าของ เกาะสุมาตรา บอร์เนียว และก็คาบสมุทรมลายู จึงทำให้การศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยในต้นไม้จำพวกนี้เป็นไปแบบแคบๆไม่กว้างใหญ่แต่ว่าก็ยังมีตัวอปิ้งข้อมูลทางเภสัชวิทยาของพิมเสนบางฉบับที่มีการเผยแพร่กัน ตัวอย่างเช่น

  • สารที่เจอในพิเสนแท้ ได้แก่ d-Borneol, Humulene, Caryophyllene, Asiatic acid, Dryobalanon Erythrodiol, Dipterocarpol, Hydroxydammarenone2
  • จากการศึกษาทำการค้นคว้าและทำการวิจัยทางเภสัชวิทยาฉบับหนึ่งบอกว่า พิมเสนมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อได้หลายอย่าง อย่างเช่น เชื้อในลำไส้ใหญ่, เชื้อราบนผิวหนัง, Staphelo coccus, Steptro coccus และก็ยังคงใช้สำหรับการรักษาลักษณะของการปวดเส้นประสาทหรืออาการอักเสบได้อย่างดีเยี่ยม
  • กลไกสำหรับการออกฤทธิ์ของพิมเสนสำหรับเพื่อการลดการอักเสบเป็น กระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตบริเวณใต้ผิวหนังรอบๆที่ทา ยั้งสารที่ก่อเกิดการอักเสบจากกลไกของร่างกาย เป็นต้นว่า prostaglandin E2,interleukin เป็นต้น ซึ่งการเพิ่มการไหลเวียนของเลือดนี้ จะช่วยให้ลดลักษณะของการปวดได้เร็วขึ้น


การศึกษาเล่าเรียนทางพิษวิทยา เหมือนกันกับการเรียนทางเภสัชวิทยาพิมเสนกับการเรียนทางพิษวิทยานี้ก็ไร้การศึกษากันอย่างล้นหลาม ซึ่งอาจจะเนื่องจากการที่ต้นไม้ที่ให้พิมเสนนี้ฯลฯไม้เฉพาะถิ่น แต่ว่าก็มีการระบุข้อกำหนดสำหรับในการใช้พิมเสนไว้ว่า ถ้าเกิดสูดกลิ่นติดต่อกันนานบางทีอาจเกิดอันตรายได้ เพราะเหตุว่าสารนี้กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดอาการระคายเคืองรอบๆฟุตบาทหายใจ นอกจากนั้นสารนี้ยังมีฤทธิ์กระตุ้นแล้วก็สงบระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งรวมถึงการใช้เกิดขนาดด้วย
ขนาด/ปริมาณที่ควรจะใช้ ในหนังสือเรียนยาไทยกำหนดไว้ว่า การใช้พิมเสนสำหรับรับประทาน ให้ใช้ทีละ 0.15-0.3 กรัมนำมาบดเป็นผงกับตำรายาอื่น หรือใช้ทำเป็นยาเม็ด และไม่ควรจะปรุงยาด้วยแนวทางต้ม ถ้าใช้ข้างนอกให้เอามาบดเป็นผุยผงใช้โรยแผลจากที่ต้องการ ส่วนขนาด/จำนวนของพิมเสนที่กระทรวงสาธารณสุขของไทยอนุญาตให้ใช้เป็นองค์ประกอบกับตัวยาอื่นๆนั้น ทางกระทรวงสาธารณสุขจะระบุให้ใช้เป็นตำรับๆไป

ข้อเสนอแนะ/ข้อควรคำนึง

  • ห้ามสูดดมพิมเสนตอดต่อกันเป็นระยะเวลาที่ยาวนานเพราะจะมีผลให้กำเนิดอาการเคืองรอบๆทางเท้าหายใจ
  • พิมเสนมีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางก็เลยไม่ควรใช้เกินขนาดที่กำหนด
  • สตรีมีท้องห้ามกินพิมเสน
  • การเก็บพิมเสนจำเป็นต้องเก็บเอาไว้ในภาชนะที่มีฝาปิดอย่างมิดชิด ควรเก็บไว้ในที่แห้งและมีอุณหภูมิต่ำ


อนึ่งในตอนนี้พิมเสนแท้แทบไม่มีแล้ว ด้วยเหตุว่าราคาแพงแพง ส่วนมากก็เลยใช้พิมเสนสังเคราะห์ ซึ่งได้มาจากปฏิกิริยารีดักชันของการบูร (dl-camphor) ได้เป็น (dl-borneol) ก็คือ พิมเสนเกล็ดขาวๆที่มองเห็นกันโดยทั่วไป ก็เลยเรียก พิมเสนเทียมนี้ ว่า "พิมเสนเกล็ด" Borneolum Syntheticum (Borneol) ซึ่งพิมเสนสังเคราะห์ (หรือพิมเสนเทียม)นี้มักจะมีรสเผ็ดกัดลิ้น หากเป็นของจากธรรมชาติจะไม่กัดลิ้นแต่จะทำให้เย็นปากเย็นคอ ควรต้องต้องระวังในการใช้พิมเสนสังเคราะห์นี้ด้วย
เอกสารอ้างอิง

  • ชยันต์ พิเชียรสุนทร และคณะ, ตำราพระโอสถพระนารายณ์, หน้า 499, พ.ศ. 2544, สำนักพิมพ์อมรินทร์ กรุงเทพฯ
  • ผศ.สุปรียา ยืนยงสวัสดิ์.พิมเสน.ภาควิชา เภสัชเวทและเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์.หน้า1-3
  • หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย.  “พิมเสน”.  (วิทยา บุญวรพัฒน์).  หน้า 386.
  • ชัยนต์ พิเชียรสุนทร และวิเชียร จีรวงส์ 2545 คู่มือเภสัชกรรมแผนไทยเล่ม 2 เครื่องยาพฤกษวัตถุ บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) http://www.disthai.com/
  • พิมเสน.ฐานข้อมูลเครื่องยาคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก.
  • เภสัชจุลศาสตร์ของยาหม่องน้ำ.กระดานถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • นันทวัน กลิ่นจำปา 2545 เครื่องหอมไทย ภูมิปัญญาไทย บริษัท ซีเอ็ดยูเคชัน จำกัด (มหาชน)
  • รศ.ยุวดี วงษ์กระจ่าง.ยาดม อันตรายหรือไม่.จุลสารคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.คอลัมน์ Drug Tips.ฉบับที่5กรกฎาคม-กันยายน 2555.หน้า6-7


15

โรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia)
โรคธาลัสซีเมีย เป็นยังไง โรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย (thalassemia) เป็นโรคโลหิตจาง จากกรรมพันธุ์สาเหตุจากความแตกต่างจากปกติของการผลิตฮีโมโกลบิน ทําให้สร้างลดลง (thalassemia) และก็หรือสร้างฮีโมโกลบินแตกต่างจากปกติ (hemoglobinopathy) เป็นผลให้เม็ดเลือดแดงมีลักษณะเปลี่ยนไปจากปกติและแก่สั้น (hemolytic anemia) และก็แตกง่าย โรคธาลัสซีเมียมีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมแบบ autosomal กล่าวอีกนัยหนึ่ง ทั้งยังพ่อและก็มารดาของผู้ที่เป็นโรคธาลัสซีเมียจะมีธาลัสซีภรรยาซ่อนเร้น หรือเรียกว่าเป็นพาหะของธาลัสซีเมีย (thalassemia trait, carrier, heterozygote) หรือเป็นโรคธาลัสซีภรรยา ซึ่งจะส่งผลทำให้ผู้เจ็บป่วยกำเนิดอาการซีดเผือดเหลืองเรื้อรังและมีภาวะแทรกซ้อนต่างๆตามมา  ทั้งนี้โรคธาลัสซีภรรยาจัดเป็นโรคโลหิตจางทางกรรมพันธุ์ที่พบได้ทั่วไปที่สุดในโลก สามารถพบได้ทั้งโลก แต่เจอได้สูงในแถบเอเซียอาคเนย์ และก็คนภายในถิ่นสมุทรเมดิเตอร์เรเนียน ในประเทศไทย ในประเทศไทย พบคนไข้โรคนี้ร้อยละ 1 แล้วก็เจอผู้เป็นพาหะของโรค หรือผู้ที่มียีนแอบแฝงราวจำนวนร้อยละ 30-40 สุดแต่ภูมิภาค ในจังหวัดพิษณุโลกพบผู้เป็นพาหะปริมาณร้อยละ 30.5
สาเหตุของโรคธาลัสซีเมีย เป็นผลมาจากความไม่ดีเหมือนปกติทางพันธุกรรม ซึ่งสามารถถ่ายทอดต่อๆกันมาจากบรรพบุรุษในลักษณะยีนด้อย (autosomal recessive) พูดอีกนัยหนึ่งผู้ป่วย (ผู้ที่มีอาการแสดงของโรคนี้) จะต้องรับคู่ยีนที่ไม่ดีเหมือนปกติมาจากข้างบิดาและก็แม่ทั้งสองยีน ส่วนผู้ที่รับยีนผิดปกติมาจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว จะไม่มีอาการป่วยด้วยโรคนี้และก็มีสุขภาพปกติดี แต่ว่าจะมียีนแตกต่างจากปกติแอบแฝงอยู่ในตัวรวมทั้งสามารถถ่ายทอดไปยังบุตรหลานต่อไป เรียกว่า พาหะธาลัสซีภรรยา  เหตุเพราะความผิดแปลกทางพันธุกรรมมีได้มากมายลักษณะ โรคนี้ก็เลยแบ่งได้ 2 กรุ๊ป อย่างเช่น แอลฟาทาลัสซีเมีย (alpha-thalassemia) รวมทั้งเบตาทาลัสซีเมีย (beta-thalassemia) ซึ่งเกี่ยวโยงกับความแตกต่างจากปกติของยีนในการควบคุมการผลิตโปรตีนโกลบินจำพวกแอลฟาแล้วก็เบตาตามลำดับ 2 กลุ่มนี้ ยังสามารถแบ่งเป็นจำพวกย่อยๆได้อีกหลายชนิด ซึ่งมีความร้ายแรงมากมายน้อยแตกต่างกันไป ซึ่งเป็นผลจากการจับคู่ระหว่างยีนแตกต่างจากปกติประเภทต่างๆดังเช่น หากใครกันแน่รับการถ่ายทอดสารพันธุกรรมชนิด อัลฟา - ธาลัสซีภรรยา หรือ เบต้า - ธาลัสซีภรรยา มาจากพ่อหรือคุณแม่เพียงฝ่ายเดียว ก็นับว่าผู้นั้นเป็นพาหะอัลฟาธาลัสซีเมีย พาหะฮีโมโกลบินคอนแสตนสปริงค์ พาหะเบต้าธาลัสซีภรรยา หรือพาหะฮีโมโกลบินอี แต่ถ้าผู้ใดกันได้รับการถ่ายทอดสารพัดธุกรรมชนิด อัลฟา - ธาลัสซีเมีย หรือชนิด เบต้า - ธาลัสซีเมีย มากมายจากอีกทั้งพ่อแล้วก็แม่ ก็ถือว่าผู้นั้นเป็น
โรคธาลัสซีภรรยา เช่น โรคฮีโมโกลบินเฮช โรคฮีโมโกลบินบาร์ท โรคเบต้าธาลัสซีภรรยา หรือ โรคเบต้าธาลัสซีภรรยาฮีโมโกลบิน ฯลฯ
                สรุปได้ว่าเพราะธาลัสซีภรรยาเป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม จึงมีความหมายว่า บิดาหรือแม่ของผู้เจ็บป่วยบางทีอาจเป็นโรคธาลัสซีเมียหรือเป็นพาหะและส่งต่อพันธุกรรมเหล่านี้มายังลูก ผู้ที่ได้รับกรรมพันธุ์หรือยีนจากพ่อหรือแม่เพียงแต่ฝ่ายเดียวเรียกว่าธาลัสซีภรรยาแฝง ไม่นับว่าเป็นโรค โดยผู้ที่เป็นธาลัสซีภรรยาซ่อนเร้นจะไม่เกิดอาการอะไรก็แล้วแต่แต่ว่าสามารถเป็นพาหะและส่งต่อยีนนี้ไปสู่รุ่นถัดไปได้
ช่องทางเสี่ยงที่บุตรจะเป็นโรคธาลัสซีภรรยาจากพันธุกรรม

  • ถ้าบิดาหรือแม่ฝ้ายข้างใดข้างหนึ่งเป็นพาหะของโรค ส่วนอีกฝ่ายธรรมดาบริบูรณ์ดี ช่องทางที่ลูกจะเป็นพาหะพอๆกับ 50% รวมทั้งโอกาสที่บุตรจะเป็นปกติสมบูรณ์พอๆกับ 50%
  • ถ้าเกิดอีกทั้งบิดาและก็แม่ต่างฝ่ายต่างเป็นพาหะของโรค จังหวะที่บุตรจะเป็นพาหะเท่ากับ 50%, จังหวะที่ลูกจะเป็นโรคธาลัสซีภรรยาเท่ากับ 25% รวมทั้งโอกาสที่บุตรจะปกติบริบูรณ์พอๆกับ 25%
  • ถ้าบิดาหรือแม่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นพาหะของโรค ส่วนอีกข้างเป็นโรคธาลัสซีภรรยา ช่องทางที่ลูกจะเป็นพาหะพอๆกับ 50% และก็ช่องทางที่ลูกจะเป็นโรคธาลัสซีเมียเท่ากับ 50%
  • ถ้าทั้งยังพ่อแล้วก็แม่ต่างฝ่ายต่างเป็นโรคธาลัสซีเมีย ช่องทางที่ลูกจะป่วยเป็นโรคธาลัสซีภรรยาเท่ากับ 100%


ยิ่งกว่านั้นธาลัสซีเมียแต่ละจำพวกยังปรากฏเอกลักษณ์อีกหลายประการ ซึ่งทำให้เกิดความร้ายแรงของอาการในระดับที่แตกต่างกันอีกด้วย
ลักษณะโรคธาลัสซีภรรยา
โรคทาลัสซีเมียจำพวกที่ร้ายแรงที่สุด เช่น โรคเฮโมโกลบินบาร์ตไฮดคอยปส์ฟีทัลลิส (haemoglobin Bart’s hydrops fetalis) เกิดจากยีนที่สร้างโกลบินชนิดแอลฟาขาดหายไปทั้งสิ้น ทำให้ไม่สามารถที่จะสร้างโกลบินจำพวกแอลฟา ซึ่งเป็นโกลบินที่สำคัญที่สุดได้เลย แม้กระนั้นจะสร้างเฮโมโกลบินบาร์ตแทนทั้งผอง ซึ่งจะจับออกซิเจนไว้เอง ไม่ปล่อยให้แก่เยื่อ ทำให้คนที่เป็นโรคนี้มีความผิดปกติตั้งแต่เป็นลูกในท้องมารดา โดยเด็กทารกมีลักษณะอาการบวมน้ำจากสภาวะซีดเผือดร้ายแรง ส่วนใหญ่จะเสียชีวิตตั้งแต่ในครรภ์ ส่วนน้อยเสียชีวิตขณะคลอดหรือหลังคลอด
เพียงแค่เล็กๆน้อยๆ เด็กทารกจะมีอาการซีดเผือด บวม พุงโล ตับและม้ามโต คุณแม่ที่ตั้งท้องทารกที่เป็นโรคนี้ มักจะมีภาวะครรภ์เป็นพิษสอดแทรก ชอบมีการคลอดไม่ดีเหมือนปกติ และก็ตกเลือดก่อนหลังคลอด
โรคทาลัสซีเมียที่มีอาการร้ายแรงปานกลางถึงร้ายแรงมาก  ส่วนใหญ่เป็นอนุภาคเบตาทาลัสซีเมียประเภทโฮโมไซกัส (homozygous beta-thalassemia) และนิดหน่อยของบีตาทาลัสซีเมียประเภทเฮโมโกลบินอี (beta-thalassemia/heamoglobim E) เกิดขึ้นจากความแปลกของยีนที่สร้างโกลบินจำพวกบีตา คนป่วยกลุ่มนี้เมื่อแรกเกิดมีลักษณะปกติ ไม่ซีดเซียว จะซีดตั้งแต่อายุ 2-3 เดือน (ในกลุ่มอาการรุนแรงมากมาย) หรือเมื่ออายุเป็นปีไปแล้ว (ในกรุ๊ปร้ายแรงปานกลาง) อาการสำคัญคือ ซีด เหลือง ตับโต ม้ามโต ตัวเล็กแคระ น้ำหนักน้อยไม่สมอายุ เป็นหนุ่มเป็นสาวช้า บริเวณใบหน้าแปลก (ดังที่เรียกว่า หน้าทาลัสซีเมีย) กลุ่มที่มีอาการร้ายแรงมากมาย ถ้าหากมิได้รับการรักษาจะแก่สั้น (50%  เสียชีวิตภายในช่วงเวลา 10 ปี รวมทั้ง 70% เสียชีวิตด้านใน 25 ปี)  ส่วนกลุ่มที่อาการร้ายแรงปานกลางอาจมีอายุยืนยาวจนกระทั่งเป็นผู้ใหญ่สามารถแต่งงานมีบุตรหลานได้
โรคทาลัสซีเมียที่มีลักษณะน้อย ส่วนใหญ่เป็น โรคเฮโมโกลบินเอช (haemoglobin H disease ซึ่งอยู่ในกลุ่มแอลฟาทาลัสซีเมีย) และก็เล็กน้อยของเบตาทาลัสซีเมียชนิดมีฮีโมโกลบินอี คนไข้มีภาวะซีดนิดหน่อยเหลืองน้อย ม้ามไม่โตหรือโตเพียงเล็กน้อย การเจริญเติบโตออกจะธรรมดา ลักษณะบริเวณใบหน้าปกติ (ไม่เป็นทาลัสซีเมีย) สุขภาพออกจะแข็งแรงแล้วก็อายุยืนยาวตัวอย่างเช่นคนธรรมดา
โดยปกติมักไม่ต้องมาพบแพทย์และไม่จึงควรได้รับเลือดรักษา ผู้เจ็บป่วยเยอะมากๆไม่เคยรู้ว่าตัวเองเป็นโรคนี้ รวมทั้งบางทีอาจได้รับการวิเคราะห์เมื่อมาพบหมอด้วยปัจจัยอื่น หรือเมื่อมีภาวะแทรกซ้อน คนไข้ฮีโมโกลบินเอชบางครั้งบางคราวบางทีอาจเกิดภาวะเม็ดเลือดแดงแตกเฉียบพลัน (acute hemolysis) ซึ่งมักเกิดขึ้นเมื่อมีไข้จากการตำหนิดเชื้อ ผู้ป่วยจะมีลักษณะอาการซีดเผือดลงอย่างเร็วและก็ร้ายแรงจนจำต้องได้รับเลือด
กลุ่มบุคคลที่เสี่ยงที่จะเป็นโรคธาลัสซีภรรยา พสกนิกรไทยเป็นพาหะสูงถึงจำนวนร้อยละ 35 หากมีญาติเป็นธาลัสซีภรรยา อัตราเสี่ยงที่จะเป็นพาหะจะยิ่งมากขึ้น สามีภรรยาที่เป็นพาหะทั้งคู่อาจมีบุตรเป็นโรคธาลัสซีภรรยาได้ เพราะฉะนั้นคนที่มีโอกาสเป็นโรคธาลัสซีภรรยา หรือพาหะธาลัสซีเมียจะมีประวัติแล้วก็อากาต่างๆดังนี้
คนที่มีโอกาสเป็นโรคหรือพาหะคือ

  • ตัวซีดเซียว แล้วก็อาจตรวจเจอตับม้ามโตร่วมด้วย
  • ตัวซีดเผือดลงอย่างเร็วเมื่อมีการป่วยไข้อย่างรุนแรง
  • มีประวัติคนในครอบครัวตัวซีด ตับม้ามโต
  • เคยมีลูกเป็นพาหะ หรือโรคธาลัสซีเมีย
  • เคยมีบุตรเสียชีวิตในครรภ์เพราะว่าสภาวะเด็กทารกบวมน้ำ
  • ตรวจพบขนาดเม็ดเลือดแดงเล็กมากยิ่งกว่าปกติ (MCV < 80 fL.)
  • ตรวจเลือด Osmotic fragility test (OF) ได้ผลบวกและก็ Dichlorophenolindolphenol precipitation test (DCIP) ให้ ผลบวก


           หากท่านมีข้อบ่งชี้อาการข้อใดข้อหนึ่งตามที่กล่าวมา ก็ควรจะตรวจวิเคราะห์ยืนยันว่าเป็นโรคหรือพาหะโรคธาลัสซีเมียหรือเปล่า รวมถึงคู่ที่กำลังจะแต่งงาน รวมทั้งวางแผนเพื่อมีบุตรหรือกำลังมีท้องอ่อนๆก็ควรได้รับการตรวจด้วยเหมือนกัน เพื่อประเมินตนเองและโอกาสเสี่ยงต่อโรคหรือพาหะของลูกในท้อง
กรรมวิธีการรักษาโรคธาลัสซีภรรยา การวินิจฉัยหมอจะวินิจฉัยพื้นฐานจากความเป็นมาคนเจ็บมีอาการซีดเหลืองมาตั้งแต่เล็ก แล้วก็บางทีอาจพบว่ามีพ่อแม่พี่น้องคนใดคนหนึ่งเป็นโรคนี้ด้วย
นอกเหนือจากนี้ ยังต้องตรวจร่างกายของคนเจ็บว่าผู้ป่วยมีตับโต ม้ามโต พุงป่อง รูปร่างผอมรวมทั้งเล็กไม่สมอายุ กล้ามเนื้อลีบและก็แขนเล็ก ผิวหนังคล้ำออกเป็นสีเทาอมเขียว ใบหน้าแปลก เป็นต้นว่า กะโหลกศีรษะนูนเป็นพู หน้าผากโหนก ตาห่าง ดั้งแบน โหนกแก้มสูง คางรวมทั้งขากรรไกรกว้าง ฟันบนยื่น ฟันไม่สบกัน ฟันเรียงตัวไม่ดีเหมือนปกติ ตามที่เรียกว่า “หน้าทาลัสซีเมีย” หรือไม่ อาการรวมทั้งลักษณะทางคลินิกของคนป่วยเป็นข้อมูลที่สําคัญในการวินิจฉัยโรคแต่ว่ามีผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียบางชนิด อาการอาจไม่ร้ายแรงการตรวจทางห้องทดลองจึงมีความจําเป็นรวมทั้งสามารถช่วยแยกชนิดต่างๆของโรคได้ ซึ่งการตรวจทางห้องทดลอง ยกตัวอย่างเช่น การวิเคราะห์เลือด (complete blood count, CBC) เพื่อดูภาวการณ์ซีดเซียวค่าดัชนีเม็ดเลือดแดง (red cell indices) แล้วก็ลักษณะ เม็ดเลือดแดง (morphology) เป็นสิ่งที่ช่วยสำหรับเพื่อการวินิจฉัยโรคได้เม็ดเลือดแดงบนสเมียร์เลือดของคนเจ็บ homozygous β-thalassemia, β-thalassemia/Hb E และก็ Hb H disease มีลักษณะติดสีจาง (hypochromia) ขนาดเล็ก(microcytic) และก็รูปร่างแตกต่างจากปกติ(poikilocytosis) เป็นต้น ค่าดัชนีเม็ดเลือดแดง MCV และก็ MCH มีขนาดเล็กกว่า ธรรมดารวมทั้งการตรวจเจอ inclusion body ในเม็ดเลือดแดง สามารถให้การวินิจฉัยโรคธาลัสซีภรรยาได้

การวิเคราะห์ธาลัสซีเมีย (definite diagnosis) จำเป็นต้องทําโดยการตรวจวิเคราะห์จำพวกของฮีโมโกลบิน (Hemoglobin analysis) โดยเครื่องตรวจอัตโนมัติชนิด high performance liquid chromatography (HPLC), low -pressure liquid chromatography (LPLC), หรือ hemoglobin electrophoresis เพื่อจําแนกจำพวกของโรคธาลัสซีภรรยาแล้วก็ฮีโมโกลบินไม่ดีเหมือนปกติให้แน่นอน
การดูแลและรักษาโรคโลหิตจางธาลัสซีภรรยาขึ้นกับความร้ายแรงของโรค สามารถจัดตามความร้ายแรงได้ดังต่อไปนี้

  • โรคธาลัสซีเมียประเภทรุนแรง (severe beta-thalassemia) เป็นมีระดับ baseline Hb ต่ำลงมากยิ่งกว่า 7.0 g/dl


(Hct<20%) ได่แก่ β-thal/ β-thal และก็ของ β-thal/Hb E disease ส่วนน้อย มีทางเลือกสำหรับการรักษาดังนี้

  • การเปลี่ยนถ่ายไขกระดูก(stem cell transplantation)
  • การให้เลือดมากพอที่จะหยุดการสร้างเลือด (high transfusion) แล้วก็ให้ยาขับธาตุเหล็ก (iron chelation) เมื่อมีการให้เลือดบ่อยครั้งจนเกิดภาวะเหล็กเกิน
  • ให้เลือดแบบช่วยเหลือ (low transfusion) ให้ยาขับธาตุเหล็กแล้วก็ตัดม้ามเมื่อม้ามโตจนกระทั่งแทรกอวัยวะอื่นในช่องท้องหรือมีภาวะม้ามทำงานมากเหลือเกิน
  • โรคธาลัสซีเมียจำพวกรุนแรงปานกลาง (moderately severe thalassemia) เป็นหรูหรา baseline Hb ระหว่าง 7-9 g/dl (Hct 20- 27 %) ดังเช่นว่าคนป่วย β-thal/ Hb E จำนวนมาก, ผู้เจ็บป่วย β-thal/ β-thal บางราย แล้วก็ Hb H diseaseบางราย มีทางเลือกสำหรับการรักษา ดังนี้
  • ให้เลือดมากพอที่จะระงับการผลิตเลือดแล้วก็ให้ยาขับธาตุเหล็ก (high transfusion + iron chelation)
  • ใหเลือดแบบประคับประคอง (low transfusion) หรือเมื่อมี acute hemolysis รวมทั้งการตัดม้ามเมื่อมีอาการตามข้อ 1
  • โรคธาลัสซีภรรยาจำพวกร้ายแรงน้อย (mild thalassemia) หรูหรา baseline Hb > 9 g/dl (Hct > 27 %) เช่น Hb H disease ส่วนมาก Hb A-E-Bart’s disease, Homozygous Hb CS,  β-thal/ Hb E ควรให้การรักษาโดยให้เลือดต่อเมื่อมีacute hemolysis ยกตัวอย่างเช่น ซีดเผือดมากมายเนื่องตกมีเม็ดเลือดแดงแตกกะทันหัน ซึ่งพบบ่อยเมื่อมีการติดเชื้อ
  • โรคธาลัสซีภรรยาประเภทไม่มีอาการหรือธาลัสซีเมียซ่อนเร้น (Asymptomatic) เช่น Homozygous α-thal 2, Homozygous Hb E, และก็ธาลัสซีเมียแฝง ไม่จําเป็นต้องตรวจรักษาเป็นพิเศษ ไม่จําเป็นต้องได้ทานยา ควรจะได้รับคําแนะนําหารือด้านพันธุศาสตร์ ควรได้รับการตรวจสุขภาพตามระบบปกติ


การติดต่อของโรคธาลัสซีเมีย เพราะโรคธาลัสซีเมียเป็นโรคโบหิตจางที่เกิดจากการถ่ายทอดทางชนิดกรรมหรือพันธุกรรมซึ่งไม่มีการติดต่อของโรคนี้ จากคนสู่คน หรือจากสัตว์สู่คนอะไร
การกระทำตนเมื่อป่วยด้วยโรคธาลัสซีเมีย คนที่ตรวจเจอว่าเป็นพาหะโรคโลหิตจางธาลัสซีภรรยา สามารถใช้ชีวิตเสมือนคนปกติ ไม่มีความจำเป็นต้องรับประทานยาอะไรก็ตามแม้กระนั้นผู้ที่เป็นโรคโลหิตจางธาลัสซีเมียจะมีลักษณะของโรคแตกต่างกัน บางคนตัวซีดเผือดมากมาย ตับม้ามโตมาก อาจจะจำเป็นต้องได้รับการให้เลือดแล้วก็ยาขับธาตุเหล็กส่วนเกินออกมาจากร่างกายเป็นช่วงๆหรือผ่าตัดม้ามออกเพื่อลดการทำลายเม็ดเลือดแดง ส่วนบางคนจะมีอาการซีดเซียวไม่มาก จะรักษาตามอาการ สามารถให้รับประทานกรดโฟลิก แต่ว่าไม่มีความจำเป็นที่ต้องให้ยาบำรุงเลือด (ธาตุเหล็ก) เนื่องด้วยมีธาตุเหล็กใน ร่างกายเกินปกติอยู่แล้ว ส่วนการปฏิบัติตนของคนไข้และการดูแลผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียควรปฏิบัติอย่างแม่นยำ รวมทั้งเหมาะสมกับสภาพลักษณะโรคดังนี้

  • รักษาความสะอาดของร่างกาย ปาก ฟัน เนื่องจากว่าคนเจ็บจะมีร่างกายอ่อนแอติดเชื้อได้ง่าย และก็ควรจะไปตรวจฟันกับทันตแพทย์ ทุก 6 เดือน เนื่องจากฟันจะผุง่ายดายยิ่งกว่าคนปกติ
  • ไปพบหมอตามนัดทุกหน ทำตามที่หมอเสนอแนะ แม้มีเรื่องที่น่าสงสัยควรขอคำแนะนำหมอ
  • ไม่สมควรเปลี่ยนสถานที่รักษาบ่อยๆเนื่องจากว่าจะทำให้การดูแลรักษาไม่ตลอด
  • เมื่อเป็นไข้ ควรเช็ดตัวลดไข้ และก็ให้ดื่มน้ำมากมายๆถ้าเกิดไข้สูงมากมายควรรับประทานยาลดไข้พาราเซตามอลแล้วก็รีบไปพบหมอแม้ว่าจะไม่ใช่วันนัด เพราะไข้อาจจะเกิดขึ้นได้ก็เพราะการติดเชื้อ ซึ่งจะก่อให้ซีดลงมากหรือก่อปัญหาร้ายแรงได้
  • คุ้มครองป้องกันอุบัติเหตุที่จะทำให้เสียเลือด หรือกระดูกหัก เพราะว่าผู้เป็นโรคธาลัสซีภรรยามีภาวะซีดเผือดและก็กระดูกจะเปราะหักง่าย ควรจะออกกำลังกายตามสมควรกับสภาพร่างกาย และพึงระวังการถูกกระแทกที่บริเวณท้องด้วยเหตุว่าจะก่อให้เกิดอันตรายต่อตับแล้วก็ม้ามที่โตได้
  • ควรพักผ่อนอย่างพอเพียง ในภาวะป่วยไข้ควรจะดูแลให้ได้พักผ่อนมากยิ่งกว่าเดิม
  • ไม่สมควรซื้อยาบำรุงเลือดมากินเอง ด้วยเหตุว่าอาจเป็นยาที่มีธาตุเหล็กซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่เป็นโลหิตจางจากภาวการณ์ขาดธาตุเหล็ก แต่เป็นอันตรายต่อคนเจ็บทาลัสซีเมียที่มีภาวการณ์เหล็กเกินอยู่แล้ว
  • ไม่ควรรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง ตัวอย่างเช่น เลือดหมูเลือดไก่ เครื่องในสัตว์ตับ
  • กินยาเสริมโฟเลท วันละ 1 เม็ด เพราะโฟเลทเป็นสารที่จําเป็นสำหรับเพื่อการสร้างเม็ดเลือดแดง เพราะร่างกายมีการสร้างเม็ดเลือดแดงมากยิ่งกว่าปกติเพื่อมาชดเชยเม็ดเลือดแดงที่อายุสั้นลง
  • หลบหลีกการทำงานหนัก หรือการเล่นกีฬาที่ร้ายแรง


o             ให้ความรักเอาใจใส่ ให้กำลังใจ เนื่องจากว่าโรคนี้เป็นโรคเรื้อรัง ควรจะผลักดันให้ผู้เจ็บป่วยได้ดำเนินชีวิตตามเดิม ไม่ห่อเหี่ยวต่อการเจ็บป่วย
o             รับประทานอาหารให้ครบ ๕ กลุ่ม มีโปรตีนสูง (ดังเช่น เนื้อสัตว์ นม ไข่ เต้าหู้ ถั่วต่างๆ) แล้วก็มีสารโฟเลตสูง (พืชผักต่างๆ) เพื่อใช้สำหรับในการสร้างเม็ดเลือดแดงโดย
อาหารที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยโรคธาลัสซีภรรยามีลักษณะดังต่อไปนี้ คนเจ็บโรคธาลัสซีเมียโดยทั่วไปมักจะมีการเจริญวัยของร่างกายน้อยกว่าปกติ มีภูมิต้านทานต่ำแล้วก็ความหนาแน่นของมวลกระดูกน้อย เพราะฉะนั้นอาหารที่เหมาะสมกับผู้เจ็บป่วยธาลัสซีเมีย เป็นอาหารที่มีโปรตีนสูง เป็นต้นว่า เนื้อปลาสมุทร เนื้อไก่ เมล็ดพืชต่างๆได้แก่ ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ข้าวซ้อมมือ ข้าวบาเลย์ ฯลฯ อาหารทีมีกรดโฟลิก (Folic acid) สูง เพื่อช่วยสำหรับเพื่อการสร้างเม็ดเลือดแดง ตัวอย่างเช่น ตำลึง กะหล่ำ มะเขือเทศ คะน้า ถั่วงอก เป็นต้น อาหารที่มีแคลเซียม แมกนีเซียม และวิตามินดีสูงเพื่อปกป้องภาวการณ์กระดูกพรุน ดังเช่น ผลิตภัณฑ์นม ใบย่านาง ใบชะพลู ใบแค ใบยอ ผักโขม ใบสะระแหน่ ผักหวาน ฟักอ่อน ใบตำลึง ผักกวางตุ้ง ผลไม้ เช่น ส้มเขียวหวาน มะขามหวาน มะม่วงแก้วสุก ยิ่งกว่านั้นควรจะกินอาหารที่มีวิตามินเอ วิตามินอีรวมทั้งวิตามินซีสูง เพื่อช่วยลดภาวการณ์การเกิดอนุมูลอิสระภายในร่างกายจากการที่เม็ดเลือดแดงแตกง่าย เช่น มะละกอ ฟักทอง เสาวรส ฝรั่ง มะยม ผักหวาน ฯลฯ
การปกป้องตนเองจากโรคธาลัสซีภรรยา โรคโลหิตจางธาลัสซีภรรยาเป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม แนวทางคุ้มครองที่ดีที่สุดคือ

  • ขอความเห็นหมอเพื่อตรวจเลือดก่อนสมรส หรืออย่างช้าก่อนมีบุตร ว่าตนเป็นพาหะหรือไม่
  • สำหรับคนที่เป็นพาหะที่มีความเสี่ยงต่อการมีบุตรเป็นโรคทาลัสซีเมียรุนแรง ควรแนะนำทางเลือกในการคุ้มครองไม่ให้มีบุตรเป็นโรคนี้ ดังนี้ คนที่ยังมิได้แต่งงาน ทางเลือกเป็น เลือกคู่สมรสที่ไม่เป็นพาหะมีโอกาสเสี่ยงต่อการมีลูกเป็นโรคนี้ หากคู่ควงเป็นพาหะด้วยกันแล้วก็เสี่ยงต่อการมีลูกเป็นโรคนี้ ทางเลือกคือ การคุมกำเนิดไม่ให้มีลูก การรับลูกบุญธรรมมาเลี้ยง ใช้การผสมเทียม หรือเทคโนโลยีการเจริญวัยอื่นๆ
  • ฝากครรภ์เมื่อทราบว่ามีท้อง เพื่อหมอจะได้ตรวจวิเคราะห์ลูกในท้องว่าธรรมดาหรือไม่
  • ควรจะชี้แนะให้เครือญาติ ญาติพี่น้อง ไปตรวจเลือด โดยแนวทางพิเศษว่าเป็นพาหะไหม และขอความเห็นหมอก่อนสมรส เพื่อวางแผนครอบครัวอย่างเหมาะสมถัดไป
  • รณรงค์ให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องทาลัสซีเมียแก่สามัญชน โดยเฉพาะ ชายหญิงวัยเจริญพันธุ์


สมุนไพรที่สามารถรักษา/ทุเลาลักษณะของโรคธาลัสซีเมีย โรคธาลัสซีเมียเป็นโรคที่มีภาวะเลือดจากเรื้อรังจากความไม่ปกติทางด้านกรรมพันธุ์ ซึ่ง ณ.ขณะนี้ไม่มีแถลงการณ์ว่ามีสมุนไพรชนิดใดที่ใช้รักษาโรคธาลัสซีภรรยาที่สำเร็จอย่างเป็นจริงเป็นจัง แต่มีรายงานการศึกษาเรียนรู้วิจัยรวมทั้งทดสอบที่น่าสนใจเกี่ยวกับ ขมิ้นชัน กับโรคธาลัสซีภรรยา ดังนี้
สำหรับการทดลองทางสถานพยาบาลของขมิ้นชัน ในคนไข้ธาลัสซีภรรยา เริ่มจาก จากคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ได้ทดลองให้คนป่วยเบต้าธาลัสซีภรรยา/ ฮีโมโกลบินอีรับประทานแคปซูลสารสกัดขมิ้นชัน วันละ 2 แคปซูล ต่อเนื่องกัน นาน 3 เดือน พบว่าช่วยลดสภาวะที่มีอนุมูลอิสระสูง(oxidative stress) ลงได้รวมทั้งมีอีกการทดลองที่ทำการทดลองจากภาควิชาแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่าเมื่อให้แคปซูลสารสกัดขมิ้นชันวันละ 2 แคปซูลแก่ผู้ป่วยธาลัสซีเมียเด็กชนิดเบต้าธาลัสซีภรรยา/ฮีโมโกลบินอี พบว่าคนป่วย 5 คนภายใน 8 คน แก่ของเม็ดเลือดแดงนานขึ้น ซึ่งในการทดสอบทั้งคู่ครั้งไม่เจออาการข้างๆอะไรก็แล้วแต่ที่เกิดขึ้นมาจากแคปซูลสารสกัดขมิ้นชัน นอกจากนี้ผลการศึกษาในหลอดทดลองของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ชี้ให้เห็นว่าเคอร์คูไม่นอยด์สามารถลดระดับของเหล็กรูปที่มิได้จับกับทรานสิเฟอร์ริน (non-transferrin bound iron, NTBI) ในพลาสม่าของผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียจำพวกเบต้าธาลัสซีภรรยา และยังเสริมฤทธิ์ของยาขับเหล็กในการลดเหล็กรูป NTBI ได้อีกด้วยและขณะนี้ยังมีการศึกษาค้นคว้าทางคลินิกประเด็นการใช้แคปซูลสารสกัดขมิ้นชันในคนไข้ธาลัสซีภรรยา อีกหลายโรงหมอ  ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสมุนไพรนี้ จะได้รับการค้นคว้าต่อยอดให้เป็นสมุนไพรที่ใช้คุ้มครอง/รักษาโรคธาลัสซีเมียได้อย่างมีประสิทธิภาพถัดไป
เอกสารอ้างอิง

  • แนวทางการวินิจฉัยและการรักษาโรคโลหิตจากธาลัสซีเมีย พ.ศ.2549.มูลนิธิโรคโลหิตจากธาลัสซีเมียแห่งประเทศไทย.แก้ไขครั้งที่2/7 กันยายน 2548.หน้า1-16
  • นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.ทาลัสซีเมีย.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่397.คอลัมน์สารานุกรมทันโรค.พฤษภาคม.2555
  • ผศ.นพ.อนุวัฒน์ สุตัณฑวิบูลย์.เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคธาลัสซีเมีย.ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา.คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Fung EB, Xu Y, Trachtenberg F, Odame I, Kwiatkowski JL, Neufeld EJ, et al. Inadequate dietary intake in patients with thalassemia. Journal of the Academy of Nutrition and Dietetics. 2012;112(7):980-90.
  • Fung EB, Xu Y, Trachtenberg F, Odame I, Kwiatkowski JL, Neufeld EJ, et al. Inadequate dietary intake in patients with thalassemia. Journal of the Academy of Nutrition and Dietetics. 2012;112(7):980-90.
  • Fung EB, Xu Y, Trachtenberg F, Odame I, Kwiatkowski JL, Neufeld EJ, et al. Inadequate dietary intake in patients with thalassemia. Journal of the Academy of Nutrition and Dietetics. 2012;112(7):980-90.
  • Fung EB, Xu Y, Trachtenberg F, Odame I, Kwiatkowski JL, Neufeld EJ, et al. Inadequate dietary intake in patients with thalassemia. Journal of the Academy of Nutrition and Dietetics. 2012;112(7):980-90.
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป “ทาลัสซีเมีย (Thalassemia)”.  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 728-734.
  • พีระพล วอง.ความรู้เกี่ยวกับโรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย:ข้อแตกต่างระหว่าคนที่เป็นพาหนะและคนที่เป็นโรค.กรกฎาคม.2548
  • ธาลัสซีเมีย-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก http://www.disthai.com/
  • ศ.เกียรติคุณ พญ.วรวรรณ ตันไพจิตร.โรคธาลัสซีเมีย.สาขาวิชาโลหิตวิทยา ภาควิชา กุมารเวชศาสตร์.คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป “ทาลัสซีเมีย (Thalassemia)”.  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 728-734.
  • พีระพล วอง, พิริยา ถนอมรัตน์, สุชิลา ศรีทิพยวรรณ, ประวิทย์เตติวัฒน, แน่งน้อย เจิมนิ่ม, หนึ่งฤทัย นิ่มนุช, สุขุมาล นิยมธรรม, ต่อพงศ์สงวนเสริมศรี. ความชุกของธาลัสซีเมียเทรตจากการตรวจคัดกรองใน หญิงตั้งครรภ์ของจังหวัดพิษณุโลก. วารสารโลหิตวิทยาและเวชศาสตร์บริการโลหิต 2547; 14 (3): 181-6.
  • Fung EB. Nutritional deficiencies in patients with thalassemia. Annals of the New York Academy of Sciences. 2010;1202:188-96.


ดร.ชฎก พิศาลพงศ์.แคปซูลสารสกัดขมิ้นชัน.มูลนิธิโรคโลหิตจางธาลัสซีเมียแห่งประเทศไทย.

หน้า: [1] 2 3 ... 11