แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - watamon

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1

สมุนไพรต้นหญ้าถอดปล้อง
ต้นหญ้าถอดปล้อง Equisetum debile Roxb.
บางถิ่นเรียกว่า หญ้าถอดปล้อง หญ้าเงือก หญ้าหูหนวก (เหนือ) เครือเซาะปอยวา แยปอ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) หญ้าปล้อง ต้นหญ้าสองปล้อง (กึ่งกลาง).
    ไม้ล้มลุก ลำต้นสีเขียว ตั้งตรง สูง 30-100 ซม. มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1-5 มม. เป็นปล้องๆข้างในกลวง ภายนอกมีร่องตามยาว. ใบ ชิดกันเป็นทรงกระบอกห่อหุ้มรอบข้อ ยาว 4-12 มิลลิเมตร สีเขียว ขอบแยกเป็นแฉกๆสีน้ำตาล หรือ ขาว แฉกพวกนี้แห้งและหล่นง่าย แตกกิ่งตามข้อๆละ 1-4 กิ่ง. อวัยวะสืบพันธุ์ เกิดที่ยอด เป็นรูปขอบขนานปนรูปรี สร้างหน่วยสืบพันธุ์เรียกสปอร์ สปอร์มีลักษณะกลม สีเขียว และก็มีสายยาวๆ4 สาย พันอยู่บริเวณปลายของสายทั้ง 4 นี้ พองออกเป็นรูปกระบอง.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามริมสายธารทางภาคเหนือ.
คุณประโยชน์ : ต้น น้ำสุกอีกทั้งต้น กินเป็นยาขับเยี่ยว เป็นยาเย็น ตำเป็นยาพอกบาดแผล พอกกระดูกที่เดาะ หรือ หัก รวมทั้งพอกแก้ปวดตามข้อ

2

สมุนไพรสมอทะเล
สมอทะเล Sapium indicum
บางถิ่นเรียก สมอสมุทร กระหุด (กึ่งกลาง) กุระ ว่าวจุฬา (มลายู-ใต้).
ไม้ต้น สูงโดยประมาณ 10-15 มัธยม ใบ คนเดียว เรียงสลับกัน รูปรีปนรูปหอก หรือ รูปไข่แกมขอบขนาน กว้าง 2-4 เซนติเมตร ยาว 5-10 เซนติเมตร โคนใบแหลม หรือ มน ขอบใบหยักมนและตื้น ปลายใบเรียวบาง ปลายสุดแหลม หรือ มน เส้นแขนงใบเล็ก เรียงถี่ๆห่างกันโดยประมาณ 3-5 มม. โคนใบมีต่อม 2 ต่อม ก้านใบยาวราว 1 ซม. ดอก มันออกตามกิ่งที่อยู่ใกล้โคนต้น แยกเพศ แต่อยู่บนต้นเดียวกัน หรือ บางทีอาจอยู่บนช่อเดียวกัน ช่อดอกออกที่ปลายยอด ยาวราวๆ 8-12 ซม. [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url][/url] ดอกสีเหลืองนวล ดอกเพศผู้ไม่มีก้านดอก ดอกเพศเมียมีก้านดอก รวมทั้งมีขนาดใหญ่กว่าดอกเพศผู้ มักอยู่ตรงโคนของช่อดอก; กลีบรองกลีบปลายแหลม ขอบกลีบมีขน. ดอกเพศผู้ มีเกสรผู้ 2-3 อัน ก้านเกสรไม่ชิดกัน อับเรณูไข่. ดอกเพศเมีย รังไข่มี 2-3 ช่อง ท่อเกสรมี 2-3 แฉก ม้วนออก. ผล รูปกลม มี 3 พู เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2.5 เซนติเมตร เมื่อยังอ่อนอยู่ฉ่ำน้ำ แก่จะแข็ง และก็แตกเป็น 3 เสี่ยง มีช่องละ 1 เม็ด. เม็ด รูปรี ค่อนข้างจะแบน ผิวสีอ่อน วาว.

นิเวศน์วิทยา
: ชอบขึ้นอยู่ตามที่ลุ่ม หรือ ตามริมหาดที่น้ำทะเลขึ้นถึง.
คุณประโยชน์ : ราก น้ำต้มเปลือกรากรับประทาน เป็นยาระบาย แล้วก็ทำให้อาเจียน ต้น น้ำยางต้นเป็นพิษ หากถูกผิวหนังทำให้ผิวหนังไหม้ ผล น้ำยางผลมีฤทธิ์กัดทำลาย เมื่อกินทำให้อาเจียน ใช้เบื่อปลา เม็ด กินได้ ใช้เป็นเครื่องเทศ

3

สมุนไพรผักหวานบ้าน
ผักหวานบ้าน Sauropus androgynous (Linn.) Merr.
ชื่อพ้อง albicans. Bl.
บางถิ่นเรียกว่า ผักหวานบ้าน ผักหวาน (ทั่วไป) ก้านตง จ๊าผักหวาน (เหนือ) โถหลุ่ยกะนีเด๊าะ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) นานาเซียม (มลายู-จังหวัดสตูล) ผักหวานใต้ใบ (สตูล) มะยมป่า (ประจวบคีรีขันธ์).
       ไม้พุ่ม หรือ พืชล้มลุก ที่มีโคนต้นออกจะแข็ง สูง 0.5-2 มัธยมลำต้นอ่อน กลม หรือ เป็นเหลี่ยม เกลี้ยง กิ่งอ่อนหักงอไปมาเป็นรูปซิกข์แซกบางส่วน. ใบ ผู้เดียว เรียงสลับกัน รูปไข่ หรือ รูปหอก กว้าง 1.3-3 ซม. ยาว 2.5-11 เซนติเมตร ปลายใบแหลม หรือ มน ขอบใบเรียบ โคนใบแหลม หรือ มน เส้นแขนงใบมีข้างละ 5-7 เส้น โค้งน้อย ใบสะอาดทั้งสองด้าน; เมื่อทำให้แห้งจะมีสีเขียวอมเหลือง; สมุนไพร ก้านใบสั้น ราวๆ 2-4 มม. หูใบสามเหลี่ยม ยาว 1.7-3 มม. ดอก ออกเป็นช่อตามง่ามใบ ดอกเพศผู้ แล้วก็ดอกเพศเมียอยู่บนต้นเดียวกัน บางทีเกิดบนช่อเดียวกัน. ดอกเพศผู้ ก้านดอกยาว 4-5 มิลลิเมตร ดอกรูปจาน กลีบรองกลีบดอกสีเหลือง หรือ มีจุดๆสีแดง ดอกบนกว้างราว 5-12 มม. ขอบกลีบเป็นคลื่นนิดหน่อย หรือ แยกเป็นกลีบ 6 กลีบ ปลายกลีบกลม หรือตัดตรง เกสรผู้มี 3 อัน ก้านเกสรเชื่อมชิดกันเป็นท่อสั้นๆปลายแยกออกมาจากกัน ฐานดอกมีต่อม 6 ต่อม. ดอกเพศเมีย ก้านดอกยาวถึง 8 มม. กลีบรองกลีบดอกไม้สีเหลือง หรือ สีแดงเข้ม ยาว 5-7 มม. แยกเป็น 6 กลีบ กลีบรูปไข่ หรือ ค่อนข้างจะกลม ปลายกลีบแหลมสั้นๆ; รังไข่รูปไข่ ภายในมี 3 ช่อง มีไข่อ่อนช่องละ 2 หน่วย ท่อรังไข่ 3 อัน สั้น แต่ละอันปลายแยกเป็นสอง และก็ม้วน. ผล รูปกลมแป้น สีขาวอมชมพู เส้นผ่านศูนย์กลาง 15-18 มิลลิเมตร ยาว 10-13 มม. กลีบรองกลีบมีขนาดโตขึ้นเมื่อสำเร็จ. เมล็ด รูปสามเหลี่ยม กว้างประมาณ 5 มม. ยาว 8 มิลลิเมตร สีออกดำ.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นทั่วไปในป่าดงดิบ ป่าละเมาะ จากที่รกร้าง และก็ข้างถนน.
คุณประโยชน์ : ราก น้ำต้มรากกินเป็นยาลดไข้ แล้วก็ฉี่ขัด ต้น รวมทั้ง ใบ น้ำยางต้นแล้วก็ยางใบ ใช้หยอดตาแก้อักเสบ นำมาตำเป็นยาพอกผสมกับรากและ cinnamon รักษาแผลในจมูก ตำผสมกับ arsenic ใช้ทาแก้โรคผิวหนังที่ติดเชื้อ spirochete ได้

4

สมุนไพรโลดทะนง
โลดทะนง Trigonostemon reidioides (Kurz) Craib
ชื่อพ้อง Baliospermum reedioides Kurz.
บางถิ่นเรียกว่า โลดทะนง (ราชบุรี จังหวัดปราจีนบุรี ตราด) อาหารเย็นเนิน (ราชบุรี ประจวบคีรีขันธ์) ดู่เบี้ย ดู่เตี้ย (เพชรบุรี) ทะนง รักทะนง (จังหวัดโคราช) ทะนงแดง (ประจวบคีรีขันธ์) นางแซง (อุบลราชธานี) โลดทะนงแดง (บุรีรัมย์) หนาดคำ (เหนือ) หัวยาอาหารเย็นเนิน (จังหวัดราชบุรี).
  ไม้พุ่ม ขนาดเล็ก สูง 0.5-1.5 มัธยม มีขนปกคลุมดกนแน่นทั่วๆไป. ใบ ลำพัง เรียงสลับกน รูปขอบขนาน แคบบ้างกว้างบ้าง หรือ กว้าง 2-4 เซนติเมตร ยาว 7-12 เซนติเมตร; ปลายใบแหลม ขอบของใบเรียบ โคนใบกลม หรือ มน เส้นใบมี 5-7 คู่ ด้านล่างนูน มีขนอีกทั้ง 2 ด้าน ด้านบนค่อนข้างจะสาก ด้านล่างขนยาว นุ่มแล้วก็หนาแน่นกว่าด้านบน ที่ฐานใบมีต่อมเล็กๆ2 ต่อม ก้านใบยาว 10-15 มิลลิเมตร มีขน. ดอก สีขาว ชมพู ม่วงเข้ม หรือ เกือบดำ ออกเป็นช่อตามง่ามใบ และก็ตามกิ่ง ดอกเพศผู้ และก็ดอกเพศเมียกำเนิดบนต้นเดียวกัน. ดอกเพศผู้ ดอกตูมกลม กลีบรองกลีบดอกไม้ 5 กลีบ รูปไข่กลับ ด้านนอกมีขน กลีบดอก 5 กลีบ รูปไข่กลับ ไม่มีขน เกสรผู้ 3 อัน ก้านเกสรติดกัน อับเรณูรูปกลม ฐานดอกขอบเป็นคลื่น. ดอกเพศภรรยา [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/i][/b][/url] ดอกตูมรูปไข่ กลีบรองกลีบดอกไม้ 5 กลีบ รูปไข่ปลายมน กว้างราว 1.5 มม. ยาวราว 3 มม. ภายนอกมีขน กลีบรูปไข่ กว้างราว 2 มม. ยาว 3 มิลลิเมตร รังไข่รูปไข่ มีขน ท่อรังไข่สั้น มี 3 อัน ปลายท่อใหญ่ ปลายสุดหยักเว้านิดหน่อย ฐานดอกขอบไม่เป็นคลื่น. ผล มี 3 พู เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 12 มิลลิเมตร มีขนปกคลุมหนานแน่น ก้านผลยาวราวๆ 15 มม. เม็ด รูปค่อนข้างจะกลม หรือ รูปไข่ปนสามเหลี่ยม ยาวราวๆ 5-6 มม. สีออกเหลือง ผิวเรียบ.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นทั่วๆไปในที่ดินผสมทราย ในป่าสัก และมีกระจุยกระจายในป่าเบญจพรรณแล้ง เหนือระดับน้ำทะเลไม่เกิน 450 ม.
สรรพคุณ : ราก รสร้อน ฝนกินเพื่อทำให้อาเจียน ทำให้ท้องเดิน ใช้ถอนพิษคนที่รับประทานยาเบื่อเมา แก้หืด ใช้ด้านนอกฝนทาเป็นยาเกลื่อนฝี แก้ฟกช้ำดำเขียว เคล็ดบวม กินเป็นยาคุมกำเนิด

5

สมุนไพรกระทิง
กระทิงCalophyllum inophyllum L.
บางถิ่นเรียกว่า กระทิง (ภาคกึ่งกลาง) ทิง (กระบี่) เนาวกาน (น่าน) สารภีสมุทร (ประจวบฯ) สารภี แนน (ภาคเหนือ)
      ไม้ใหญ่ สูง 8-20 ม. ไม่ผลัดใบ เรือนยอดเป็นพุ่มทึบ ไร้ระเบียบ ลำต้นออกจะสั้น และมักบิด แตกเป็นกิ่งใหญ่ๆจำนวนไม่น้อยทั้งในแนวตั้งแล้วก็นอน หรือห้อยลง เปลือกเรียบสีน้ำตาลคละเคล้าเทา หรือ ออกจะดำ ด้านในมีน้ำยางสีเหลืองใส ตายอดเป็นรูปกรวยคว่ำ มีขนสีน้ำตาลปนแดงเล็กน้อย ใบ ผู้เดียว ออกตรงกันข้าม รูปรีถึงไข่กลับ กว้าง 4.5-8 ซม. ยาว 8-15 ซม. ปลายใบนกว้าง และมักหยักเว้าตรงกลางนิดหน่อย โคนใบสอบ ขอบของใบเรียบ เนื้อใบดก หมดจด วาว เส้นใบถี่มาก รวมทั้งขนานกัน ก้านใบยาว 1-2 เซนติเมตร สมุนไพร ดอก สีขาว กลิ่นหอม ออกเป็นช่อตามง่ามใบ ดอกบานสุดกำลังกว้างราว 2 เซนติเมตร กลีบเลี้ยงมี 4 กลีบ ยาว 2.7-10 มิลลิเมตร ชั้นนอกรูปร่างกลมค่อนข้างครึ้ม เกลี้ยง ชั้นในรูปไข่กลับ เหมือนกลีบดอก กลีบดอกมี 4 กลีบ กว้าง 7-8 มิลลิเมตร ยาว 9-12 มิลลิเมตร รูปไข่กลับ หรือ รูปช้อน ขอบงอ เกสรเพศผู้มีเป็นจำนวนมาก รังไข่ค่อนข้างกลม สีชมพู ก้านเกสรเพศเมียยาว ผล ออกจะกลม มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 2.5-3 เซนติเมตร ปลายเป็นติ่งแหลม ผิวเรียบ สีเขียว เปลือกออกจะหนา

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามป่าใกล้ชายฝั่งทะเล ในพื้นที่ที่เป็นหิน เหนือระดับน้ำทะเล 5-50 ม.
คุณประโยชน์ : ราก ยาชงรากใช้หยอดตาแก้ตาอักเสบ และก็ใช้ล้างแผล ต้น และ เปลือกต้น ให้ยางใช้สำหรับทาแผล เป็นยาฝาดสมานพอกทรวงอกแก้วัณโรคปอด ถ้าหากกินจะก่อให้คลื่นไส้ เป็นยาระบาย ใช้แต่งกลิ่น ให้มีกลิ่นเหมือนผักชีฝรั่ง หรือดอก lavender หรือ สารหอม coumarin ขับฉี่ ใช้ภายนอกสำหรับล้างแผนอักเสบเรื้อรัง ใบ ใช้เบื่อปลา หากนำมาแช่น้ำทิ้งไว้ค้างแรมจะได้น้ำที่มีสีน้ำเงิน กลิ่นหอมสดชื่นใช้ล้างตา แก้ตาอักเสบ น้ำคั้นจากใบเป็นยาฝาดสมานภายนอกใช้กับโรคริดสีดวงทวาร เมล็ด ให้น้ำมันและก็ยางอยู่รวมกัน แยกน้ำมันออกมาใช้ทาถูกนวดแก้ปวด rhuematism แก้ผื่นคัน แก้โรคผิวหนังบางจำพวก แก้เหา น้ำมันจากเม็ดทำให้บริสุทธิ์ รับประทานแก้โรคหนองใน

6

สมุนไพรพะวาใบใหญ่
พะวาใบใหญ่ Garcinia vilersiana Pierre
บางถิ่นเรียกว่า พะวาใบใหญ่ (ชลบุรี เมืองจันท์) ไข่ตะไข้ ตะบอก (เมืองจันท์) จำพูด (ภาคกึ่งกลาง) ปราโฮด (เขมร-สุรินทร์) ปะหูด (ตะวันออกเฉียงเหนือ มะบอก (ภาคกลาง ภาคใต้) ส้มปอง ส้มม่วง (เมืองจันท์)
ไม้ใหญ่ สูง 12-15 ม. เปลือกสีออกดำ ค่อนข้างจะหยาบ มีน้ำยางสีเหลือง ใบ ผู้เดียว ออกตรงกันข้าม รูปขอบขนาน หรือ ขอบขนานแกมรี กว้าง 6-12 เซนติเมตร ยาว 15-37 ซม. โคนใบมน หรือ เว้าเป็นรูปหัวใจ ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ หรือ เป็นคลื่น ม้วนลงบางส่วน เนื้อใบดกเหมือนแผ่นหนัง ด้านบนวาว เส้นใบเรียงไม่สม่ำเสมอกันรวมทั้งมองเห็นไม่ชัดเจน ก้านใบยาว 1-2.5 ซม. มีรอยย่นตามทางขวาง ดอก ดอกเพศผู้ หรือดอกสมบูรณ์เพศออกเป็นช่อสั้นๆตามง่ามใบ สมุนไพร  แกนช่อเป็นเกล็ดแล้วก็มีขนละเอียด ก้านดอกย่อยเป็นสี่เหลี่ยม ยาว 1-1.5 เซนติเมตร มีขน กลีบเลี้ยงมี 5 กลีบ กลม เส้นผ่าศูนย์กลาง 5 มิลลิเมตร งอเป็นกระพุ้ง ขอบมีขน กลีบมี 4 กลีบ ค่อนข้างจะกลม ดก กว้าง 6-7 มิลลิเมตร ยาว 8-5 มม. งอเป็นกระพุ้ง ดอกเพศผู้ เกสรเพศเมียไม่มีก้าน ยอดเกสรเพศเมียมี 6 พู ผล กลม กว้างราวๆ 3 เซนติเมตร ยาวประมาณ 4 เซนติเมตร สุกสีเหลือง นุ่ม มี 3-5 เม็ด
นิเวศน์วิทยา
: ชอบขึ้นใกล้ลำห้วย พบทางภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคตะวันออกเฉียงใต้ และภาคใต้
สรรพคุณ : ต้น เปลือกต้น ตำผสมแอลกอฮอล์ลงไปนิดหน่อย เป็นยาพอกแก้เคล็ดขัดยอด แล้วก็แผลอักเสบเรื้อรัง

7

สมุนไพรงาขี้ม้อน
งาขี้ม้อน Perilla frutescens (L.) Britton
บางถิ่นเรียก งาขี้ม้อน (ภาคเหนือ) งามน (งู-แม่ฮ่องสอน) แง (จังหวัดกาญจนบุรี) นอ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) น่อง (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี)
ไม้ล้มลุก ตั้งชัน สูง 50-150 เซนติเมตร ลำต้นเป็นสี่เหลี่ยมมนๆระหว่างเหลี่ยมเป็นร่อง แตกกิ่งก้านสาขา มีกลิ่นหอมสดชื่น มีขนยาวละเอียดสีขาวปกคลุมหนาแน่น เมื่อโตสุดกำลัง ที่โคนต้นเกลี้ยง ส่วนโคนต้นและก็โคนกิ่งแข็ง สมุนไพร ใบ คนเดียว ออกตรงกันข้าม รูปไข่หรือกลม กว้าง 2-8 เซนติเมตร ยาว 3-9.5 ซม. ปลายใบเรียวแหลมหรือแหลมเป็นติ่งยาว โคนใบกลม ป้าน หรือ ตัด ขอบของใบจักแบบฟันเลื่อย สีเขียวอ่อน ด้านล่างสีอ่อนกว่าด้านบน มีขนทั้งสองด้าน ตามเส้นใบมีขนหนาแน่น ข้างล่างมีต่อมน้ำมัน ก้านใบยาว 10-45 มิลลิเมตร มีขนยาวหนาแน่น ดอก ออกเป็นช่อกระจะ ตามง่ามใบรวมทั้งที่ยอด ริ้วประดับประดาดอกย่อย รูปไข่ กว้าง 2.5-3.2 มม. ยาว 3-4 มม. ไม่มีก้าน โคนริ้วเสริมแต่งกลมกว้าง ขอบเรียบ มีขน ปลายเรียวแหลม ก้านดอกย่อยยาวประมาณ 1.5 มม. มีขนสีขาวปกคลุมหนาแน่น กลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันเป็นรูประฆัง ยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร ปลายแยกเป็นแฉกแหลม 5 แฉก แฉกกลางด้านบนสั้นกว่าแฉกอื่นๆมีเส้นตามยาว 10 เส้น ด้านนอกมีขนแล้วก็มีต่อมน้ำมัน ข้างในมีขนยาวเรียงเป็นวงรอบปากหลอด เมื่อดอกรุ่งโรจน์ไปเป็นผลแล้ว กลีบเลี้ยงจะใหญ่ขึ้น กลีบดอกสีขาว เชื่อมติดกันเป็นหลอดทรงกระบอก ปลายแยกเป็นปาก ยาว 3.5-4 มม. ด้านนอกมีขน ข้างในมีขนเรียงเป็นวงอยู่กึ่งกลางหลอด ปากบนปลายเว้าเล็กน้อย ปากด้านล่างมี 3 หยัก ปลายมนหยักกลางใหญ่มากยิ่งกว่าหยักอื่นๆและเฉพาะหยักนี้ภายในมีขน เวลาดอกบานกลีบนี้จะกางออก เกสรเพศผู้มี 4 อัน เรียงเป็นคู่ คู่บนสั้นกว่าคู่ข้างล่างเล็กน้อย ก้านเกสรเกลี้ยง อับเรณูมี 2 พู ด้านบนชิดกัน ด้านล่างกางออก จานดอกเห็ดชัด รังไข่ยาวราวๆ 3 มม. มีพูกลมๆ4 พู ก้านเกสรเพศเมีย ยาว 2.6-3 มิลลิเมตร ปลายแยกเป็น 2 แฉก ไม่มีขน ผล รูปไข่กลับ ขนาดเล็ก ยาวประมาณ2 มม. แข็ง สีน้ำตาล หรือสีเทา มีลายรูปตาข่าย

นิเวศน์วิทยา
: มีปลูกทางภาคเหนือของประเทศไทย
คุณประโยชน์ : ใบ รวมทั้งยอดอ่อน ใช้แต่งรสอาหาร แก้ไอ แก้หวัดและก็ช่วยสำหรับในการย่อย เมล็ด น้ำมันสกัดจากเม็ดใช้ปรุงอาหารได้ รับประทานเป็นยาชูกำลัง ทำให้ร่างกายอบอุ่นแล้วก็แก้ท้องผูก

8

สมุนไพรหมีเหม็น
หมีเหม็น Litsea glutinosa C.B. Rob.
บางถิ่นเรียกว่า หมีเหม็น มะเย้อ ยุบเหยา (เหนือ, ชลบุรี) กำปรนบาย (ซอง-เมืองจันท์) ดอกจุ๋ม (จังหวัดลำปาง) ตังสีพงไพร (พิษณุโลก) ทังบประมาณวน (ปัตตานี) มือเบาะ (มลายู-จังหวัดยะลา) ม้น (ตรัง) หมี (อุดรธานี, จังหวัดลำปาง) หมูทะลวง (เมืองจันท์) หมูเหม็น (แพร่) เส่ปียขู้ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) อีเหม็น (จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดราชบุรี)
สมุนไพร ไม้พุ่ม สูง 2-5 มัธยม กิ่งมีสีเทา ใบ เดี่ยว ออกเรียงสลับ มักจะออกเป็นกลุ่มหนาแน่นที่ปลายกิ่ง ใบรูปรี หรือรูปไข่กลับ หรือออกจะกลม กว้าง 4-10 เซนติเมตร ยาว 7-20 ซม. ปลายใบเรียวแหลม หรือ กลม โคนใบสอบเป็นครีบหรือกลม ขอบของใบเรียบ หรือเป็นคลื่นเล็กน้อย ข้างบนเกลี้ยงวาว ข้างล่างมีขน เส้นใบมี 8-13 คู่ ด้านล่างเห็นกระจ่างกว่าด้านบน ก้านใบยาว 1-2.5 ซม. มีขน ดอก ออกตามง่ามใบเป็นช่อ แบบซี่ร่ม ก้านช่อยาว 2-6 ซม. มีขน ใบตกแต่งมี 4 ใบ มีขน ก้านดอกย่อยยาว 5-6 มิลลิเมตร มีขน ดอกเพศผู้ ช่อหนึ่งมีราวๆ 8-10 ดอก กลีบรวมลดรูปจนกระทั่งเหลือ 1-2 กลม หรือเปล่าเหลือเลย กลีบรูปขอบขนาน ขอบกลีบมีขน เกสรเพศผู้มี 9-20 อัน เรียงเป็นชั้นๆก้านเกสารมีขน ชั้นในมีต่อมกลมๆที่โคนก้าน ต่อมมีก้าน อับเรณูรูปรี มี 4 ช่อง เกสรเพศเมียเป็นหมันอยู่กึ่งกลาง ดอกเพศภรรยา กลีบรวมลดรูปจนไม่มี หรือเหลือเพียงนิดหน่อย เกสรเพศผู้เป็นหมันเป็นรูปช้อน เกสรเพศเมียไม่มีขน รังไข่รูปไข่ ก้านเกสรเพศเมียยาวโดยประมาณ 1-2 มม. ปลายเกสรเพศเมียรูปจาน ผล กลม เมื่ออ่อนสีเขียว เมื่อแก่สีดำ ผิวเป็นเงา ก้านผลมีขน

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นในป่าเบญจพรรณเปียกชื้น และป่าดงดิบทั่วๆไป
คุณประโยชน์ : ราก เป็นยาฝาดสมาน รวมทั้งยาบำรุง ต้น ยางเป็นยาฝาดสมานแก้บิด ท้องเดิน กระตุ้นความรู้สึกทางเพศ ทาแก้พิษแมลงกัดต่อย แก้ปวด บดเป็นผุยผงผสมกับน้ำหรือน้ำนม ทาแก้แผลอักเสบ และก็เป็นยาห้ามเลือด ใบ มีเยื่อเมือกมากมาย ใช้เป็นยาฝาดสมาน รวมทั้งแก้อาการระคายเคืองของผิวหนัง ตำเป็นยาพอกรอยแผลเล็กๆน้อยๆผล กินได้รวมทั้งให้น้ำมัน เป็นยาเช็ดนวดแก้ปวด rheumatism  เม็ด ตำเป็นยาพอกฝี

Tags : สมุนไพร

10

สมุนไพรเทียนดอก
ชื่อท้องถิ่นอื่น  เทียนดอก , เทียนไทย , เทียนบ้าน , เทียนสวน (ภาคกลาง)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Impatiens balsamina L.
ชื่อสกุล  BALSAMINACEAE
ชื่อสามัญ Garden balsam.
ลักษณะทั่วไปทางพฤกษศาสตร์
ไม้ล้มลุก (ExH) ลำต้นจะอวบน้ำและก็มีขนนิดหน่อย สูงประมาณ 30-50 ซม. ลำต้นเอียงไม่ตั้งชัน เปราะง่าย
ใบ เป็นใบผู้เดียว แตกออกตามก้านของลำต้น ลักษณะใบมนรีหรือรูปเรียวรี ปลายใบแหลมเรียว ขอบใบเป็นจะละเอียด โคนใบจะมนสอบเข้าหาก้านใบ ผิวเนื้อใบสาก หยาบคาย แลเห็นเส้นกิ้งก้านใบได้ชัด สีของใบ จะเริ่มจากสีเขียวอ่อนไปจนกระทั่งสีเขียวรวมทั้งสีเขียวเข้ม
ดอก เป็นดอกลำพัง จะออกชิดกันช่อหนึ่งอาจจะมี 2-3 ดอก ดอกมีหลายสี อย่างเช่น สีชมพู สีแดง สีส้มรวมทั้งสีขาว มีดอกตรงส่วนยอดของลำต้น กลีบจะอยู่ซ้อนๆกันเป็นวงกลมผล ผลรูปรี ปลายแหลมยาว มีสีเขียว ผลเมื่อแก่สุดกำลังก็จะแตกหรือดีดตัวออกเป็นเม็ดเมล็ด ลักษณะกลมเล็ก เหมือนเมล็ดดอกบานเย็น
นิเวศวิทยา
เป็นไม้ที่ถูกใจอยู่ในที่ร่มรำไร เกลียดแดดจ้าแม้กระนั้นจำต้องอยู่ในที่มีแสงสว่างเพียงพอ นิยมปลูกเป็นไม้ประดับตามบ้านช่องหรือตามสวนยาจีนทั่วๆไป

การปลูกแล้วก็เพาะพันธุ์
เป็นไม้ที่ปลูกได้ไม่ยาก เติบโตได้ดิบได้ดีในดินที่ร่วนซุย ขยายาพันธ์ุด้วยการเพาะเม็ด หรือตัดปักชำหรือตัดไปแช่น้ำให้รากออกแล้วหลังจากนั้นก็ค่อยนำไปปลูกลงดิน
ส่วนที่ใช้รสแล้วก็สรรพคคุณ
ราก รสฝาดเมา ฟอกเลือด ลดบวม แก้ปวดกระดูก แก้บอบช้ำบวม แก้ตกขาว แก้ตกเลือด
ลำต้น รสเฝื่อน ขับลม ทำให้เอ็นคลายตัว ทำให้เลือดเดินสบาย แก้ปวด แก้เหน็บชา แก้แผลเน่า
ใบ รสเฝื่อน สลายลม ฟอกโลหิต แก้บวม แก้ปวดตามข้อ แก้แผลมีหนองเรื้อรัง
สมุนไพร ดอก รสเฝื่อน สลายลม ฟอกโลหิต ลดบวม แก้ปวดข้อปวดเอว  เป็นยาเย็นบำรุงร่างกาย ทาแผลน้ำร้อนลวก แผลผุพอง
ดอกและใบ รสขื่นเย็น พอกกันเล็บถอด
เม็ด รสขม กระจายเลือด ขับเสลดข้นๆขับระดู แก้พิษงู แก้แผลติดโรคอักเสบเรื้อรัง แก้แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก แก้บวม แก้ตับแข็ง
วิธีใช้และปริมาณที่ใช้

  • รักษาโรคผิวหนัง แก้อาการปวดตามนิ้วมือ นิ้วเท้า เล็บขบ โดยใช้ใบสดและดอกสีขาว 10-20 กรัม เอามาโขลกให้ละเอีียดทาบริเวณที่เป็นวันละ 3 ครั้ง เป็นเวลทา 5-7 วัน
ข้อควรรู้
สีจากน้ำคั้นจะติดอยู่นาน ควรต้องระวังการเปรอะเสื้อผ้าและก็ร่างกายส่วนอื่นๆ

11

สมุนไพรใบระนาด
ชื่อประจำถิ่นอื่น  ใบระนาด , ผักระบาด (ภาคกึ่งกลาง) เมืองมอน (จังหวัดกรุงเทพมหานคร)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Argyreia nervosa (Burm.f.) Bojer
ชื่อพ้อง Argyreia speciosa (L.f.) Sweet
ชื่อสกุล  CONVOLVULACEAE
ชื่อสามัญ Bai rabaat.
ลักษณะทั่วไปทางพฤกษศาสตร์
ไม้เถา (ExC) ลักษณะเลื้อยยาว ตามลำต้นและก็กิ่งก้านมีขนนุ่มสีขาวหรือน้ำตาลปนเหลือง หนาแน่น มียางเหนียวสีขาว
ใบ เป็นใบลำพัง ลักษณะใบรูปไข่หรือรูปกลม กว้าง 8-25 ซม. ยาวราว 10-30 ซม. ปลายใบมน แหลมหรือแหลมเป็นหาง มีติ่งเล็กสั้น โคนใบรูปหัวใจเว้าลึก แผ่นใบหมดจดหรือค่อนข้างหมดจด ด้านท้องใบมีขนคล้ายเส้นไหมสีขาว เทาหรือน้ำตาลแกมเหลือง หนาแน่น เส้นกึ่งกลางใบ แล้วก็เส้นใบจะแน่ชัดทางด้านท้องใบ เส้นแขนงใบมีเยอะๆเรียงขนานกันเป็นขันบันได ก้านใบสั้นกว่า หรือยาวเท่ากับตัวใบ
[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] ดอก ออกใกล้เป็นช่อ ก้านช่อดอกแข็ง ยาวถึง 20 เซนติเมตร ก้านดอกสั้นเป็นเหลี่ยม ใบเสริมแต่งใหญ่ ลักษณะรูปไข่ขอบขนาน หรือรูปรี ยาว 3.5-5 ซม. ปลายเรียวแหลมคม ภายนอกมีขนนุ่มฟู ด้านในหมดจด หลุดหล่นง่าย กลีบรองกลีบรูปรีกว้าง ปลายใบมนหรือแหลม และสองกลีบนอกยาว 15 ม.ม ส่วนสามกลีบในสั้น ภายนอกนั้น มีขนสีขาวนุ่มหนาแน่น ด้านในเกลี้ยง กลีบดอกไม้ใหญ่ เชื่อมชิดกันเป็นรูปท่อหรือกรวย ยาว 6 เซนติเมตร สีม่วงปนชมพู ลาบกลีบจักเป็นแฉกตื้นๆที่รอบๆกึ่งกลางกลีบแต่ละกลีบมีขนุ่มหนาแน่น ก้านเกสรผู้มีขนฟูที่โคน
ผล ลักษณะกลม เส้นผ่าศูนย์กลางราวๆ 2เซนติเมตร ปลายมีติ่งสีน้ำตาลอมเหลือง

นิเวศวิทยา
มีถิ่นเกิดในประเทศประเทศอินเดีย ในประเทศไทยเกิดจากที่รกร้างว่างเปล่า ป่าเขาดงดิบ รวมทั้งป่าเบญจพรรณทั่วๆไป ส่วนมากปลูกขึ้นร้านเป็นไม้ประดับแล้วก็บังร่มเงาก้าวหน้า
การปลูกรวมทั้งขยายพันธุ์
เป็นไม้ที่โล่งแจ้ง ชอบแดดจัด จะขึ้นเกาะพิงตามต้รไม้ใหญ่ๆเจริญเติบโตก้าวหน้าในดินร่วยซุยที่มีอินทรียวัตถุมากมาย ขยายพันธ์ุด้วยการทำหมันทาบกิ่ง หรือการปักชำ
ส่วนที่ใช้ รส แล้วก็สรรพคุณ   
ราก รสจืดเฝื่อนฝาด เป็นยาขับน้ำเหลืองเสีย บำรุงปรับแต่งข้ออักเสบ กระตุ้นความกำหนัด ขับเยี่ยว แก้โรคเท้าช้าง โรคอ้วนที่่มีสาเหตุมาจากการสะสมไขมันมากใบ   รสฝาด ใช้พอกฝีแล้วก็บาดแผลแก้อักเสบ แก้โรคผิวหนังทั่วๆไป น้ำคั้นหยอดหูแก้หูอักเสบ
วิธีการใช้และก็จำนวนที่ใช้

  • เป็นยารักษาโรคผิวหนัง โดยใช้ใบสด 4-7 ใบ ล้างน้ำให้สะอาด แล้วนำมาตำให้ละเอียด ใช้ทารวมทั้งพอกรอบๆที่เป็น วันละ 2-3 ครั้ง บ่อยๆ จนกระทั่งจะหาย


12

สมุนไพรคำฝอย
ชื่อพื้นเมืองอื่น  ดอกคำฝอย (ภาคเหนือ) คำยอง (ลำปาง) คำ (ทั่วๆไป)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Carthamus tinctorius L.
ชื่อวงศ์  COMPOSITAE
ชื่อสามัญ False saffron , Safflower , Saffron thistle.
ลักษณะทั่วไปทางวิชาพฤกษศาสตร์
ไม้ล้มลุก (ExH) มีอายุราว 1 ปี สูงโดยประมาณ 1-1.5 เมตร ลักษณะลำต้นเป็นสัน ผิวเกลี้ยง
ใบ เป็นใบโดดเดี่ยว ลักษณะใบรูปหอกแกมขอบขนาน ก้านใบสั้น ปลายใบแหลม ขอบของใบมีหนามหยักเป็นซี่ฟัน กว้าง 2-4 เซนติเมตร ยาวโดยประมาณ 3-15 เซนติเมตร เส้นกิ่งก้านสาขาใบเห็นแน่ชัด
ดอก เป็นกลุ่มที่ปลายลำต้น ก้านดอกใหญ่ ผิวเนียน กลีบช่วงแรกเหลือง ปลี่ยนเป็นสีส้มอมแดงเมื่อแห้ง
ผล ผลแห้ง ลักษณะเป็นรูปไข่กลับเบี้ยว ยาวราวๆ 5-8 เซนติเมตร มีสีขาวเหมือนงวงช้าง ตรงปลายตัดมีสันอยู่ 4 สัน และมีรยางค์ยาว 5 เซนติเมตร และก็มีเกล็ดด้วย

นิเวศวิทยา
มีบ้านเกิดในทวีปเอเชีย สำหรับเมืองไทยได้นำมาปลูกลงในภาคเหนือ
การปลูกและก็แพร่พันธุ์
เจริญวัยก้าวหน้าในดินซึ่งร่วนซุย  แพร่พันธุ์ด้วยการเพาะเม็ด
ส่วนที่ใช้กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมและก็สรรพคคุณ
ดอก รสหวานร้อน ใช้เป็นยาระบาย ขับเหงื่อ หยุดประสาท บำรุงเลือด ขับประจำเดือน รักษาอาการบวม แก้ไข้ข้างหลังคลอดบุตร รักษาแผลพุพอง หยุดลักษณะของการปวดในสตรีที่มีรอบเดือนมาแตกต่างจากปกติ เป็นยาบำรุงสำหรับคนที่เป็นอัมพาต ใช้ลดความอ้วนแล้วก็ไขมันในเส้นโลหิตเกสร  รสหวานร้อน บำรุงเลือดรวมทั้งน้ำเหลืองให้ปกติ แก้แสบร้อนตามผิวหนัง
สมุนไพร เม็ด รสหวานร้อน เป็นยาระบาย ขับปัสสาวะ ลดการอักเสบหลังการคลอดลูก น้ำมันเม็ดคำฝอย รักษาอาการปวดปวดเมื่อยในโรคไขข้ออักเสบ รักษาแผล ทาปก้อัมพาต  ดอกแก่ รสหวานร้อน ใช้แต่งสีของกินให้มีสีเหลืองส้มในของกินโดยสาร carthamin ในกลีบดอก แล้วก็ใช้ย้อมผ้าได้
วิธีการใช้และจำนวนที่ใช้

  • ขับรอบเดือน บำรุงหัวใจ โดยใช้ดอกแห้ง 5 กรัม ชงเป็นน้ำชาดื่มก่อนที่จะกินอาหาร เช้าตรู่-เย็น เสมอๆทุกวัน
  • ลดไขมันในเลือด รวมทั้งแก้ปวดเมื่อย โดยใช้น้ำมันจากเมล็ดใช้ปรุงเป็นอาหาร รวมทั้งทาแก้เมื่อย ไขข้ออักเสบ รวมทั้งอัมพาต เป็นประจำ
ข้อควรรู้
น้ำมันที่่ใช้ในการทำอาหารแล้วก็ทานวด ควรจะเป็นน้ำมันที่่สกัดโดยไม่ใช้ความร้อน
ส่วนน้ำมันที่สกัดโดยใช้ความร้อน จะใช้ฉาบหนังไม้ให้เปียกน้ำ และใช้ผสมสีทาบ้านเรือน
สารสกัดจากดอกคำฝอยโดยใช้แอลกอฮอล์ สามารถทำลายเชื้อแบคทีเรียแล้วก็ยับยั้งเชื้อไวรัสได้

13
อื่นๆ / สัตววัตถุ เเมลงสาบ
« เมื่อ: มกราคม 03, 2018, 09:49:35 AM »

แมลงสาบ
แมลงสาบเป็นแมลงที่มนูษย์รู้จักกันดีมาตั้งแต่โบราณ ชื่อ “แมลงสาบ” และ “แมลงแกลบ” เป็นชื่อทั่งๆไปที่ชาวไทยทางภาคกลางใช้เรียกแมลงสาบในตระกูล  Blattidaeหลายอย่าง ทางโผลงคเหนือเรียก แมลงแสบ หรืออร่อย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเรียก แมงกะจั๊ว กะจั๊ว หรือ กาจั๊ว ส่วนภาคใต้เรียกแมลงแกลบว่า แมงติดหรือ แมงแป้ แมลงในวงศ์นี้เจอทั่วโลกมีราว ๒๕๐ สกุล  ราว ๕,๐๐๐ ชนิด
แมลงสาบชนิดสำคัญ
แมลงสาบประเภทสำคัญๆที่เจอแพร่หลายไปทั่วทั้งโลกมี ๕ ประเภท ดังเช่นว่า
๑.แมลงสาบเยอรมัน  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Blattellagermanica(Linnaeus) มีชื่อสามัญว่า  German cockroach  หรือ water bug  หรือ croton bug  คนประเทศไทยเรามักเรียกแมลงแกลบบ้าน  เป็นประเภทที่รู้จักกกันเหมาะสมที่สุดและดพร่หลายประเภทกว้างใหญ่พยได้มากที่สุด  เป็นแมลงสาบขนาดเล็ก  ลำตัวยาว ๑.๒-๑.๖ เซนติเมตร  สีน้ตาลเหลืองชีด  มีแถบสีน้ำตาลเข้มตามทางยาว ๒ แถบ  ทั้งสองเพศมีปีก  ตัวเมียพบได้มากถุงไข่ที่ปลายของส่วนท้อง  ออกหากินตอนเวลากึ่งกลางเป็นน  เจอในบ้านเรือน  ในที่มีอาหาร ดังเช่น ที่เปียกชื้นรวมทั้งอุ่น  รับประทานของที่ตายแล้ว
๒.แมลงสาบชีบโลกทิศตะวันออกมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าBlattellaorientalis(Linnaeus)มีชื่อสามัญว่า  oriental  cockroach  หรือ  black  beetle  ชาวไทยเรียกแมลงสาบ  มีขนาดกึ่งกลาง  ลำตัวยาวรวม ๒.๕ ซม.  ตัวเมียนั้นปีกไม่รุ่งเรือง  แต่เพศผู้มีปีกยาว  แต่ปีกมัยยาวไม่พ้นส่วนท้อง  เข้ามาในหมู่บ้านทางท่ออาหารท่อที่มีไว้เพื่อระบายน้ำ  มักอยู่ตามดินที่ชื้อนเฉอะแฉะ  เป็นแมลงสาบที่ทำให้มีกลิ่นเหม็น  กินอาหารทุกชนิด  พบได้บ่อยตสม  กองขยะหรือของเน่าเสียต่างๆ ถูกใจกินของที่มีแป้งอยู่ด้วย
๓.แมลงสาบอเมริกา  มีชื่อวิทยาศาสตร์Periplanetaamericana(Linnaeus)มีชื่อสามัญว่า  American  cockroach  คนประเทศไทยแมลงสาบ  มีขนาดใหญ่ที่สุด  ลำตัวยาว ๓-๔ ซม.  สีน้ำตาลปนแดง  มีถิ่นเกิดในอเมรกากึ่งกลาง  แต่ว่าเดี๋ยวนี้แพร่หลายไปทั่วทั้งโลก   ๒ เพศมีปีกยาวปกคลุมถึงท้อง  เป็นแมลงที่ว่องไว  ถูกใจที่อุ่น  ที่เปียกชื้น  ชอบอยู่ในที่มืด  ออกหากินตอนกลางคือ  กินของที่ตายแล้วและเศษอาหารทุกอย่าง
๔.แมลงสาบประเทศออสเตรเลีย  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Periplanetaaustralasiae(Fabeius) มีชื่อสามัญว่าAustralian  cockroach  ชาวไทยเรียกแมลงสาบ  ชนิดนี้มีสีน้ำตาลแดง  เหมือนแมลงสาบอเมริกัน  อีกทั้ง ๒ เพศมีปีกยาว  ถูกใจอาศัยอยู่นอกตึก  รับประทานอาหารทุกสิ่ง  โดยมากรับประทานซากพืชที่ตายแล้ว
๕.แทลงสาบเมืองร้อน  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Supellasupellectilium(Serville) มีชื่อสามัญว่าtropical  cockroachหรือ  brown-banded cockroachชาวไทยมักเรียกแมลงสาบลาย  ชนิดนี้มีลัษณะคล้ายตามแมลงสาบเยอรมัน  แต่ว่ามีขนาดเล็กกว่า  ลำตัวยาว ๑-๑.๒ มิลลิเมตร  มีแถบสีเหลืองตามแนวขวาง ๒ แถบ แถบแรกอยู่โคนปีก  อีกแถบอยู่ปีก  ส่วนใหย่ปีกมักไม่ปิดปลายส่วนท้อง  พบทั่วไป  หากินช่วงเวลากลางคืนชอบบิน  ชอบอยู่ในที่แห้งแล้วก็ร้อน  ชอบอยู่ที่สูง ยกตัวอย่างเช่นในตู้เสื้อผ้ส  กินอาหารทุกชนิดโดยเฉพาะของเสียแล้วก็ของที่ตายแล้ว
๖.แมลงสาบสุรินัม มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pycnocellissurinamensis(Linnaeus)มีชื่อสามัญว่าSurinamcockroach  คนไทยมักเรียก แมลงสาบหรือแกลบขี้เลื่อย  เพราะเหตุว่าพบตามกองขี้เลื่อย  มีขนาดลำตัวยาวราว ๑.๕ เซนติเมตร  ส่วนท้องกว้างที่สุด ๑ ซม.  ท่อนหัวและก็อกข้อแรกสีดำ ขอบด้านหน้ารวมทั้งด้านข้างแทบตลอกมีสีเหลืองแก่  ปีกสีน้ำตาล  ขาสีน้ำตาลอ่อน  เว้นเสียแต่ขาหลังสีน้ำตาลเข้มตัวเมียปีกสั้นกว่าลำตัว  เมื่อหุบปีกจีงมองเห็นปลายท้องโผล่ออกมา  อาศัยอยู่นอกบ้านตามกองขี้เลื่อย  กองแกลบ  รวมทั้งกองขยะที่เน่าเปื่อย  นิมจับมาเกี่ยวเบ็ดเป็นเหยื่อสำหรับตกปลา

ผลดีทางยา
สมุนไพร แพทย์แผนไทยใช้ “ขี้แมลงสาบ” เข้ามาเป็นเครื่องยาในยาไทยหลายขนาน  ขี้แมลงสาบที่ใช้นั้นเป็นขี้แมลงสาบที่อาศัยอยู่ตามบ้านช่อง  นำมารวมกัน  ก่อนใช้จำเป็นต้อง “ฆ่า” เสียก่อนกระบวนการทำก็คือ  ให้นำไปคั่วให้เกรียมก่อนนำมาใช้  หนังสือเรียนสรรพคุณยาโบราณว่า  ขี้แมลงสาบคั่วมีรสจืดชืด  แก้อักเสบฟกบวม  แก้พิษร้อน  แก้กาฬโรค ในพระคัมภีร์มุจาปักขันทกาให้ยาแก้นิ่วขนานหนึ่งเข้า “มูลแมลงสาบ” เป็นเครื่องยาด้วย  ดังนี้ ถ้าหากจะแก้ท่านให้เอาพริกไท ๑ ขิงดีปลีกระเทียม ๑ ผิวมะกรูด ๑ ไพรขมิ้นอ้อย ๑ สุวรรณถันแดง ๑ มูลแมลงสาบ ๑ เอาสิ่ง ๑ บาท  น้ำประสารทองคำสตุๆเท่ายาทั้งหลาย  บดทำแท่งไว้  จึงเอาสารส้มยัดเข้าในผลแตงร้าน  หมกไฟแกลบห็สุกบีบเอาน้ำฝนยานี้รับประทาน ในพระหนังสือปฐมจินดาร์ให้ยาขนานหนึ่งชิอ “ยามหาไชยมงคล”  ใช้แก้หอบ  แก้ไข้  ยาขนานนี้เข้า “มูลแมลงสาบ” เป็นเครื่องยาด้วย  ดังนี้ ยาเชี่อมหาไชยมงคลแก้หอบ  ท่านให้เอา  กฤษณาจันทน์ชะมด ๑ เปลือกสันพร้านางแอ ๑ หญ้าพันงูแดง ๑ กำมถันแดง ๑ มูลแมลงสาบ ๑ ผลผักชี ๑ นอแรด ๑ งาช้างเขากวาง ๑ รวมยา ๑๐ สิ่งนี้เอาเท่าเทียม  ทำเป็นจุณ  บดปั้นแท่ง  ละลายน้ำมะนาวรับประทานหอบทราง  ถ้าหากจะแก้ไข้เหนือละลายน้ำใบทับทิมต้ม

14
อื่นๆ / สัตววัตถุ กุ้ง
« เมื่อ: ธันวาคม 27, 2017, 10:50:35 AM »

กุ้ง
กุ้งเป็นชื่อเรียกสัตว์น้ำไม่มีกระดูกสันหลังในชั้นครัสเตเชีย ชั้นเคดาโพดา (order Decapoda) มีหลายตระกูล สัตว์พวกนี้หายใจด้วยเหงือก ลำตัวยาว แบน หรือ กลม แบ่งเป็นข้อๆเปลือกที่ห่อท่อนหัวและอกคลุมลงมาถึงอกบ้องที่ ๘ ส่วนมากกรีมีลักษณะแบนข้าง ก้ามที่ขาอยู่ที่ท่อนหัวรวมทั้งอก มี ๑๐ ขา เจอได้ทั้งในน้ำจืด ได้แก่ กุ้งก้ามกราม กุ้งก้ามเกลี้ยง รวมทั้งในน้ำทะเล อย่างเช่น กุ้งว่าวกุลาดำ
กุ้งในประเทศไทย
กุ้งที่เจอในประเทศไทยมีมากจำพวก แม้กระนั้นที่มีขนาดใหญ่และก็บริโภคกันทั่วไป เช่น
๑.กุ้งก้ามกราม
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Macrobrachium rosenbergii (de Man)
จัดอยู่ในสกุลPalaemonidae
มีชื่อสามัญว่า giant freshwater prawn หรือ giant prawn กุ้งใหญ่ กุ้งก้ามกราม กุ้งก้ามคราม ก็เรียก เพศผู้มีขนาดใหญ่กว่าตัวเมียซึ่งเรียกกันว่า กุ้งก้ามกราม
กุ้งชนิดนี้เป็นกุ้งน้ำจืดขนาดใหญ่ ขนาดวัดจากโคนก้านตาถึงปลายหางยาว ๑๕-๒๕ เซนติเมตร ลำตัวสีครามเข้มรวมทั้งจางสลับกันเป็นลายพาดขวางลำตัว ขาคู่ที่ ๒ เป็นขาก้ามขนาดใหญ่ สีน้ำเงินหรือสีฟ้าอมเหลือง ใช้ปกป้อง แล้วก็กอดรัดตัวเมียในขณะสืบพันธุ์ ส่วนปลายของกรีเรียวงอน ฟันกรีด้านด้านล่างมี ๘-๑๕  ซี่ มีกระเพาะอยู่ตรงกลางทางด้านบนใต้เปลือกหัว  ลำไส้ทอดตามสันหลังไปถึงหาง หัวใจอยู่ถัดจากตอนท้ายของกระเพาะไปถึงส่วนท้ายของเปลือกหัว มีตับทำหน้าที่สร้างน้ำย่อย  เรียก มันกุ้ง อยู่ทางส่วนหน้าบริเวณด้านข้างของส่วนหัว  ตับมีไขมันประกอบอยู่มากลเป็นส่วนที่นิยมกินกันในหมู่คนไทย ตัวเมียที่พร้อมจะผสมพันธุ์ได้จะมีรังไข่สุกในรอบๆใจกลางของเปลือกหัว มีสีส้มหรือสีเหลือง พินิจได้ง่ายประชาชนเรียก แก้วกุ้ง กุ้งก้ามกรามกินทั้งสัตว์รวมทั้งพืชเป็นอาหาร โดยมากเป็นหนอนน้ำต่างๆ รากพืช  ซากพืช  หาอาหารโดยการดมกลิ่นรวมทั้งสัมผัส  ถ้าเกิดขาดอาหารจะกินกันเอง  กุ้งจำพวกนี้ทำมาหากินทั้งวัน  แม้กระนั้นจะรวดเร็วมากมายยามค่ำคืน  เป็นประจำอาศัยอยู่ในแม่น้ำ  คลอง  หนอง  บ่อน้ำ ที่มีทา น้ำติดต่อกับสมุทร  สืบพันธุ์และออกไข่รอบๆน้ำกร่อยปากแม่น้ำเมื่อตัวอ่อนโตพอก็จะว่ายน้ำกลับไปยังบริเวณแหล่งน้ำจืด
๒. กุ้งก้ามเกลี้ยง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Macrobrachium sintangensis ( de Man )
จัดอยุ่ในวงศ์ Palaemonidae
มีชื่อสามัญว่า  Sunda  river prawn
กุ้งแม่น้ำขาแดง ก็เรียก กุ้งจำพวกนี้เป็นกุ้งน้ำจืด ขนาดวัดจากโคนก้านตาถึงปลายหางยาวราว ๙ ซม. ลำตัวสีน้ำตาลหรือสีฟ้าปนเขียว เปลือกหัวเรียบ กรีเรียวงอน  ฟันกรีด้านบนมี ๙-๑๓ ซี่ ข้างล่างมี ๒-๖ ซี่ ขาคู่ที่ ๒ มีขนาดใหญ่กว่า  โดยมีความยาวใกล้เคียงกับลำตัว และมีปื้นสีน้ำตาลกระจายอยู่เป็นหย่อมๆขอบด้านในของโคนบ้องที่ ๗ ของขาคู่นี้คราวตุ่ม ๒-๓ ตุ่ม ส่วนตัวผู้ที่โตเต็มวัยมีขนนุ่มคล้ายผ้ากำมะหยี่สีส้มปนแดง ปกคลุมรอบๆรอยต่อระหว่างปล้องต่างๆของขาคู่ที่ ๓, ๔ และ ๕ เป็นประจำอาศัยอยู่ตามแม่น้ำ คลอง แล้วก็แหล่งน้ำจืดชืดที่มีทางน้ำติดต่อกับสมุทร  ผสมพันธุ์แล้วก็ตกไข่บริเวณน้ำกร่อยปากแม่น้ำ
๓.  กุ้งว่าวกุลาดำ
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Penaeus monodon Fabricius
จัดอยู่ในสกุล Penaeidae
มีชื่อสามัญว่า tiger prawn  jumbo หรือ grass prawn
กุ้งว่าวจุฬาหรือ กุ้งแขกดำก็เรียก กุ้งประเภทนี้เป็นกุ้งทะเลขนาดใหญ่  ขนาดวัดจากโคนก้านตาถึงปลายห่งยาวราว ๓๐ ซม. ลำตัวสีน้ำตาลแกมเขียวและก็มีแถบสีแก่กับสีจางพาดขวางตลอดลำตัว เปลือกหัวหมดจด ไม่มีขน  ฟันกรีด้านบนมี๗-๘  ซี่ ข้างล่างมี ๓ ซี่  ช่องข้างกรีทั้งคู่ด้านแคบและยาวไม่ถึงฟันกรีซี่สุดท้าย  เป็นกุ้งที่ตัวโต มักอยู่ในเขตพื้นที่ที่กระเป๋านทรายคละเคล้าโคลน  รับประทานอีกทั้งพืชและสัตว์เล็กๆในน้ำเป็นอาหาร  เมื่อโตเต็มที่จะย้ายถิ่นจากริมฝั่งไปยังทะเลลึก  ๒๐-๓๐ เมตร เพื่อผสมพันธุ์และตกไข่  ตัวอ่อนที่โตพอก็จะอพยพมาหากินยังชายฝั่ง
คุณประโยชน์ทางยา
[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url][/url][/color] แพทย์แผนไทยใช้ “มันกุ้ง” เป็นเครื่องยาอย่างหนึ่งในตำรับยาแผนโบราณหลายขนาน เช่น ยาขนานหนึ่งในหนังสือเรียนยาแผ่นจารึกวัดราชโอรสาราม ให้ยาแก้ฝีดาษอันกำเนิดในเดือน ๑๑ เดือน ๑๒ และเดือน ๑ เข้า “น้ำมันหัวกุ้ง” เป็นเครื่องยาด้วย ดังนี้ ขนานหนึ่งเอาน้ำลูกตำลึง น้ำมันงา น้ำมันหัวกุ้ง น้ำมันรากถั่วภูเขา เอาเท่าเทียม พ่นฝีเพื่อเสลด  ให้ยอดขึ้นหนองสวยดีนัก

Tags : สมุนไพร

15
อื่นๆ / สัตววัตถุ จงโคร่ง
« เมื่อ: ธันวาคม 22, 2017, 09:02:08 AM »

จงโคร่ง
จงโคร่งเป็นสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก มี ๔ เท้า มีกระดูกสันหลัง
จัดอยู่ในสกุล Bufonidae สกุลเดียวกับคางคก
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bufo asper
บางถิ่นเรียก ควรโคร่ง นกกระทาหอพักง กระหอง หรือ กง ก็มี
ชีววิทยาของต้องโคร่ง
ควรโคร่งมีลักษณะทั่วๆไปคล้ายกับคางคกบ้าน แม้กระนั้นตัวโตกว่ามากมาย เป็นสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก ที่มีตัวโตที่สุดในประเทศไทย มีลักษณะที่ไม่เหมือนกับคางคกบ้าน หลายแบบ ที่สำคัญเป็น ความกว้างของแก้วหู สั้นกว่าครึ่งเดียวของความกว้างของตา และก็อยู่ห่างจากตามาก สันกระดูกเหนือแก้วหูดกนมาก กระดูกหน้าผาก ระหว่างตากับหู ทั้งสองข้าง บุ๋ม ตรงกลาง กระดูกสันหลังมีร่องลึกกึ่งกลาง ผิวหนังใต้คอใต้ท้องมีสีชมพู ส่วนบนค่อนข้างดำ มีสีแดงเป็นหย่อมๆมากมายน้อยแตกต่างไปแต่ละตัว มีปุ่มนูนๆอยู่ทั่วๆไป ตามส่วนบนของตัว ใต้ฝ่าตีนมีปุ่มตามข้อนิ้วมาก ใต้ข้อเท้ามีปุ่มใหญ่อยู่ ต้ายข้อเท้ามีปุ่มใหญ่อยู่สองปุ่ม ๒ ปุ่มได้ข้อนิ้วมีตุ่มไม่ใหญ่นัก นิ้วเท้ามีพังผืด ซึ่งระหว่างนิ้วทุกนิ้ว ตัวโตเต็มวัยที่วัดจากปากถึงก้นราว ๒๖ซม. จงโคร่งมักอาศัยอยู่ตามซอกหินของภูเขา ที่มีป่าไม้ร่มเย็นเปียกชื้น ลางตัวเข้าไป อาศัยอยู่ในบ้านคน เพื่อรอกินแมลงที่มาเล่นแสง พบได้ตั้งแต่ทางภาคใต้ของประเทศไทย ลงไปจนกระทั่งนานเลเซียและก็เกาะ เกะสุมาตราของอินโดนีเซีย

สัตวศาสตร์ชาติพันธุ์ของ จงโคร่ง
[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url][/url] ราษฎรทางปักษ์ใต้ โดยเฉพาะอำเภอเบตงจังหวัดยะลา มักถือกันว่าบ้านใดมีต้องโคร่งอาศัยอยู่ด้วย บ้านนั้นจะร่มเย็นเป็นสุข แม้คนไหนกันทำร้ายจงโคร่ง ผู้นั้นหรือวงศ์วาน ก็จะเจอโชคไม่ดี โดยเหตุนั้นเจ้าของบ้านก็เลยมักปล่อยให้ควรโคร่ง อาศัยอยู่ในบ้าน เสมอเหมือนเป็นสัตว์เลี้ยง ปลดปล่อยให้หาเลี้ยงชีพแมลงที่มาเล่นแสงไฟในบ้าน ไม่มีใครกล้ารบกวน รังควาน หรือรังแก หนังควรโคร่งมีต่อมยางที่เป็นพิษราวกับหนังคางคก ขโมยเคยใช้หนังควรโคร่งแห้ง ผสมกับเห็ดเมาลางประเภท ใบและยางของสมุนไพรลางอย่าง ทำเป็นชุดไฟสำหรับรม เจ้าของบ้านได้สูดกลิ่นยานี้ก็จะมึนเมา หลับ หรือหมดสติไป มิจฉาชีพก็จะเข้าไป ลักขโมยหรือชิงทรัพย์ได้ดุจตั้งใจ กรรมวิธีแก้พิษนั้นให้ดื่มน้ำมะพร้าวอ่อน แล้วล้างหน้าด้วยน้ำมะพร้าวอ่อน ก็จะฝืนได้สม่ำเสมอ แพทย์แผนไทยใช้หนังจงโคร่งแห้งผสมยาเบื่อเมา ทำให้นอนใช้บำบัดโรคโรคกุฏฐัง
สัตวศาสตร์เผ่าพันธุ์เป็นยังไง
คำ “สัตวศาสตร์เผ่าพันธุ์” นี้ แปลจากคำในภาษาอังกฤษว่า ethnozoologyเป็นศาสตร์ที่ศึกษาเล่าเรียนความเชื่อมโยง โดยตรงในด้านมุมต่างๆระหว่างกันและกัน ของพรรณ สัตว์ที่อยู่ในสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ กับมนุษย์เชื้อชาติต่างๆยกตัวอย่างเช่นความเลื่อมใสเรื่องสัตว์กับโชค การใช้พรรณสัตว์เป็นของกิน เป็นยาบำบัดโรค
ชั้นสัตว์เลื้อยหรือคลาน
ชั้นสัตว์เลื้อยหรือคลาน(class Reptlia) สัตว์ในกลุ่มนี้มักถูกเรียกเป็น สัตว์เลื้อยคลาน ซึ่งไม่น่าจะถูกในความเป็นจริง เนื่องจากว่าสัตว์พวกนี้บางจำพวกหรือเปล่าได้แต่คลานไม่ได้ ดังเช่นงูต่างๆลางชนิดเคลื่อนที่โดยการเลือกคลานแค่นั้น ไม่เลื้อย ได้แก่ เต่า ตะไข้ สัตว์ที่อยู่ในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นสัตว์บกอย่างแท้จริง ผิวหนังเป็นเกล็ดน้ำแข็งไม่อาจจะใช้หายใจได้ หายใจทางปอด ไม่มีความเคลื่อนไหวรูปร่าง มีหัวหัวใจ ๓ หรือ ๔ ห้องไม่สมบูรณ์เป็น หัวใจมีห้องบน ๒ ห้อง ส่วน ๒ ห้องล่างแยกกันไม่สนิท ยกเว้นตะไข้ ส่วนพวกนี้คลอดเป็นไข่ก่อน สัตว์เลื้อยหรือคลานที่ใช้ประโยชน์ทางยามีหลากหลายประเภท เป็นต้นว่างูต่างๆจระเข้ ตุ๊กแก ตะพาบ และเต่า

Tags : สมุนไพร

หน้า: [1] 2 3 ... 10