แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - guupost

หน้า: [1] 2 3 ... 20
1
สำหรับไทยแลนด์ยุค 4.0 ที่เป็นยุคที่ระบบไร้สายมีการพัฒนาขึ้นอย่างในปัจจุบันนี้ เครื่องไม้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์หลายชนิดต่างก็พาเหรดกันแปลงเป็นของไร้สายกันแบบถ้วนหน้า ตั้งแต่สายชาร์จ ลำโพง หรือแม้แต่หูฟัง โดยเฉพาะหูฟังไร้สาย ที่เดี๋ยวนี้ได้ถูกสร้างขึ้นแล้วเอามาวางขายบนท้องตลาดกันเยอะแยะหลายแบรนด์ ทำตลาดตีตื้นขึ้นมาแข่งกับหูฟังมีสาย และก็ดึงเอาผู้ใช้บางคนให้เปลี่ยนจากหูฟังเดิมๆไปใช้หูฟังรุ่นนี้กันมาก

แต่ว่าเชื่อว่า สำหรับผู้ใช้บางคนที่คุ้นชินกับหูฟังแบบมีสายมาก่อน บางครั้งอาจจะสงสัยอยู่ว่า ถ้าพวกเราทดลองแปลงมาใช้หูฟังแบบไร้สายมอง จะใช้งานเจริญอย่างกับของเดิมที่เคยใช้อยู่หรือไม่ บางคนไปสืบค้นข้อมูลตามกระดานข่าวสารต่างๆก็ได้เจอกับหัวข้อเป็นจำนวนมากที่ระบุว่า หูฟังไร้สายเสียงไม่ดีเท่ากับแบบมีสาย เนื่องมาจากต้องแปลงสัญญาณให้เป็น Bluetooth ก่อนจะส่งไปที่ตัวหูฟังที่คุณสวมอยู่ ซึ่งสัญญาณ Bluetooth ครั้งคราวก็มีคุณภาพดี แต่ว่าครั้งคราวคุณภาพก็ไม่ค่อยดีเยอะแค่ไหน เวลาฟังเพลง จึงจำต้องพบกับปัญหาเสียงขาดๆหายๆอยู่เป็นประจำจนถึงเสียอารมณ์การฟังเพลงไปหมด แม้คุณเป็นอีกคนหนึ่งที่กำลังมองหาหูฟังไร้สายอยู่ แล้วมาเจอกับกระทู้พวกนี้ อาจใจฝ่อ และจากนั้นก็เลิกความคิดที่จะซื้อหูฟังไร้สายมาใช้ไปในทันที ขอบอกว่าอย่าเพิ่งจะรีบใจฝ่อ เนื่องจากว่าวันนี้เราจะมาดูกันว่า หูฟังไร้สาย ให้คุณภาพเสียงที่ไม่ค่อยดีเมื่อเทียบกับหูฟังแบบมีสาย ใช่หรือเปล่า

ดังที่ได้บอกไปแล้วในข้างต้นว่า หูฟังไร้สาย จะใช้วิธีแปลงสัญญาณเสียงให้เป็น Bluetooth ก่อนที่จะส่งมาที่ตัวหูฟัง และก็หลังจากนั้นจึงค่อยแปลงกลับมาเป็นสัญญาณเสียงใหม่ ในสมัยเก่าที่ระบบ Bluetooth ยังไม่ทันยุคสักมากแค่ไหน ก็จะต้องยอมรับว่าสัญญาณเสียงมีปัญหาจริงๆบางทีมีซ่าบ้าง มีขาดหายไปบ้าง แต่ว่าในขณะนี้ที่ระบบ Bluetooth ได้ปรับปรุงไปๆมาๆกแล้ว ก็ทำให้การรับส่งสัญญาณเสียงในหูฟังไร้สายทำเป็นดีเลิศยิ่งขึ้น ไม่มีปัญหาเรื่องเสียงขาดหายอีกต่อไปแล้ว ถ้าหากคุณกำลังเล็งหูฟังไร้สายสักรุ่นหนึ่งอยู่ ขอให้หมดกังวลเรื่องการรับส่งสัญญาณเสียงผ่าน Bluetooth ได้เลย รับประกันว่าหากคุณทดลองต่อหูฟังไร้สายเข้ากับเครื่องใช้ไม้สอยอิเล็กทรอนิกส์อย่างโทรศัพท์มือ Smartphone, iPod หรือ Tablet คุณจะสามารถฟังเพลงได้อย่างสบาย ฟินไปกับเสียงร้องที่ไพเราะ ดนตรีที่อัดแน่นยันเสียงเบสได้แน่ๆ

นอกเหนือจากสัญญาณ Bluetooth ของหูฟังที่ได้รับการพัฒนาแล้ว ในหูฟังไร้สาย ยังได้รับการพัฒนาลำโพงจนถึงสามารถแสดงคุณภาพเสียงได้จนกระทั่งระบบ HD แสดงเสียงเบส เสียงเมโลดี้ แล้วก็รายละเอียดเสียงร้องต่างๆได้อย่างครบถ้วนรวมทั้งนุ่มนวล เหมาะสมมากในการใช้ฟังเพลงโปรดของคุณ ในขณะเดียวกันก็สามารถใช้ประโยชน์สำหรับในการฟังเสียงอื่นๆได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นเสียงที่ผ่านการอัดมา หรือเสียงพูดผ่านโทรศัพท์ ก็มีความกระจ่างแจ้ง สัมผัสรายละเอียดเสียงได้ครบ แม้ว่าจะมีเสียงก่อกวนที่มาจากสภาพแวดล้อมด้านนอกก็ตาม

จากรายละเอียดที่กล่าวมาทั้งปวง จึงสามารถสรุปได้ว่า หูฟังไร้สายเป็นหูฟังที่คุณภาพเสียงบรรเจิดไม่มีความต่างจากหูฟังมีสายที่วางจำหน่ายกันทั่วไปเลย แถมยังเป็นหูฟังที่ให้ความสะดวกสำหรับเพื่อการใช้งานได้ยิ่งกว่า เพราะไม่มีสายมาขวางให้รำคาญใจ สามารถใช้ได้ในทุกสถานที่ ทุกช่องทาง จะเป็นตอนที่กำลังขับรถยนต์อยู่ ตอนกำลังไต่เขา เดินป่า หรืเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆที่ไม่อาจจะยกหูโทรศัพท์ขึ้นมากล่าวได้ในเวลานั้นก็ไม่ใช่ปัญหา เพียงแค่คุณทำเชื่อมต่อหูฟังไร้สาย แล้วกดรับโทรศัพท์ ก็สามารถคุยโทรศัพท์ได้เลย เรียกว่าเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยทำให้ชีวิตง่ายมากยิ่งขึ้นได้มากจริงๆ

แม้กระนั้น สำหรับเพื่อการเลือกซื้อหูฟังไร้สายมาใช้สักตัวหนึ่งนั้น คุณควรจะมีแนวทางเลือกสักนิด เพื่อสามารถซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพมาใช้งานได้อย่างแท้จริง โดยทำได้ดังต่อไปนี้
1. อย่าเลือกหูฟังที่ราคาแพงถูกเหลือเกินมาใช้งาน เพราะว่าหูฟังชนิดนี้มักถูกผลิตขึ้นจากอุปกรณ์ที่ไม่ได้คุณภาพสักเท่าไร ถูกลดเกรดไปเรื่อยๆเมื่อนำมาใช้งานจริงจะใช้ได้ไม่ดี มีปัญหาแสดงเสียงไม่ละเอียดบ้าง เสียงแหลมเกินความจำเป็นบ้าง หรือบางคราวสัญญาณ Bluetooth ก็ขาดๆหายๆและเมื่อใช้งานไปได้สักระยะ หูฟังไร้สายดังกล่าวก็จะกลับไปอยู่บ้านเก่าไปในเวลาอันรวดเร็วทันใจ ขณะที่หูฟังไร้สายแบบแพงขึ้นมาสักนิด จะเป็นหูฟังที่ใช้งานได้ดิบได้ดี ประกอบขึ้นจากสิ่งของที่มีคุณภาพ รวมทั้งแก่การใช้แรงงานที่นานมากกว่า ถ้าคุณยินยอมที่จะซื้อหูฟังราคาสูงๆก็ขอเสนอแนะให้ซื้อรุ่นที่มีราคาสูงขึ้นมาสักหน่อยมาใช้งานจะดีมากกว่า
2. ลองเช็คหูฟังที่กำลังเลือกดูก่อนว่ามีคุณภาพการประกอบคืออะไร และควรจะทดลองหูฟังด้วยการต่อกับโทรศัพท์ของคุณ แล้วทดลองฟังเพลงจากในเครื่องของคุณดูด้วย ถ้าหากว่าหูฟังนั้นให้คุณภาพเสียงที่ค่อนข้างจะดีพอควร ก็สามารถถือได้ว่าเป็นหูฟังที่มีคุณภาพดี สามารถซื้อไปใช้งานได้เลย แต่ว่าถ้าหากทดสอบดูแล้วะพบว่าไม่ค่อยดีสักมากแค่ไหน ก็ให้เปลี่ยนรุ่นไปเลย เพื่อได้ผลิตภัณฑ์ที่ตรงตามความปรารถนาอย่างแท้จริง ไมมีปัญหาใดตามมาภายหลังจนถึงเชื้อเชิญให้เสียอารมณ์เปล่าๆ

ขอขอบคุณบทความ บทความหูฟังไร้สาย: www.dotlife.store

2
การออกจากบ้านที่แสนอบอุ่น ไปอยู่ด้วยตัวผู้เดียวข้างในหอ แน่ๆที่สุดว่าเราจำต้องขนเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายประเภทไปด้วย ทั้งพัดลม โทรทัศน์ และก็ตู้แช่เย็น โดยเฉพาะตู้เย็น นับว่าเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ต้องที่สุดสำหรับหอ เนื่องจากว่าหากเราไม่มีตู้แช่เย็นไปไว้ใช้เลย ก็จะไม่สามารถที่จะเก็บรักษาอาหารอะไรไว้ได้เลย ยิ่งในหอพักที่เราจะไม่อาจจะอุ่นของกิน ทำกับข้าวได้สบายราวกับตอนอยู่บ้าน หากไม่มีตู้แช่เย็นไปไว้ช่วยรักษาอาหาร ท้ายที่สุดพวกเราก็จะต้องคอยซื้ออาหารมารับประทานใหม่กันทุกมื้อ ซึ่งเกิดเรื่องที่สิ้นเปลืองมากมาย

เนื่องมาจากในหอมีพื้นที่ค่อนข้างจำกัด ตู้เย็นที่พวกเราจะขนย้ายไปใช้ได้ก็เลยมีตัวเลือกไม่มากนัก หลักๆก็จะมีเพียงแค่ตู้เย็น 1 ประตู กับตู้เย็น 2 ประตูเพียงแค่นั้น เพราะคงไม่มีใครขนตู้แช่เย็นแบบ side by side หรือตู้แช่ไวน์ไปไว้ใช้ในหอพักแน่ๆ สำหรับคุณที่กำลังมองหาตู้เย็นสักใบไปไว้ใช้ในหอพักอยู่ บางทีอาจจะกำลังคิดอยู่ว่าจะใช้ตู้เย็น 1 ประตู หรือ 2 ประตูดี ในบทความนี้เราจะมาหาคำตอบกัน

ก่อนอื่น การเข้าพักในหอ ต้นเหตุหนึ่งที่คุณจำเป็นต้องพินิจแล้วก็จำใส่ใจเสมอ ก็คือต้นเหตุเรื่องค่าไฟฟ้า อย่าคิดไปนะว่าค่าไฟในหอพักจะมีมูลค่าพอๆกับค่าไฟฟ้าอย่างที่พวกเราใช้กันในบ้านตามปกติ เปรียบเทียบกล้วยๆถ้าหากค่าไฟที่คุณใช้ในบ้านอยู่แต่ละวันอยู่ที่หน่วยละ 3 บาท ค่าไฟในหอพัก จะมีมูลค่าสูงขึ้นไปอยู่ที่หน่วยละ 7 บาท ดังต่อไปนี้ฯลฯ หากว่าคุณนำอุปกรณ์ไฟฟ้าที่กินไฟเป็นจำนวนมากไปใช้ในหอพัก ค่าไฟได้โอฬารแน่นอนเมื่อกลับมาพินิจที่ตู้แช่เย็น ปกติ ตู้เย็น1ประตู มักมีอัตราการกินไฟต่ำกว่าตู้เย็นแบบ 2 ประตูอย่างชัดเจน เพราะว่ามีขนาดไม่ใหญ่มาก จึงใช้พลังงานน้อย โดยเหตุนั้นถ้าตรึกตรองแค่เหตุเรื่องค่าไฟ จะมองเห็นได้ว่าตู้เย็น 1 ประตู เหาะกับการลำเลียงไปใช้ในหอพักมากยิ่งกว่าตู้เย็นแบบ 2 ประตู ที่รับประทานไฟมากยิ่งกว่าจริงๆ

เมื่ออ่านมาถึงที่ตรงนี้ คุณอาจจะสงสัยว่า มีเพียงแค่เรื่องค่าไฟเท่านั้นหรือที่ทำให้ตู้เย็น 1 ประตู เหมาะสมกับหอ ถ้าหากว่าตัวคุณเองมีเงินมากพอที่จะจ่ายค่าไฟฟ้า มาใช้ตู้เย็น 2 ประตู ก็อาจไม่มีปัญหาใช่ไหม ถ้าคุณเป็นคนนึงที่กำลังคิดอย่างนี้อยู่ ขอบอกว่าอย่าพึ่งรีบตกลงใจ เนื่องจากว่ายังมีอีกหลายเหตุผล ที่ชี้ว่าตู้เย็นแบบ 1 ประตู เหมาะสมกับหอมากยิ่งกว่าจริงๆส่วนจะมีอะไรบ้าง เราจะเอามาให้ท่านได้ดูกัน ดังนี้
1. ตู้เย็นหนึ่งประตู มีขนาดของตู้เล็กมากยิ่งกว่าตู้แช่เย็นแบบ 2 ประตูออกจะมากมาย แถมยังมีความสูงน้อยกว่าด้วย คุณสามารถเขยื้อนย้านไปใช้ได้ในทุกหอ ไม่ว่าหอพักของคุณจะมีห้องขนาดแคบเล็ก หรือมีประตูที่เตี้ยสักเท่าใดก็ตาม ก็หมดห่วงไปได้เลยว่าจะนำตู้แช่เย็นไปตั้งได้หรือไม่ และเนื่องจากว่ามีขนาดค่อนข้างเล็ก ทำให้ไม่กินพื้นที่ใช้สอยในหอของคุณเท่าไรนัก คุณจะยังเหลือพื้นที่ในห้องของคุณไว้ใช้ตั้งวางของ หรือจัดเป็นมุมงามๆสำหรับนั่งดำเนินงานได้อีกเยอะ
2. ตู้เย็น 1 ประตู เป็นตู้ที่ไม่มีฟังก์ชั่นล้ำยุคอะไรเยอะแยะ มีเพียงแค่ชั้นวางสำหรับแช่ของ ช่องฟรีซ ช่องใส่ขวดน้ำเพียงแค่นั้น คุณก็เลยไม่มีความจำเป็นต้องรอรักษาตู้มากเลย หน้าที่ของคุณมีแค่นำอาหาร หรือเครื่องดื่มที่บางทีอาจจะบูด เสีย ใส่ตู้เย็นไว้ให้ปลอดภัย กับรอละลายน้ำแข็ง และหมั่นทำความสะอาดตู้ไม่ให้มีคราบสกปรก รวมทั้งขยะเข้าไปสะสมแค่นั้นก็พอแล้ว ไม่ต้องรอไล่น้ำ กำจัดตะกรน ราวกับตู้เย็นที่ฟังก์ชั่นจัดเต็ม ยิ่งกว่านั้น การที่มีฟังก์ชั่นน้อย ทำให้ใช้กระแสไฟฟ้าสำหรับในการหล่อเลี้ยงน้อยกว่า แล้วก็นำมาซึ่งการก่อให้เกิดเรื่องสาเหตุค่าไฟดังที่กล่าวไว้ข้างต้นเพราะ ตู้เย็น 1 ประตู รับประทานไฟน้อยกว่าตู้แช่เย็น 2 ประตูจริงๆ
3. ตู้เย็น 1 ประตู มีน้ำหนักเบากว่าตู้เย็นแบบ 2 ประตูมาก ใช้คนเพียง 2 คน ก็สามารถเคลื่อนย้ายได้ และไม่ทำให้มีการเกิดความลำบากยามที่จะต้องขนย้ายขึ้นหอที่อยู่ชั้นสูงๆหรือหอที่ไม่มีลิฟท์ จะต้องขึ้นบันไดสถานเดียว

เห็นไหมว่า ตู้เย็น 1 ประตู เหมาะสมกับหอพักมากจริงๆคนไหนที่กำลังรู้สึกว่าจะย้ายไปอยู่หอพักในเร็วๆนี้ พวกเราขอชี้แนะให้ใช้ตู้เย็น 1 ประตูเลย ดียิ่งกว่าแน่ๆ
ส่วนการรักษาตู้เย็น 1 ประตู ให้มีความสะอาด พร้อมใช้งาน และก็มีความทนทานอยู่เสมอ ใช้งานในหอได้นาน สามารถทำได้ดังต่อไปนี้
1. เมื่อตู้เย็นเริ่มว่างลง ไม่ค่อยมีอาหารมาใส่แล้ว ควรจะใช้ช่องทางนั้นกระทำเช็ดทำความสะอาดตู้แช่เย็นซะ เก็บกวาดเศษอาหาร อาหารเก่า แล้วก็ขยะต่างๆที่หมักอยู่ในตู้แช่เย็นออกไปทิ้งให้หมด หลังจากนั้นขัดชำระล้างบริเวณที่มีคราบด้วยผ้าสะอาดชุบน้ำเปล่า อย่าปลดปล่อยจนตราบเท่าตู้แช่เย็นมีกลิ่น หรือมีเชื้อราดำขึ้น เพราะว่าจะส่งผลต่อของกินที่จะนำไปแช่คราวถัดมา
2. หากพบว่าน้ำแข็งในช่องฟรีซเริ่มเกาะดกขึ้น ควรจะกดปุ่มละลายน้ำแข็ง หรืออีกวิธีหนึ่งเป็นกระทำการ OFF ตู้แช่เย็น ดึงปลั๊กไฟฟ้าออก แล้วเปิดประตูตู้เย็นแย้มไว้ เพื่อน้ำแข็งละลายจนหมด ระหว่างนี้คุณจำต้องหมั่นดึงถาดรับน้ำของตู้แช่เย็นออก นำน้ำไปเททิ้ง แล้วใส่ถาดกลับเข้าไปใหม่อยู่เป็นประจำ จนถึงเมื่อน้ำแข็งละลายหมดแล้ว ค่อยทำความสะอาดให้เป็นระเบียบถัดไป เสนอแนะให้ทำตอนที่ไม่มีของกินแช่อยู่ในตู้แช่เย็น หรือเหลือแต่อาหารที่เก็บได้นานแล้ว

เครดิตบทความ บทความตู้เย็น 1 ประตู: www.indexlivingmall.com

3
ในช่วงปัจจุบันที่ผู้คนอยากได้ความสบายสบายสำหรับเพื่อการดำเนินชีวิต อุปกรณ์ไฟฟ้า นับว่าเป็นเครื่องใช้ที่เข้ามามีหน้าที่ในชีวิตประจำวันของมนุษย์มากมายอย่างมาก
เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีการวางจำหน่ายอยู่ตามห้างร้าน และก็แหล่งสินค้าต่างๆนั้น ปัจจุบันนี้มีอยู่หลากหลายยี่ห้อ ตั้งแต่ยี่ห้อดังๆเป็นที่รู้จักของผู้ใช้โดยธรรมดา ไปจนกระทั่งแบรนด์แปลกๆที่ไม่ค่อยชินหูมากสักเท่าไรนัก ซึ่งราคาของเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ก็จะผันตามแบรนด์ของมันด้วย โดยปกติ เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์แบรนด์ดังๆมักมีราคาออกจะสูง ในตอนที่เครื่องใช้ไฟฟ้ายี่ห้อแปลกๆราคาชอบถูก บางครั้งก็อาจจะถูกกว่าอุปกรณ์ไฟฟ้ายี่ห้อดังถึงครึ่งเดียวเลยทีเดียว ด้วยเหตุนั้น คนอีกจำนวนไม่น้อยก็เลยหันไปซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าราคาถูกมาไว้ใช้ในบ้าน แทนที่จะจะต้องเสียเงินไม่น้อยเลยทีเดียวเพื่อซื้อผลิตภัณฑ์ราคาแพง แม้กระนั้น จำต้องขอบอกเลยว่าอุปกรณ์ไฟฟ้า เป็นสิ่งของที่ประสิทธิภาพแปรเปลี่ยนตามราคา มีหลายท่านที่ซื้ออุปกรณ์ไฟฟ้าราคาไม่แพงไปใช้งาน ก่อนจะพบว่าเป็ฯผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้ประสิทธิภาพ ใช้งานไปได้ไม่นานมากแค่ไหนก็พังทลาย เปิดไม่ติดแล้ว ร้ายยิ่งกว่านั้น บางคนจำเป็นต้องพบกับอันตรายจากเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์คุณภาพไม่ดีนั้นอีก ส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์จากแบรนด์ดังที่ราคาแพงแพง หลายๆคนซื้อไปและพบว่าใช้งานได้ดิบได้ดี ไม่มีปัญหาตามมา ดังนี้ อุปกรณ์ไฟฟ้าที่แพงแพง ก็ไม่ใช่ว่าจะมีคุณภาพดีไปเสียทั้งหมด ในเวลาเดียวกัน อุปกรณ์ไฟฟ้าราคาถูกก็ไม่ใช่ว่าจะด้อยคุณภาพไปเสียทั้งสิ้นด้วยเหมือนกัน ดังนั้นในเนื้อหานี้ เราจะมาดูกันว่า ถ้าเกิดต้องการเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพมาใช้งาน ต้องดูที่อะไรบ้าง
1. คุณภาพของอุปกรณ์ที่เห็นได้จากด้านนอก ส่วนนี้เราสามารถตรวจเช็คได้ในทันที กรรมวิธีการคือลองดูสภาพด้านนอกของเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นนั้นดูก่อนว่าใช้วัสดุอะไรมาประกอบ แม้อุปกรณ์ที่ใช้ด้านนอกเป็นสแตนเลส โลหะ หรือพลาสติกคุณภาพดี เราก็สามารถเก็บเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นนั้นไว้เป็นตัวเลือกได้ แต่ว่าหากเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ชิ้นใดที่ใช้วัสดุประกอบด้านนอกไม่ค่อยดีมากแค่ไหน อย่างเช่น พลาสติกคุณภาพต่ำ โลหะบางๆเราก็บางครั้งอาจจะอนุมานได้ว่าองค์ประกอบด้านในบางครั้งอาจจะไม่ดี สามารถตัดเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ชิ้นนั้นออกจากตัวเลือกได้ สำหรับข้อนี้ คนจำนวนไม่น้อยบางทีก็อาจจะเห็นว่ามองเพียงแค่สิ่งของจากข้างนอกได้จริงหรือ เป็นไปไม่ได้เลยหรือที่เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ที่อุปกรณ์ข้างนอกมีคุณภาพต่ำ แต่ว่าชิ้นส่วนภายในอาจจะมีคุณภาพก็ได้ ขอตอบเลยว่า จากข้อมูลของผู้ใช้ตามกระดานข่าวสารต่างๆพบว่าอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้อุปกรณ์คุณภาพไม่ดีประกอบด้านนอก ชอบเสียเมื่อใช้ไปได้ไม่นาน ด้วยเหตุนั้นขอให้คิดไว้ก่อนเลยว่า ขนาดวัสดุประกอบภายนอกยังไม่ดี แล้วส่วนประกอบภายในจะดีได้อย่างไร ขอให้หลีกเลี่ยงเสีย
2. สายไฟที่ใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้านั้นๆควรเป็นสายไฟที่มีขนาดเหมาะสมกับกระแสไฟฟ้าที่เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์นั้นอยากได้ ยิ่งถ้าเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดทำความร้อน เช่น หม้อหุงข้าว กระติกใส่น้ำร้อน เตาย่าง ควรที่จะทำการเลือกรุ่นที่มีสายไฟขนาดใหญ่พอ เพราะเหตุว่าหากว่าเรานำเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ที่สายไฟไม่ใหญ่พอที่จะรับกระแสได้ เมื่อใช้งานไปได้สักระยะ จะกำเนิดความร้อนขึ้นที่สายไฟ แล้วก็หากใช้เป็นระยะเวลานานๆจะทำให้สายไฟละลาย หรือเกิดไฟลุกขึ้นได้ ด้วยเหตุนั้นในการเลือกซื้ออุปกรณ์ไฟฟ้า ควรที่จะทำการเลือกรุ่นที่ใช้สายไฟเหมาะสมกับความจำเป็นกระแสไฟฟ้าของเครื่องใช้ไฟฟ้าจำพวกนั้นๆ
3. ราคา ตามที่กล่าวไปในข้างต้นว่า ราคาถือเป็นปัจจัยอย่างหนึ่งที่ชีวัดคุณภาพสินค้าได้เป็นอย่างดี โดยหากพวกเราอยากได้ซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีคุณภาพ ก็ไม่สมควรซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีราคาถูกเหลือเกิน โดยเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ที่จำต้องใช้ไฟมาก หรือจะต้องใช้งานตลอดวัน หรือหากว่าเราไม่มีเงินมากพอจะซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าราคาสูงได้ ก็บางทีอาจเลือกรุ่นที่ราคาแพงถูกลงมา แม้กระนั้นจำเป็นต้องผิดเหลือเกิน
4. ความคิดเห็นจากผู้ที่เคยใช้ ส่วนนี้จัดว่าสำคัญ ด้วยเหตุว่าประสบการณ์ของคนที่เคยใช้จะเป็นตัวชี้ได้อย่างยอดเยี่ยมว่า เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์แบรนด์นั้นมีคุณภาพหรือไม่ โดยควรที่จะเลือกซื้ออุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีเสียงตอบรับจากผู้ใช้จำนวนมากว่าใช้ดี ทน ไม่มีปัญหา ส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์จากยี่ห้อที่ได้รับเสียงตอบรับว่าแย่ ใช้งานไม่ดี เสียง่าย ก็ควรจะเลี่ยงไม่ซื้อมาใช้งาน สำหรับอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่ค่อยมีคนใดกันแน่เอ๋ยถึงสักเยอะแค่ไหน ก็เป็นสินค้าที่ควรจะหลบหลีกไม่ซื้อมาใช้งานเหมือนกัน เพราะมีความน่าจะเป็นไปได้ว่าอุปกรณ์ไฟฟ้าแบรนด์นั้นอาจมีคุณภาพี่ไม่ดี จึงไม่ค่อยถูกซื้อไปใช้งานมากนัก
5. อย่าซื้ออุปกรณ์ไฟฟ้าจากแรงเชียร์ของพนักงานที่ทำหน้าที่ในการขาย ผู้คนจำนวนมากที่ได้หาข้อมูลไว้แล้ว แล้วก็ตกลงปลงใจแล้วว่าจะซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์จากแบรนด์หนึ่งที่ตนคิดไว้ ชอบพลาดตอนมาซื้อที่ห้างจริงๆเพราะว่าพนักงานที่ทำหน้าที่ขายจะเชียร์แบรนด์ที่ตนขายอยู่ตลอดระยะเวลา บางครั้งบางคราวก็พูดว่าผลิตภัณฑ์จากยี่ห้อที่พวกเราเล็งไว้อยู่นั้นไม่ดี อย่าไปซื้อ ลงท้ายก็จบที่พวกเราเผลอซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ที่พนักงานเชียร์ขาย ก่อนที่จะจำต้องมาพบว่าสิ่งที่ตนซื้อมานั้นไม่มีคุณภาพ ด้วยเหตุนั้น เมื่อไปซื้อผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ตามห้าง ขอให้ใจแข็งเข้าไว้ อย่าเผลอหลงคารมบุคลากรโดยเด็ดขาด

การจะเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าให้ได้ของที่มีคุณภาพมานั้น สำคัญๆก็จะต้องดูที่ 5 ข้อดังกล่าวมาแล้วข้างต้นมานี้ รับประกันว่าท่านจะสามารถซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพมาได้อย่างแน่แท้ แม้กระนั้นสำหรับคุณแม่บ้านบางคน อาจจะมีความกังวลอยู่ว่าตนมองอะไรไม่เป็นสักอย่าง แม้กระทั้งวัสดุข้างนอกก็ยังไม่สามารถแยกได้ ถ้าเป็นเช่นนี้ ก็ขอให้ท่านเลือกซื้อเฉพาะอุปกรณ์ไฟฟ้าแบรนด์ดีๆราคาพอควรเป็นหลัก แล้วท่านจะได้สินค้าที่มีความทนทาน ตรงตามความอยากได้เลย

Website: บทความเครื่องใช้ไฟฟ้า: www.indexlivingmall.com

4
พัดลม เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทหนึ่งที่อยูคู่กับสังคมไทยมาเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน แฃะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ทุกบ้านต้องมีเนื่องด้วยประเทศไทยเป็นเมืองที่มีอากาศร้อน ถ้าหากไม่มีเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์อะไรสักอย่างที่พอจะคลายร้อนได้บ้าง คงจะไม่มีทางพักอาศัยในบ้านได้อย่างสุขสบายแน่

ตอนนี้ พัดลมแปลงเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ได้รับการพัฒนาให้ออกมาหลายแบบ รองรับทุกรูปแบบการใช้งาน อีกทั้งพัดลมตั้งโต๊ะ พัดลมตั้งพื้นพัดลมติดผนัง พัดลมติดเพดาน พัดลมโคจร และก็อื่นๆอีกมากมาย ในบรรดาต้นแบบพัดลมกลุ่มนี้ พัดลมตั้งโต๊ะ ดูเหมือนจะเป็นแบบยอดนิยมเพื่อการใช้แรงงานเยอะที่สุด เพราะมีขนาดกระชับ น้ำหนักค่อย เปลี่ยนที่ง่าย ดัดแปลงงานได้นานาประการ จะพัดในที่ต่ำก็ได้ หรือจะนำไปใช้พัดในที่สูงก็แค่หาโต๊ะหรือเก้าอี้มาต่อเท่านั้นไม่เสมือนพัดลมตั้งพื้นหรือพัดลมโคจร ที่ใช้งานได้ไม่นานัปการนัก แถมยังเคลื่อนย้ายตรากตรำมากอีกด้วยหลายบริษัทเล็งเห็นถึงความจำเป็นของมนุษย์ที่มีต่อพัดลมตั้งโต๊ะ ก็เลยได้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์จำพวกนี้ออกมาวางขายบนท้องตลาดกันแบบแออัด อย่างที่พวกเราจะมีความคิดเห็นว่าในห้าง แล้วก็ร้านค้าขายเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ มีทั้งพัดลม ตั้งโต๊ะแบรนด์เนม และก็พัดลมโนเนมมาขายให้ได้เลือกกัน แต่ว่าถามคำถามว่าถ้าเกิดเราต้องไปซื้อพัดลมประเภทนี้มาใช้ในบ้านตนเอง จะเลือกพัดลมแบรนด์เนมหรือโนเนมดีละ วันนี้พวกเราจะมาหาคำตอบกัน

ตอนแรก ขอชักชวนทุกคนไปทำความเข้าใจกับนิยามของพัดลมแบรนด์เนม กับพัดลมโนเนมก่อน พัดมแบรนด์เนม เป็น พัดลมตั้งโต๊ะ ที่มียี่ห้ออันเป็นที่รู้จักทั่วไป พูดชื่อขึ้นมาเมื่อไร ไม่มีใครที่ไม่เคยรู้ ดังเช่นว่า พัดลม Mitsubishi Toshiba Hitachi Panasonic Hatari อะไรทำนองนี้ ส่วนพัดลมโนเนม เป็นพัดลมที่ผลิตออกมาแบบไม่มีแบรนด์ติด หรือถึงจะมีแบรนด์ เวลาบอกชื่อขึ้นมา หลายท่านจะกำเนิดรีแอคว่า มีพัดลมยี่ห้อนี้อยู่บนโลกด้วยหรือ นี่ยังรวมไปถึงพัดลมที่ผลิตมานาน แต่ว่าคนไม่ค่อยรู้จัก ก็นับได้ว่าเป็นพัดลมแบบโนเนมด้วย

ข้อแตกต่างที่เห็นได้ชัดระหว่างพัดลม ตั้งโต๊ะแบรนด์เนม กับพัดลมตั้งโต๊ะโนเนม ก็คือ ราคา เป็นที่รู้กันว่าพัดลมตั้งโต๊ะแบบแบรนด์เนมราคาจะสูงมาก บางยี่ห้อราคาพุ่งไปถึงหลักพันทั้งๆที่เป็นเพียงแค่พัดลมตัวเล็กๆส่วนถ้าเกิดเป็นพัดลมโนเนม ราคาจะต่ำมากถึงเยอะที่สุด บางตัวใช้แบงค์ร้อยเพียงแค่ใบเดียวก็ซื้อมาเป็นเจ้าของได้แล้ว ปริศนาคือทำไมจึงเป็นแบบนั้น แล้วถ้าเกิดพวกเราอยากได้พัดลมมาใช้สักตัวจริงๆไปซื้อพัดลมโนเนมมาใช้ไม่ดีกว่าหรือ พัดได้แบบเดียวกัน แถมไม่เปลืองด้วย ข้อนี้จะขอตอบเลยว่า ที่พัดลมแบรนด์เนมกับพัดลมโนเนมแตกต่างกันเพราะว่ามีต้นสายปลายเหตุ 2 อย่าง ดังต่อไปนี้
1. อุปกรณ์ที่ใช้ โดยปกติพัดลมแบรนด์เนมมักจะใช้อุปกรณ์ที่มีคุณภาพกว่า ผลิตขึ้นจากบริษัทแม่ที่มีการควบคุมประสิทธิภาพอยู่เสมอ มีการทดลองประสิทธิภาพส่วนประกอบแต่ละชิ้น ด้วยความที่เป็นส่วนประกอบผลิตเอง ทำให้มีต้นทุนสูง แม้กระนั้นในขณะเดียวกันองค์ประกอบก็จะมีความคงทน ใช้งานได้ดีกว่าด้วย มีรอบการหมุนดี ให้ลมแรง เวลาที่พัดลมโนเนม ชอบใช้อุปกรณ์ที่จ้างผลิตมาจากโรงงานที่มีกำลังในการผลิตสูง เมื่อกำลังการผลิตสูง ก็พอๆกับว่าจะต้องรีบเร่งผลิต ไม่ว่างมาพิจารณาคุณภาพ ผลิตเสร็จก็ส่งออกในราคาไม่แพง แล้วบริษัทผู้ผลิตก็จะเอามาประกอบเองต่อ พร้อมตีตราแบรนด์ตัวเอง บางยี่ห้อยิ่งหนัก คือให้บริษัทที่มีกำลังการผลิตประกอบให้ตัวเองด้วยเลย รวมทั้งรับมาแค่ตีตราแค่นั้น เมื่อเป็นแบบนี้ ก็เลยทำให้พัดลมโนเนมมีต้นทุนการสร้างถูกมากมาย ราคาขายจึงต่ำตามไปด้วย แต่ว่าถึงจะราคาถูก มันก็แลกมาด้วยภาวะส่วนประกอบที่ไม่มีคุณภาพสักเท่าไหร่ ใช้ได้ไม่ทน หมุนแล้วไม่ค่อยมีลมออกมา แล้วก็ถ้าเกิดใช้ผ่านไปแค่ 4-5 เดือนก็เริ่มมีปัญหาแล้ว อย่างหมุนช้าลง หรือบางคราวก็ไม่หมุนเลย
2. ประสิทธิภาพการประกอบ พัดลมแบรนด์เนมส่วนมากจะมีคุณภาพการประกอบที่ดี มีโครงแข็งแรง ยึดส่วนประกอบต่างๆดี เพราะเหตุว่าผลิตเอง และมีการควบคุมคุณภาพการประกอบอยู่เสมอ นำมาซึ่งการทำให้ใช้งานได้นาน ไม่ค่อยมีปัญหาตามมา ในช่วงเวลาที่พัดลมตั้งโต๊ะโนเนมราคาถูกๆมักไม่ค่อยให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพการประกอบ บางเครื่องนี่เห็นได้ชัดเลยว่าส่วนประกอบบางชิ้นยึดไม่แน่น พอเอามาใช้ก็กำเนิดปัญหาอย่างสั่น เสียงดัง แล้วก็จะตายนี้ไปในเวลาไม่ถึงปี พร้อมคุณภาพพลาสติกโครงที่เป็นของคุณภาพต่ำ ติดไฟง่าย มอเตอร์ไหม้ครั้งไฟก็ลุกในเวลาไม่ถึง 10 นาที แปลงเป็นชนวนของไฟไหม้กันไปอีก จากเนื้อหาที่ว่ามานี้ คุณคนอ่านคงพอเพียงจะเลือกกันได้แล้วว่าจะเอาพัดลมตั้งโต๊ะแบบแบรนด์เนม หรือจะเลือกของโนเนมราคาไม่แพงๆไปใช้ที่บ้าน อย่าซื้อแบบดูแค่ราคาสิ่งเดียว เพราะเหตุว่าถึงแม้ว่าจะคุณได้พัดลมราคาถูกมาใช้งาน แต่เมื่อใช้ไปแล้วพังทลายจำเป็นต้องแปลงใหม่ก็เท่ากับว่าจำต้องเสียเงินเสียทอง 2 ต่อ สู้ซื้อพัดลมที่คุณภาพดี แม้จะราคาสูงหน่อย แม้กระนั้นไม่ต้องรอเปลี่ยนแปลงใหม่ 4-5 ปีก็อยู่ได้สบาย อย่างนี้สิถึงจะเรียกว่าคุ้มของแท้

ขอบคุณสำหรับที่มา บทความพัดลมตั้งโต๊ะ: Index Living Mall

5
ในช่วงยามเช้า หรือบางทีก็อาจจะรุ่งเช้ามากมายสำหรับใครซักคน การมีนาฬิกาปลุกไว้ช่วยปลุก ก็คงเกิดเรื่องที่จำเป็นต้องจำพวกจำเป็นกันอย่างยิ่งจริงๆ

คุณคงจะทราบดีอยู่แล้วว่า นาฬิกาปลุกที่วางขายอยู่บนตลาดในตอนนี้นั้นสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด อย่างเช่น นาฬิกาปลุกแบบดิจิทัลที่แสดงหน้าปัดเป็นตัวเลข และก็นาฬิกาปลุกแบบเข็ม แม้กระนั้นคุณอาจจะไม่เคยรู้ว่าจริงๆแล้ว หากต้องการจะเลือกนาฬิกาปลุกแบบใดสักแบบหนึ่ง ต้องมองที่อะไรบ้าง บางทีเมื่อไปห้างสรรพสินค้า คุณก็เลือกเฉพาะนาฬิกาเรือนที่ตัวเองถูกอกถูกใจ พอนำกลับมาใช้ที่บ้านก็พบว่าใช้งานได้ไม่ดี ไม่ตรงตามความปรารถนาสักเท่าไร เมื่ออ่านมาถึงนี้ คุณอาจกำเนิดความข้องใจขึ้นมาบ้างแล้วว่า ถ้าอย่างนั้นเราน่าจะซื้อนาฬิกาปลุกแบบไหนดี วันนี้เรามีคำตอบมาฝาก

แต่ก่อนที่จะไปเปรียบเทียบกันว่านาฬิกาแบบไหนดีมากกว่ากัน พวกเราจำต้องเข้าใจก่อนว่านาฬิกาแต่ละเรือนนมีลักษณะอย่างไร เริ่มจากนาฬิกาปลุกแบบดิจิทัลก่อน นาฬิกาปลุกรุ่นนี้มีเอกลักษณ์คือการแสดงผลหน้าปัดเป็นตัวเลข กำหนดชั่วโมง นาที และวินาทีอย่างประณีต ในนาฬิกาปลุกดิจิทัลบางรุ่น ยังมีการบอกจำนวนอุณหภูมิขณะนั้นอีกด้วย จุดเด่นของนาฬิกาปลุกรุ่นนี้เป็นบอกเวลาได้ละเอียด คุณสามารถรู้ได้ในทันทีว่าขณะนี้เป็นเวลาชั่วโมง กี่นาที แล้วก็กี่วินาทีแล้ว ส่วนข้อผิดพลาดของนาฬิกาปลุกรุ่นนี้คือ ด้วยความเป็นนาฬิกาแสดงตัวเลข ทำให้เมื่อถึงเวลาตอนกลางคืนที่ปิดไฟมืดหมดแล้ว คุณจะไม่อาจจะแลเห็นเลขเวลาได้ ผู้สร้างหลายรายได้มองเห็นถึงข้อผิดพลาดส่วนนี้ ก็เลยได้เพิ่มฟังก์ชั่นสำหรับเปิดไฟสะท้อนแสงที่หน้าปัดนาฬิกา โดยเมื่อกดปุ่ม คุณจะสามารถเห็นตัวเลขเวลาได้ ปัญหานี้ก็จะน้อยลง แต่ว่าในนาฬิกาดิจิทัลรุ่นต่ำๆจะยังไม่มีฟังก์ชั่นส่วนนี้ นอกนั้น ยังมีผู้สร้างบางรายที่คิดทำให้นาฬิกาปลุกดิจิทัลของตนมีตัวเลขเรืองแสงอยู่ตลอดระยะเวลา ก็สามารถที่จะช่วยให้มองเห็นในที่มืดได้แจ่มชัดดียิ่งขึ้น แม้กระนั้นก็ตามมาด้วยปัญหาแสงสว่างจากจำนวนบนนาฬิกาก่อกวนคุณตลอดระยะเวลา ทำให้ไม่สามารถที่จะนอนหลับได้สนิท จำต้องย้ายนาฬิกาไปไว้ห้องอื่น แปลงเป็นจุดบกพร่องขึ้นมาอีกอย่างหนึ่ง

ส่วนนาฬิกาปลุกแบบเข็ม เป็นนาฬิกาแบบดั้งเดิมที่อยู่คู่กับเมืองไทยพวกเรามานานแล้ว เอกลักษณ์ของนาฬิการุ่นนี้ก็คือ ประกอบด้วยเข็มสั้น เข็มยาว และเข็มวินาทีบนหน้าปัด เข็มอีกทั้ง 3 จะเคลื่อนที่ไปเรื่อยๆตามเวลาที่ผ่านไป ด้วยความที่เป็นนาฬิกาเข็ม ทำให้การบอกเวลาอาจจะมีความละเอียดน้อยกว่านาฬิกาแบบดิจิทัลอยู่หน่อยหนึ่ง คุณอาจจะไม่อาจจะดูเวลาจากนาฬิกาแบบเข็ม แล้วบอกได้ละเอียดหมดเลยว่าเดี๋ยวนี้กี่ชั่วโมง กี่นาที กี่วินาที แต่ก็พอที่จะบอกเวลาแบบอย่างคร่าวๆได้อยู่ว่าเดี๋ยวนี้ตรงเวลากี่โมง กี่นาที นอกนั้น นาฬิกาแบบเข็มยังเป็นนาฬิกาที่ไม่ค่อยมีฟังก์ชั่นจัดเต็มราวกับอย่างนาฬิกาปลุกแบบดิจิทัลสักเท่าไรนัก ยิ่งบางรุ่น คุณอาจจะสามารถใช้งานได้แค่เพียงดูเวลาสิ่งเดียว ดูอย่างกับว่าเป็นข้อบกพร่อง แต่จริงๆก็ถือเป็นจุดเด่นสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการที่จะอยากนาฬิกาที่ใช้งานยุ่งยากมากมาย บอกเวลาได้ก็พอแล้ว เพราะบางคราวซื้อนาฬิกาปลุกแบบดิจิทัลมา ก็จำเป็นต้องเจอกับตัวเลขที่จำนวนมากเยอะไปหมด มองแทบไม่รู้เรื่องว่าเลขไหนคือเวลา หรือเลขไหนเป็นยังไง คุณจะไม่เจอปัญหานี้ในนาฬิกาปลุกดิจิทัล

จะเห็นได้ว่า คุณลักษณะเด่นของนาฬิกาปลุกอีกทั้ง 2 แบบงี้ ก็มีความต่างกันไป ขึ้นกับแบบและฟังก์ชั่นการใช้แรงงาน ทีนี้กลับมาไปสู่ปริศนาที่ว่า ถ้าหากต้องการจะได้นาฬิกาปลุกสักเรือนละ จะเลือกแบบไหนดี ด้วยความที่นาฬิกา 2 แบบ ต่างก็มีจุดแข็งไม่เหมือนกัน ทำให้บางทีอาจบอกแบบชี้ขาดไปเลยไม่ได้ในทันทีว่าซื้อเรือนไหนดีมากกว่า ถ้าจะเลือกให้ได้ดิบได้ดีที่สุด คุณจำต้องใคร่ครวญปัจจัยดังนี้
1. ความต้องการสำหรับในการใช้งาน ถ้าว่าอยากได้นาฬิกาปลุกประเภทที่ว่า ซื้อมาเพียงแค่เรือนเดียว ก็มองได้ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่จำกัดเฉพาะเวลา นาฬิกาดิจิทัล น่าจะตอบสนองในสิ่งที่ต้องการของคุณเจริญที่สุด เพราะเหตุว่าแสดงผลลัพธ์ทุกอย่าง อุณหภูมิ สภาพภูมิอากาศ วันที่ และก็อื่นๆอีกมากมาย แม้กระนั้นหากคุณซื้อนาฬิกาปลุกมาเพราะเหตุว่าคิดว่าจะใช้ปลุกจริงๆมิได้ต้องการฟังก์ชั่นที่จัดเต็มจนถึงชวนงงมาก ใช้งานผิด ก็ขอชี้แนะว่าแบบเข็มก็พอเพียงต่อความอยากได้แล้ว
2. คุณสมบัติเฉพาะตัวของนาฬิการุ่นนั้นๆเช่น นาฬิกาบางรุ่นมีฟังก์ชั่นเรืองแสงในตัวเอง มีหน้าปัดพรายน้ำ ถ้าหากคุณรู้สึกว่าการนำนาฬิกาที่มีแสงในตนเองมาตั้งในห้องนอน เป็นการก่อกวนการนอนของคุณ ทำให้นอนไม่หลับ หรือไม่ก็ก่อให้เกิดความหลอนราวกับมีคนไหนมายืนอยู่ในห้อง ก็ไม่สมควรซื้อเรือนนั้น หันไปซื้อนาฬิกาธรรมดาที่ไม่มีแสงสว่างในตนเองจะดียิ่งกว่า เป็นต้น
3. ไม่ใช่ว่า นาฬิกาปลุกทุกรุ่นจะมีเสียงปลุกที่เสมอกัน บางรุ่นเสียงปลุกเบามาก เกือบจะมิได้ยิน ต่อให้ปลุกก็ราวกับมิได้ปลุก หรือบางรุ่นก็มีเสียงปลุกที่สั่นประสาท ชักชวนให้ปวดหัวยามตื่นทุกครั้ง โดยเหตุนั้นไม่ว่าจะเป็นนาฬิกาปลุกแบบดิจิทัล หรือนาฬิกาปลุกแบบเข็มก็ตาม คุณจะต้องให้ความสำคัญกับการเลือกเสียงปลุกด้วย ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ คุณควรจะลองทดสอบเสียงปลุกมองสักนิดว่าเป็นยังไง แล้วเลือกรุ่นที่คุณมีความคิดว่าถูกใจเสียงปลุกของมันเยอะที่สุด
นาฬิกาปลุก นับว่าเป็นวัสดุอุปกรณ์ชิ้นสำคัญที่ช่วยให้คุณตื่นมารับวันใหม่ได้อย่างสดใส โดยเหตุนี้คุณควรที่จะทำการเลือกให้ถูก เพื่อช่วยสนับสนุนการหลับแล้วก็การตื่นนอนอย่างโดยความเป็นจริง

เครดิตบทความ บทความนาฬิกาปลุก: Index

6
ชั้นสำหรับวางของ เป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการเก็บของได้เป็นอย่างยิ่งชั้นวางของที่มีการผลิตออกมาวางขายในปัจจุบัน มีอยู่มากมายแบบไม่ว่าจะเป็นชั้นแบบทึบมีฝาปิด ชั้นแบบทึบไม่มีฝาปิด ไปจนกระทั่งชั้นแบบโปร่ง ในส่วนของขนาดก็มีอยู่หลากหลายทั้งขนาดเล็ก ขนาดกึ่งกลาง แล้วก็ขนาดใหญ่ มีเจ้าของบ้านจำนวนมากที่มีความรู้สึกว่าซื้อชั้นสำหรับวางของแบบไหนไปใช้ก็ได้ ไม่มีความต่างกันมากสักเท่าไรนัก ต้องการจะบอกว่าโน่นเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้องสักมากแค่ไหน เพราะแม้ชั้นวางของทุกใบจะสามารถใช้วางของได้หมด แต่ว่าด้วยการออกแบบของมันทำให้ในบางครั้งถ้าหากพวกเราเลือกใช้อย่างไม่เหมาะสม จะทำให้การจัดสิ่งของทำได้ไม่ราบรื่นนัก เกิดปัญหาเอาของเข้าจัดได้ไม่หมด หรือจัดของได้แต่ของที่วางอยู่มักจะตกลงมาที่พื้น ต้องรอเก็บขึ้นบ่อยๆยิ่งหากเป็นสิ่งของที่พังเสียหายง่ายอย่างแก้ว ขวดโหล ถ้าหากตกลงมาแตกก็เท่ากับเสียไปเลย ไม่อาจจะเก็บขึ้นมาซ่อมแซมได้อีก นอกนั้น แม้พวกเราเลือกใช้ชั้นสำหรับวางของที่ไม่เข้ากับข้าวของที่พวกเราจะจัด ย่อมนำมาซึ่งการทำให้ของไม่มีระเบียบ ดูรกรุงรัง แล้วก็บางทีอาจแปลงเป็นที่อยู่ของสัตว์อันไม่ประสงค์ทั้งหลายได้ ด้วยเหตุนี้ การจะจัดข้าวของให้เป็นระเบียบเรียบร้อย มองงดงามอย่างแท้จริง พวกเราก็เลยจำเป็นที่จะต้องเลือกชั้นสำหรับวางของให้ถูกลักษณะสามารถสรุปได้ดังต่อไปนี้
1. ชั้นสำหรับวางของแบบโปร่ง ไม่มีฝาผนังกัน ชั้นวางลักษณะนี้มีรูปแบบคือ ไม่มีฝาผนังกั้น มีเพียงแต่ส่วนโครง แล้วก็ส่วนพื้นของชั้นแต่ละชั้นแค่นั้น ด้วยความที่ไม่มีผนังกั้น ทำให้ช่องทางที่สิ่งของจะตกลงมาด้านด้านล่างมีสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าวของที่วางไว้อย่างหมิ่นๆเหมาะสำหรับใช้วางข้าวของที่มีโอกาสเสียหายได้น้อย สามารถใช้แบ่งกลุ่มสิ่งของที่มีปริมาณไม่เท่าไรนักได้
2. ชั้นวางของแบบโปร่ง มีผนังกัน ชั้นออกแบบนี้จะมีลักษณะคล้ายกับชั้นแบบแรก ต่างกันเพียงแต่ชั้นอย่างนี้จะมีการทำองค์ประกอบแผนผังสำหรับกันรอบๆพื้นชั้นโดยผนังนี้อาจมีความสูงจากพื้นชั้นขึ้นมาเพียงแค่เล็กๆน้อยๆ หรือบางทีอาจสูงขึ้นมาจนถึงเกือบจะชั้นวางด้านบนก็ได้ชั้นสำหรับเพื่อวางของลักษณะนี้มีข้อดี คือ ระบายอากาศได้ดิบได้ดี สามารถคุ้มครองป้องกันสิ่งของได้ระดับหนึ่ง ถ้าหากของบนชั้นจะหล่นลงมาก็จะติดกับผนังที่กั้นอยู่ แต่ด้วยฝาผนังที่สร้างขึ้นมาไม่มากมาย บางทีอาจไม่อาจจะป้องกันสิ่งของชิ้นเล็กๆหรือข้าวของที่มีน้ำหนักค่อยได้ เหมาะกับวางข้าวของที่มีน้ำหนักมากมาย และอยากได้การคุ้มครองในระดับหนึ่ง อาทิเช่น จานจานชาม ถ้วย โถต่างๆรวมถึงเครื่องครัวอื่นๆด้วย
3. ชั้นวางของแบบทึบ ไม่มีฝาปิด ชั้นวางลักษณะนี้จะเพิ่มรายละเอียดขึ้นมาสักนิด คือ มีการใช้อุปกรณ์ปิดทึบเป็นต้นว่าไม้อัด พลาสวูด พลาสติก หรือไม้จริง มาปิดด้านข้างรวมทั้งข้างหลังของชั้นจนกระทั่งทึบ เหือช่องว่างสำหรับนำข้าวของเข้าเฉพาะข้างหน้าเพียงแค่นั้น ชั้นวางของรูปแบบนี้มีข้อดีคือสามารถคุ้มครองสิ่งของเจริญก่าชั้นแบบโปร่ง ไม่มีปัญหาของตกไปอยู่ข้างหลังชั้น แต่จุดบกพร่องของชั้นลักษณะนี้เป็น ระบายอากาศได้ไม่มาก เหมาะสำหรับใช้เก็บข้าวของต่างๆที่หยิบใช้บ่อย และไม่อยากให้สัมผัสกับความชื้น เป็นต้นว่า เครื่องปรุงประเภทต่างๆเครื่องใช้ประเภทน้ำยาสำหรับล้างจานแฟ้บ ที่พึ่งซื้อมาจากซูเปอร์มาร์เก็ต
4. ชั้นวางของแบบทึบ มีฝาปิด ชั้นสำหรับวางของลักษณะนี้จะละม้ายกับชั้นแบบที่ 3 แต่มีการเพิ่มฝาสำหรับปิดชั้นด้วย ลักษณะเด่นของชั้นสำหรับวางของรูปแบบนี้ก็คือ มีความมิดชิดสูง สามารถคุ้มครองปกป้องข้าวของจากความชุ่มชื้นแล้วก็มลภาวะต่างๆได้แทบ 100% ทั้งยังป้องกันไม่ให้ข้าวของร่วงจากชั้นได้ดีที่สุดด้วย แต่จุดด้วยของมันก็มีอยู่ คือ ระบายอากาศได้ไม่ดีนัก และก็ถือของออกมาใช้งานได้ไม่ค่อยสะดวกเท่าชั้นออกแบบอื่นๆเหมาะกับใช้เก็บสิ่งของที่มีน้ำหนักเบา สิ่งของที่อยากได้การถนอมกล่อมเกลี้ยง รวมถึงสิ่งของที่ไม่ค่อยได้นำออกมาใช้งานดังเช่นว่า แก้วเจียระไน เครื่องปั้นดินเผาต่างๆหนังสือ เอกสารต่างๆฯลฯ นอกเหนือจากชนิดของชั้นสำหรับวางของตามลักษณะดังที่ได้กล่าวมาแล้ว เรายังสามารถแบ่งชนิดของชั้นสำหรับวางของตามการติดตั้งได้อีกด้วย โดยสามารถแยกออกได้เป็น 2 แบบ คือ ชั้นสำหรับเพื่อวางของแบบตั้งพื้น รวมทั้งชั้นสำหรับเพื่อวางของแบบแขวน ซึ่งชั้นสำหรับเพื่อวางของแบบตั้งพื้น จะเหมาะสมกับการใช้เก็บข้าวของขนาดใหญ่ น้ำหนักมาก ในตอนที่ชั้นสำหรับเพื่อวางของแบบห้อยจะเหมาะสมกับการใช้เก็ยบสิ่งของชิ้นเล็กๆที่มีน้ำหนักไม่มากมาย จะเป็นถ้วยชามทั้งหลายแหล่หรือข้าวของที่ใช้ในชีวิตประจำวันก็ได้ ไม่สมควรใช้ชั้นสำหรับเพื่อวางของแบบห้อยเป็นที่เก็บของที่มีน้ำหนักมากมาย เนื่องจากว่าอาจจะทำให้ชั้นวางรับน้ำหนักไม่ไหว ร่วงลงมาจากจุดติดตั้ง จนกระทั่งทำให้ข้าวของภายในก่อให้เกิดอันตรายได้ สำหรับเรื่องของวัสดุ ส่วนนี้จัดว่าไม่สลับซับซ้อนสักเท่าไรนัก ด้วยเหตุว่าพวกเราสามารถคะเนด้วยตาเปล่าได้ว่าชั้นที่ทำจากวัสดุที่เห็น เหมาะสมแก่การใช้งานในจุดที่อยากได้ไหม หลักๆก็มีเพียงไม่สมควรนำชั้นไม้อัดไปใช้ในที่ที่มีความชื้นสูง และไม่ควรนำชั้นพลาสติกไปใช้ในที่ๆอุณหภูมิเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ฯลฯ

การเลือกชั้นวางของให้เหมาะกับสิ่งของที่จะวางนั้น ดูเผินๆบางทีอาจดุจว่ามันไม่ใช่ประเด็นหลักอะไรนัก แม้กระนั้นถ้าหากเรารู้จักเลือกอย่างเหมาะสมแล้วก็ถูกต้อง ก็จะทำให้การจัดสิ่งของภายในบ้านเป็นเรื่องที่ไม่ได้ยากเย็นมากยิ่งกว่าเดิม แล้วก็อันตรายที่จะกำเนิดกับของในชั้นก็ต่ำลง ส่วนเรื่องออกแบบรวมทั้งราคา ผู้ใช้สามารถเลือกซื้อตามที่ใจของตนต้องการได้เลย

ขอบคุณสำหรับที่มา บทความชั้นวางของ: Index

7
ในขณะเดี๋ยวนี้ที่อากาศในประเทศไทยร้อนขึ้นทุกวี่ทุกวันกระทั่งแทบละลายแบบนี้ คุณคงจะกำลังคิดที่จะหาเครื่องปรับอากาศมาติดตั้งให้กับบ้านของตนกันอยู่ใช่ไหม แล้วสิ่งที่ตามมาก็คือ คุณคงไปดูเครื่องปรับอากาศ จากห้างสรรพสินค้ามา และก็เอามาจัดตั้งที่บ้าน แม้กระนั้นในบางครั้งพอเพียงจัดตั้งไปแล้ว ก็จำต้องเจอกับปัญหาหลายชนิด บางคราวก็ไม่เย็น บางคราวก็เย็นเหลือเกิน ถ้าหากเป็นเรื่องที่เครื่องปรับอากาศไม่ค่อยเย็น ส่วนนี้ทุกคนอาจรู้อยู่แล้วว่าคือปัญหาแน่ๆจำต้องรีบแก้อย่างเร่งด่วน แต่ว่าถ้าเป็นเรื่องแอร์เย็นเหลือเกินละ คงสงสัยกันใช่ไหมว่าคือเรื่องธรรดา หรือจริงๆแอร์มีปัญหากันแน่ วันนี้เราจะมาหาคำตอบกัน

ประการแรก หากว่าคุณซื้อเครื่องปรับอากาศมาติดตั้งแล้ว พบว่าเย็นเหลือเกิน จำต้องทดลองเช็ค 2 อย่างงี้ก่อน ว่าเปลี่ยนไปจากปกติหรือไม่ มี
1. การตั้งอุณหภูมิบนรีโมทคอนโทรล บางทีเครื่องปรับอากาศที่มาจากโรงงานบางทีก็อาจจะตั้งอุณหภูมิไว้เย็นเหลือเกิน ตัวอย่างเช่น 15 องศาเซลเซียส หากคุณไม่ได้ดูรีโมทก่อน ก็บางทีอาจจะรู้สึกได้เช่นเดียวกันว่าแอร์เย็นเหลือเกิน ถ้าเกิดเป็นแบบนี้ก็แก้ไขปัญหาได้อย่างง่ายๆแค่ปรับอุณหภูมิขึ้นมาให้อยู่ในระดับที่เหมาะเจาะ ปกติแล้วควรอยู่ที่ 25 องศาเซลเซียส แต่ถ้าเกิดเช็ครีโมทแล้วพบว่าไม่ได้ตั้งอุณหภูมิที่เย็นเกินไปเลย บางครั้งบางคราวอุณหภูมิที่รีโมทอยู่ที่ 30 องศาเซลเซียสด้วย แต่กลับรู้สึกได้ว่าเย็นมากมาย ส่วนนี้เป็นแตกต่างจากปกติแล้ว
2. ถ้าว่าดูที่รีโมทแล้วราวกับจะไม่มีอะไรเปลี่ยนไปจากปกติ ยังคงใช้ได้เหมือนเดิม ให้ทดลองไปเช็คที่เครื่องปรับอากาศกันถัดไปเลย ลองดูว่าตอนตั้งอุณหภูมิกับรีโมทคอนโทรล เคื่องปรับอากาศได้มีการสนองตอบบ้างหรือไม่ ถ้าหากไม่มี ก็หมายความว่าการตั้งอุณหภูมิบางทีอาจจะไม่ส่งไปที่เครื่องปรับอากาศ อย่าลืมดูด้วยว่าตัวเครื่องมิส่งผิดปกติอะไรหรือเปล่า เช่น มีน้ำหยดออกมาจากตัวเครื่องมากเกินความจำเป็น ฯลฯ
เมื่อทดลองเช็คลักษณะของเครื่องปรับอากาศจนกระทั่งครบแล้ว ถ้าหากมีความคิดว่าคุณไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาอะไรที่ตัวเครื่องได้แล้ว ก็แปลว่าเครื่องปรับอากาศคงจะมีความผิดปกติแล้วละ เมื่อมาถึงจุดนี้ คุณอาจจะสงสัยว่า แล้วมูลเหตุที่ทำให้เครื่องปรับอากาศมีความเย็นมากมายจนกระทั่งไม่ปกติละมีอะไรบ้าง โดยปัจจัยนั้นมีดังต่อแต่นี้ไป
1. เซ็นเซอร์รีโมทคอนโทรลไม่สนองตอบการตั้งอุณหภูมิบนรีโมทคอนโทรล จนกระทั่งทำให้ไม่สามารถตั้งอุณหภูมิให้เหมาะสมได้ อย่างบางครั้งบางคราวเครื่องปรับอากาศของคุณอาจจะมีอุณหภูมิค้างอยู่ที่ 15 องศาเซลเซียส แล้วคุณต้องการจะปรับให้อุ่นกว่านี้ บางครั้งกดปุ่มปรับอุณหภูมิจนถึงเลขบนรีโมทได้ตามอยากได้แล้วก็จริง แต่ว่าเครื่องปรับอากาศไม่ตอบสนองกบรีโมท อุณหภูมิก็จะยังคงค้างอยู่ที่ 158 องศาเซลเซียสอยู่แบบนั้น หากเป็นอย่างงี้คุณก็จะต้องเช็คกันว่าเพราะอะไร บางทีก็อาจจะเป็นเนื่องจากว่าลืมใส่ถ่านในรีโมทคอนโทรล ทำให้รีโมทไม่ทำงาน ถ่านหมด ฯลฯ แก้ได้ไม่ยากด้วยการซื้อถ่านก้อนใหม่มาเปลี่ยนแปลง เพื่อให้รีโมทใช้งานได้เป็นปกติ แม้กระนั้นถ้าหากเปลี่ยนแปลงถ่านแล้วพบว่ายังคงใช้ไม่ได้อีก ก็เป็นได้ว่ารีโมทบางทีอาจจะพัง หรือไม่ก็มีเหตุมาจากตัวรับเซ็นเซอร์บนเครื่องปรับอากาศใช้งานไม่ได้ ถ้าเกิดเป็นแบบงี้ แนะนำว่าให้แจ้งศูนย์บริการของเครื่องปรับอากาศยี่ห้อนั้นๆให้เข้ามาแก้ไขให้ อย่าพากเพียรซ่อมเอง หรือไปซื้อรีโมทเลียนแบบมาเปลี่ยนเอง ด้วยเหตุว่าสักครู่ปัญหาจะยิ่งหนักเข้าไปใหญ่
2. มีสาเหตุจากท่อน้ำยาทำความเย็นในเครื่องปรับอากาศได้รับความเสียหาย แตก หัก จนถึงทำให้น้ำยาสร้างความเย็นทำงานแตกต่างจากปกติ จนถึงเกิดความเย็นเป็นอย่างมากประเภทที่ว่าราวกับได้อยู่ขั้วโลกเหนือกันเลย แล้วก็ในบางครั้งอาจจะมีอาการ เครื่องปรับอากาศเป็นน้ำแข็ง หรือมีน้ำแข็งห้อยออกมาจากช่องทำความเย็นร่วมด้วย ถ้าหากเป็นแบบนี้ ขอชี้แนะวาอย่ามานะไขปัญหาด้วยตัวเอง แม้จะมีความรู้และมีความเข้าใจเรื่องช่างบางส่วนก็ตาม เพราะประเดี๋ยวจะยิ่งทำให้เครื่องปรับอากาศมีปัญหาหนักขึ้น ทางที่ดีเยี่ยมที่สุดเป็นรีบแจ้งศูนย์บริการให้เข้ามาดำเนินงานปรับแต่งไห้ดียิ่งกว่า หรือหากเครื่องปรับอากาศนั้นเพิ่งจะซื้อมาใหม่ ก็สามารถรีบแจ้งกับฝ่ายขายของที่ๆคุณซื้อมา ให้เข้ามาดูและจัดแจงเปลี่ยนแปลงเครื่องใหม่ให้ก็ได้ โดยถือว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีตำหนิ
อาการเครื่องปรับอากาศสร้างความเย็นให้มากจนเกินไป สามารถเป็นได้ทั้งเรื่องปกติ และก็ปัญหาที่จะต้องปรับปรุงแก้ไข เมื่อกำเนิดอาการนี้ขึ้น ให้คุณรีบตรวจตราแลชะหาทางปรับปรุงทันที เพื่อให้เครื่องปรับอากาศของคุณสามารถกลับมาใช้งานได้อย่างเป็นปกติ สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่พวกเราต้องการจะบอกคุณ ก็คือ ถ้าหากรู้สึกตัวว่าเครื่องปรับอากาศนั้นเย็นเหลือเกิน แก้เท่าไรก็แก้ไม่ได้ ต้องอย่ากล้ำกลืนใช้งานต่อ ให้ปิดเสีย เนื่องจากการอยู่ด้านในห้องที่มีความเย็นจากเครื่องปรับอากาศมากเกินความจำเป็นเป็นระยะเวลานานๆอาจทำให้คุณเกิดลักษณะของการเจ็บป่วยได้ ยิ่งถ้าเกิดในห้องที่ใช้เครื่องปรับอากาศเป็นห้องนอนด้วยละก็ ขอบอกเลยว่าอย่าทนนอนในห้องที่เย็นเกินไปเด็ดขาด มีสิทธิป่วยไข้รุนแรงถึงขนาดปอดบวมได้เลยทีเดียว
เมื่ออ่านมาถึงนี้ คุณอาจจะพอจะมองเห็นปัญหาของการใช้เครื่องปรับอากาศที่มีความเย็นมากจนเกินความจำเป็นกันไปบ้างแล้ว ต่อนี้ไปถามว่า มีวิถีทางคุ้มครองป้องกันไม่ให้เผลอไปซื้อเครื่องปรับอากาศที่อาจจะมีปัญหาบ้างไหม เพราะเหตุว่าเครื่องปรับอากาศเป็นของที่ต้องติดตั้งก่อน ถึงจะทราบว่าผลิตภัณฑ์ที่ซื้อมานั้นมีปัญหาหรือไม่ การจะเอามาแทงปลั๊กไฟทดสอบ แบบเวลาเราซื้อพัดลม โทรทัศน์ คงทำไม่ได้ทันที แนวทางที่เยี่ยมที่สุดที่จะคุ้มครองป้องกันปัญหานี้ได้เป็นควรที่จะเลือกซื้อเฉพาะเครื่องปรับอากาศที่มีแบรนด์ได้มาตรฐาน ได้รับความนิยมและได้รับการพูดถึงจากผู้ใช้ผู้อื่นว่าใช้ดีเพียงแค่นั้น เลี่ยงการซื้อเครื่องปรับอากาศตามแรงเชียร์ของเซลล์ เท่านี้ ช่องทางที่คุณจะเผลอไปซื้อสินค้าที่มีปัญหาก็จะน้อยลงแล้ว

แหล่งที่มา บทความเครื่องปรับอากาศ / แอร์บ้าน: Index Living Mall

8
สำหรับกิจกรรมเพื่อสุขลักษณะที่ดีของร่างกายนั้น การแปรงฟัน คือกิจกรรมอย่างนึ่งที่คนทุกคนต้องทำ คงไม่มีผู้ใดที่รู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องแปรงก็ได้ เว้นไปวันสองวันก็ยังได้แน่นอน เพราะว่าถ้าไม่แปรงฟัน จะกำเนิดเชื้อโรคสะสมในปากและก็ก่อกำเนิดโรคหลายแบบ อีกทั้งฟันผุ ติดโรคในโพรงปาก แถมยังมีผลให้มีกลิ่นปาก ทำให้เกิดผลกระทบต่อการเข้าสังคมได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

สำหรับเพื่อการแปรงฟัน วัสดุอุปกรณ์ที่จำต้องใช้แน่ๆมีอยู่ 2 อย่างเป็นแปรงสีฟัน และก็ยาสีฟัน ขณะที่พวกเราใช้อยู่มันก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่ว่าในระหว่างที่ใช้งานเสร็จแล้วละ เราจะเก็บของ 2 แบบงี้ให้เป็นระเบียบเรียบร้อยอย่างไรดี เพราะเหตุว่าอีกทั้งแปรงสีฟันและก็ยาสีฟันเป็นของที่เราจำต้องเอาเข้าปาก ถ้าเอาไปวางไว้แบบไม่เป็นระเบียบ จนกระทั่งทำให้แปรงสีฟันจะต้องไปเจอกับสิ่งสกปรก หรือตกลงพื้นจนถึงหากจะเอามาเข้าปากอีกครั้งก็คงกระอักกระอ่วนหัวใจไม่น้อย ยิ่งถ้าหากแปรงสีฟันตกลงไปในที่ๆไม่พึงประสงค์สักมากแค่ไหน อย่างในโถส้วม หรืออ่างล้างจาน คงจะไม่มีผู้ใดอยากจะเอามาเข้าปากอีกรอบหรอก จริงไหม เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาดังที่กล่าวผ่านมาแล้ว ที่ใส่แปรงสีฟัน ช่วยได้เสมอ

ที่ใส่แปรงสีฟัน เป็นเครื่องมือที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้เราสามารถใส่แปรงสีฟันได้อย่างรัดกุม โดยปกติมักมีทรงเหมือนแก้ว มีฝาปิดซึ่งจะมีช่องสำหรับแทงแปรงสีฟันเพียงพอเป็นช่องแคบๆในตอนที่เราอยากจะเก็บแปรงสีฟันก็ทำเป็นง่ายๆแค่แทงด้ามแปรงสีฟันลงไปในช่องที่ทำไว้แค่นั้น ทิ่มลงไปจนกว่าปลายด้ามจะลงไปถึงตูด เท่านี้แปรงสีฟันของพวกเราก็ไม่สิทธิร่วงจากที่เก็บลงสู่พื้นได้แล้ว

ที่เก็บแปรงสีฟันที่ผลิตออกมาในตอนนี้นั้นมีอยู่หลายรุ่น อีกทั้งรุ่นแบบแก้วใบเดียว จนถึงรุ่นที่มีแก้วใส่แปรงสีฟันถึง 4 ด้ามในตัวเดียว ถามคำถามว่ารุ่นใดดีสุด ข้อนี้จะต้องขึ้นกับรูปแบบของการนำไปใช้งานของแต่ละคน ถ้าเกิดว่าในส้วมที่จะเอาไปใช้นั้นมีคนหมุนวนใช้กันคนจำนวนไม่น้อย ประมาณว่าใน 1 บ้าน มีส้วมอยู่ห้องเดียว ที่ใส่แปรงสีฟันแบบที่มีแก้วเก็บหลายใบในตัวเดียวจะตอบปัญหาได้มากกว่า แต่ว่าถ้าหากเป็นห้องอาบน้ำที่มีสาวใช้งานอยู่คนเดียว ในบ้านนั้นมีส้วมหลายห้อง สมาชิกทุกท่านแยกไปใช้แต่ละห้องเป็นของตนเอง ที่ใส่แปรงสีฟันแบบ 1 แก้ว ก็เพียงพอต่อการใช้งานแล้ว

ที่ใส่แปรงสีฟัน แม้จะมองเป็นของใช้อย่างง่ายๆไม่มีการทำงานสลับซับซ้อน แต่ว่าพวกเราก็ต้องใช้ให้ถูกแนวทาง แล้วก็มีข้อควรระวังในการใช้งานอยู่พอเหมาะพอควร ส่วนจะมีอะไรบ้าง ไปดูกันดีกว่า
1. ควรตั้งที่ใส่แปรงสีฟันไว้ภายในจุดที่อยู่สูงพอควร เพื่อพ้นจากน้ำ ความชื้น และก็เชื้อโรคต่างๆและก็อยู่ในจุดที่พวกเราสามารถจับใช้ได้สบาย ไม่ตั้งไว้สูงเกินไปจนถึงเอื้อมมือขึ้นไปจับทุกข์ยากลำบาก ห้ามตั้งที่ใส่แปรงสีฟันไว้ภายในจุดที่มีความเสี่ยงต่อการหล่น โดยยิ่งไปกว่านั้นที่ใส่แปรงสีฟันที่เป็นเซรามิคหรือแก้ว เพราะเหตุว่าบางทีอาจเกิดการร่วงแตกได้
2. การทิ่มแปรงสีฟันใส่ที่ใส่แปรงสีฟัน จำต้องใช้วิธีแทงแปรงใส่ลงในช่อง โดยให้ขนแปรงอยู่ข้างบนแค่นั้น อย่าคิดแนวทางเก็บแบบแผลงๆอย่างการคว่ำขนแปรงลง หงายด้ามแปรงขึ้น เพราะว่าจะมีผลให้ถือใช้ได้ลำบาก และก็สำหรับในการเก็บแปรง จำเป็นต้องทิ่มด้ามแปรงสีฟันลงไปกระทั่งจะสุดทุกคราว อย่าจิ้มด้ามแปรงสีฟันใส่ในที่เก็บแบบขอไปที เพราะจะทำให้แปรงสีฟันได้โอกาสหลุดจากที่ใส่ กระทั่งตกลงมาที่พื้นเองได้
3. อย่าตั้งที่ใส่แปรงสีฟันทิ้งไว้แบบไม่สนใจมันเลย กะว่าเอาไว้เป็นที่เก็บแปรงเพียงอย่างเดียว เพราะว่าในตอนที่ผ่านไปทุกๆวันๆโน่นหมายความว่าฝุ่นผง สิ่งสกปรก รวมทั้งเชื้อโรคที่จะสะสมในที่ใส่แปรงสีฟันได้ ควรหมั่นหยิบที่ใส่แปรงสีฟันลงมาล้างชำระล้าง โดยการใช้ฟองน้ำชุบน้ำยาที่เอาไว้ล้างจานเช็ดออกจนสะอาด แล้วล้างด้วยน้ำเปล่า แล้วต่อจากนั้นคว่ำไว้ให้แห้ง แล้วจึงนำมาประกอบเพื่อใช้ใหม่อีกที และก็หากมีความคิดเห็นว่าที่ใส่แปรงสีฟันเริ่มมีฝุ่นเกาะ หรือมีสัตว์ที่ไม่พึงปรารถนาอย่างแมลงสาบ จิ้งจก ไปไต่ จำต้องหยุดใช้ แล้วนำลงมาล้างชำระล้างในทันที
4. เมื่ออยากโยกย้ายที่ใส่แปรงสีฟันออกมาจากที่ จะต้องทำให้ละเอียดเพื่อไม่ให้เกิดการร่วงแตก โดยเฉพาะที่ใส่แปรงสีฟันที่ทำจากแก้ว หรือพลาสติกที่ออกจะบาง
ที่ใส่แปรงสีฟัน เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งที่ช่วยอำนวยความสะดวกสำหรับในการเก็บแปรงสีฟัน ให้ถูกตามหลักความถูกอนามัยมากขึ้นเรื่อยๆ และช่วยให้สุขาเป็นระเบียบเรียบร้อยมากขึ้นเรื่อยๆด้วย บ้านผู้ใดที่ยังขาดที่เก็บของสำคัญอย่างแปรงสีฟันอยู่ ขอชี้แนะให้ซื้อที่แปรงสีฟันไปใช้งาน รับรองว่าจะก่อให้การเก็บ การจับใช้แปรงสีฟันทำเป็นง่ายมากยิ่งกว่าเดิมด้วย ยิ่งหากใช้คู่กับกล่องสำหรับหุ้มขนแปรงสีฟัน จะยิ่งทำให้แปรงสีฟันของคุณมองสะอาด น่าใช้ ถูกสุขลักษณะเยอะขึ้นแน่นอน

ที่มา บทความที่ใส่แปรงสีฟัน: Index Living Mall

9
สำหรับกิจกรรมเกี่ยวกับเรื่องผ้า ในหลายๆครั้งพวกเราคงหลบหลีกกิจกรรมที่ส่งผลให้ผ้าแฉะไม่ได้ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นการซักผ้า หรือการนำผ้าไปใช้ในงานต่างๆย่อมได้โอกาสที่ผ้าจะเปียกได้ทั้งปวง และก็ทางเดียวที่เราจะก่อให้ผ้ากลับมาแห้งสนิทได้ ก็จำเป็นต้องใช้กรรมวิธีการตากเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

แน่ๆว่าในการตากผ้านั้น เฟอร์นิเจอร์ที่ถือเป็นสิ่งที่จำเป็นมากที่สุดก็คือ ราวตากผ้าซึ่งเฟอร์นิเจอร์ประเภทนี้เป็นประโยชน์คือ เราจะสามารถนำผ้าขึ้นพาด ก่อนที่จะแผ่ให้ผ้าแผ่ขยายออกจนกระทั่งรับกับความร้อน แล้วก็อากาศรอบๆได้อย่างเต็มเปี่ยม เมื่อผ้าสัมผัสกับอากาศ จะทำให้ความชุ่มชื้นที่หลงเหลืออยู่บนผ้าค่อยๆระเหยออกไป จนกระทั่งท้ายที่สุดผ้าก็จะกลับมาแห้ง พร้อมต่อการใช้แรงงานไปได้อีก

ราวตากผ้าที่มีการผลิตออกมาจัดจำหน่ายในตอนนี้นั้นมีอยู่ 2 ต้นแบบใหญ่ๆเป็นราวตากผ้าจำพวกตั้งพื้น แล้วก็ราวตากผ้าประเภทห้อยผนัง โดยราวตากผ้า 2 อย่างนี้มีความต่างกันเป็น ราวตากผ้าแบบตั้งพื้นจะเป็นราวซึ่งสามารถโยกย้ายได้ ช่วยอำนวยความสะดวกในการตากผ้าได้มากกว่า เหมาะกับการที่เราจะเคลื่อนย้ายผ้าออกไปตากแดดเพื่อช่วยให้ผ้าแห้งเร็วขึ้นได้ ด้วยเหตุนี้ ราวตากผ้าแบบตั้งพื้น จึงสามารถใช้งานได้อย่างนานัปการ จะใช้เป็นพักผ้า หรือจะใช้เป็นที่นำผ้าที่ซักแล้วออกผึ่งแดดก็สามารถทำเป็น ในเวลาที่ราวตากผ้าแบบแขวนฝาผนัง จะเป็นราวที่ไม่อาจจะย้ายที่ได้ ดังนั้นก็เลยเหมาะสมกับการตำหนิดตั้งไว้เพื่อเป็นที่พักผ้า ตัวอย่างเช่นจัดตั้งในส้วมเพื่อใช้ห้อยผ้าเช็ดตัวก่อนจะเอาไปใช้ หรือผึ่งผ้าที่ใช้ประโยชน์มาแล้ว อย่างเช่น ผ้าสำหรับเช็ดตัวให้แห้ง สามารถนำไปใช้งานต่อได้มากกว่า อย่างไรก็ดี หากแม้ราวตากผ้าชนิดแขวนจะสามารถใช้งานได้ยืดหยุ่นน้อยกว่า แต่ว่าก็มีจุดเด่นคือไม่รับประทานพื้นที่ ไม่เหมือนกับราวตากผ้าแบบตั้งพื้นที่มักมีขนาดใหญ่ กินพื้นที่มากมาย ยิ่งถ้าตั้งเอาไว้ในห้องแคบๆพวกเราต้องสูญเสียพื้นที่ใช้สอยส่วนหนึ่งส่วนใดให้กับราวประเภทนี้ไปอย่างยิ่งจริงๆ

ราวตากผ้า ที่วางจำหน่ายอยู่บนท้องตลาด ยังเป็นเครื่องเรือนที่ถูกประกอบมาจากอุปกรณ์หลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นเหล็ก สแตนเลส พลาสติก หรือแม้แต่ไม้ ซึ่งในวัสดุแต่ละประเภทก็จะเหมาะสมกับการใช้แรงงานในลักษณะที่แตกต่าง ถ้าหากอยากได้ใช้งานราวตากผ้าเพื่อนำผ้าออกตากกลางแจ้ง ควรจะเลือกใช้ราวที่ทำมาจากสแตนเลสหรือไม้ เพราะทนต่ออุณหภูมิและก็สภาพภูมิอากาศต่างๆเจริญ ไม่มีปัญหาประเด็นการสึกหรอ ขณะที่ราวตากผ้าแบบเหล็กหรือพลาสติก แม้นำไปตั้งผึ่งแดดจะเกิดการหมดสภาพ สึกกร่อนได้ง่าย ด้วยเหตุนี้ก็เลยเหมาะสมกับการใช้งานในที่ร่มมากกว่า นอกจากนี้ แม้เป็นราวตากผ้าพลาสติก จะไม่สามารถใช้รับน้ำหนักผ้าได้มาก ด้วยเหตุว่าบางทีอาจเกิดการหักได้ ถ้าเกิดอยากได้ซื้อราวมาเพื่อตากผ้าทีละมากมายๆควรที่จะใช้ราวที่ทำจากอุปกรณ์ที่ค่อนข้างแข็งแรง อย่างราวจากเหล็ก หรือสแตนเลสจะดีมากยิ่งกว่า

ในส่วนของการใช้งานราวตากผ้าไม่ว่าจะประเภทอะไรก็ตามมีข้อควรปฏิบัติตามอยู่ ดังต่อไปนี้
1. การห้อยผ้าบนราวตากผ้า ควรจะแขวนแบบกระจายผ้าออกมาจากกัน เพื่อน้ำหนักที่ราวตากผ้าได้รับมีความสมดุล แล้วก็ยังมีผลให้ผ้าแต่ละชนิดได้สัมผัสกับอากาศกับความร้อนอย่างทั่วถึง อย่าห้อยผ้าแบบเอาเอาผ้า 4-5 ชิ้นมากมายระจุกรวมกัน เนื่องจากจะมีผลให้ผ้าแต่ละชิ้นได้สัมผัสอากาศไม่ทั่ว ทำให้แห้งยาก รวมทั้งการนำผ้ามาแขวนกลุ่มไว้เพียงแต่จุดใดจุดหนึ่งของราวมากจนเกินความจำเป็น จะมีผลให้ราวได้รับน้ำหนักอย่างไม่สมดุล จนเป็นสาเหตุของการเกิดการหัก หรือสกรูที่ยึดราวนั้นเคลื่อนจนกระทั่งทำให้ราวมีการหลุดออกมาได้
2. ถ้าเราต้องนำราวตากผ้าออกตากแดด เมื่อเก็บผ้าเข้าบ้าน ควรจะเก็บราวตากผ้าเข้ามาไว้ในที่ร่มด้วย อย่าปลดปล่อยราวไว้กลางแจ้งจนกระทั่งมีการผึ่งแดดตากฝน เพราะจะก่อให้ราวมีการย่อยสลายในเวลาอันเร็ว มีปัญหากร่อน เสียได้
3. ราวตากผ้า เป็นราวที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อตากผ้าเพียงแค่นั้น ดังนั้นห้ามนำราวนี้ไปใช้แบบไม่ถูกเป้าหมาย อาทิเช่น ใช้ประโยชน์เป็นที่เหยียบสำหรับตะกายขึ้นไปบนที่สูงๆหรือใช้เป็นที่พาดข้าวของหนักๆเพราะว่าราวรับน้ำหนักไม่ไหว เกิดการทรุดโทรมหัก ยิ่งถ้าว่าราวหักระหว่างที่พวกเรากำลังไต่อยู่ก็ย่อมเกิดเรื่องที่อันตรายมาก และก็พึงระวังอย่าให้เด็กตัวเล็กๆอยู่ใกล้กับราวตากผ้ามากจนเกินไป เพราะว่าเด็กอาจปีนป่ายกระทั่งตกลงมาได้รับบาดเจ็บได้
4. ห้ามปรับปรุงแก้ไขดัดแปลงราวตากผ้าเป็นเฟอร์นิเจอร์อันอื่นที่ต้องรับน้ำหนักมาก อย่างเช่น เก้าอี้ หรือชั้นที่เอาไว้วางของ แม้กระทั้งการปรับเปลี่ยนให้ตากผ้าได้มากกว่าปกติก็ไม่สมควรทำ เนื่องจากโดยทั่วไปแล้วโครงของราวตากผ้าไม่ได้หนาอะไรมาก ถ้ากระทำดัดแปลงแก้ไข อาจทำให้โครงของราวตากผ้ารับน้ำหนักไม่ไหว มีการชำรุดทรุดโทรมหักพังทลายลงมาได้
ราวตากผ้า นับว่าเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้การตากผ้าของเราเปลี่ยนเป็นเรื่องง่าย อย่างไรก็ดี ในราวตากผ้าแต่ละประเภทจากแต่ละสิ่งของนั้นก็มีจุดเด่นข้อผิดพลาดนานับประการ คนที่กำลังมองหาราวสักราวหนึ่งเพื่อใช้สอยในการตากผ้า จำเป็นที่จะต้องเลือกซื้อราวที่มีขนาด และก็ใช้วัสดุที่เหมาะสมกับการใช้งานของตน เพื่อให้ได้ราวที่ใช้งานได้ตามความต้องการ

Source: บทความราวตากผ้า: www.indexlivingmall.com

10
เหล้าองุ่น เป็นเครื่องดื่มรสชาติดีอย่างหนึ่งปัจจุบันนี้ได้รับความนิยมมากมาย ยิ่งถ้าเก็บไว้ภายในตู้แช่ที่มีอุณหภูมิเหมาะสม ไม่เย็นเหลือเกิน ไม่อุ่นเกินไป แล้วเปิดดื่มในตอนที่สมควรด้วยแล้วละก็ จะยิ่งเป็นยอดเยี่ยมเครื่องดื่มที่คุณจะไม่สามารถละปากออกจากแก้วได้อย่างแน่นอน

แต่ว่าการดื่มไวน์ อุปกรณ์สำคัญอย่างหนึ่งที่คุณจะขาดไปไม่ได้เลย ก็คือ แก้วไวน์ แก้วประเภทนี้มีลักษณะเป็นแก้วทรงสูง มีขาตั้ง ด้านบนเป็นส่วนก้นสำหรับใส่ไวน์ มีทั้งๆที่ทำขึ้นจากแก้ว แล้วก็สร้างขึ้นจากพลาสติก ให้ความรู้สึกหรูหรา สง่า เหมาะสมมากสำหรับใส่เครื่องดื่มชั้นยอดเยี่ยมอย่างไวน์ แต่ว่าสำหรับคนที่ไม่ค่อยดื่มเหล้าองุ่นสักเท่าไร อาจสงสัยว่า แก้วไวน์ เป็นวัสดุอุปกรณ์ที่สำคัญกับการดื่มไวน์สูงถึงขนาดนั้นเชียวหรือ จริงๆถ้าเกิดอยากจะดื่มไวน์ เทไวน์ใส่ด้านในแก้วแบบมีหูหิ้วปกติก็น่าจะได้ไหม แถมเมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว แก้วที่มีหูหิ้ว มีทรงรากฐานอย่างที่เรารู้จักดีกันดี คงจะจุเหล้าองุ่นได้มากกว่าแก้วไวน์เสียอีก หากคุณเป็นคนนึงที่คิดอย่างนี้ อย่าคอยช้า ไปดูเหตุผลกันดีกว่าว่าเพราะเหตุไรจำต้องใช้แก้วไวน์สำหรับการดื่มเหล้าองุ่นโดยเฉพาะ
1. แก้วไวน์เป็นแก้วที่มีความจุเหมาะเจาะกับเครื่องดื่มอย่างเหล้าองุ่น อย่าลืมว่า เหล้าองุ่น ไม่ใช่เครื่องดื่มอย่างน้ำส้ม ที่จะเทให้เต็มแก้วสักเท่าไรก็ได้ ดื่มเข้าไปพรวดเดียวหมดก็ยังอร่อย แม้กระนั้นไวน์เป็นเครื่องดื่มจำพวกหมัก มีกลิ่นและก็รสที่เป็นเอกลักษณ์ แล้วก็การจะดื่มเหล้าองุ่นให้ได้รสเยี่ยมที่สุด ต้องใช้วิธีจิบทีละเล็กทีละน้อย ไม่ใช่การดื่มพรวดพราดเดียวหมด หากว่าคุณรินไวน์ใส่ด้านในแก้วปกติที่มีปริมาตรจำนวนมากละก็ ขณะที่คุณค่อยๆจิบทีละเล็กทีละน้อย คุณจะรู้สึกอิ่มเร็วกว่าธรรมดา ท้ายที่สุดเหล้าองุ่นที่อยู่ในแก้วใบใหญ่นั้นก็จะไม่หมด ซึ่งหากว่าคุณจิบเหล้าองุ่นไม่หมด ก็จำเป็นจะต้องทิ้งสิ่งเดียว ไม่สามารถที่จะรินกลับใส่ขวดเพื่อดื่มคราวต่อไปอีกได้ แม้กระนั้นถ้าหากคุณรินใส่แก้วไวน์ คุณจะได้ปริมาณเหล้าองุ่นที่ใช้ดื่มอย่างเหมาะสม ไม่มากจนเกินความจำเป็น และไม่ไม่เพียงพอ สามารถจิบจนถึงหมดแก้วได้อย่างพอดิบพอดี โดยที่ยังคงรสหอมหวาน เป็นเอกลักษณ์สำหรับไวน์อยู่
2. แก้วไวน์ จะช่วยเอื้อต่อการดื่มเหล้าองุ่นให้กับคุณได้มากกว่าแก้วจำพวกอื่นๆด้วยเหตุว่าเป็นแก้วที่มีปากแคบ แม้กระนั้นมีก้นกว้าง คุณสามารถดื่มเหล้าองุ่นตามสูตรที่ได้รับการแนะนำมาได้เลย อย่างก่อนดื่ม จะต้องหมุนแก้วให้เหล้าองุ่นเหมาะเสียก่อน โดยคุณสามารถหมุนได้อย่างไม่ต้องกลัวว่าเหล้าองุ่นจะกระฉอกกระแฉกออกมาจากแก้ว จนกระทั่งหกเปรอะเปื้อน เมื่อไวน์พอดีแล้ว ก็เบาๆจิบ ด้วยปากแก้วที่แคบ จะมีผลให้คุณสามารถจิบไวน์ได้ในจำนวนน้อยๆอย่างที่คุณอยากได้ ไม่เผลอทำเหล้าองุ่นหกเข้าปากจนถึงทำให้รสจำเป็นต้องห่วยลงไป รวมทั้งที่สำคัญ การดื่มไวน์ในแก้วไวน์นี้ จะช่วยเพิ่มความหรูหราเลิศเลอให้กับไวน์ ทำให้ท่านมีความคิดว่าการดื่มเหล้าองุ่นคราวนี้อร่อยมากเพิ่มขึ้น

เห็นไหมว่า แก้วไวน์เป็นแก้วที่มีความสำคัญต่อการดื่มเหล้าองุ่น และเป็นแก้วที่คอเหล้าองุ่นทุกคนจะขาดไปไม่ได้เลย ดังนี้ แก้วไวน์ ยังไม่เป็นเพียงแก้วที่สามารถใช้กินได้เพียงแค่เหล้าองุ่นเพียงแค่นั้น ในเครื่องดื่มจำพวกอื่นๆอย่างเช่น น้ำดื่ม นม หรือแม้กระทั้งน้ำหวาน คุณก็สามารถนำใส่แก้วไวน์ เพื่อเพิ่มความโก้หรู และรสชาติให้กับการดื่มได้อีกด้วย
การรักษาแก้วไวน์หลังจากที่ดื่มเสร็จแล้ว สามารถทำได้ไม่ยาก มีขั้นตอนดังต่อไปนี้
1. ล้างแก้วไวน์ด้วยน้ำยาสำหรับล้างจาน โดยเริ่มจากนำแก้วไวน์ที่สกปรก ไปล้างด้วยน้ำเปล่าเพื่อชำระคราบเปื้อนเล็กน้อยออกไปก่อน และก็เพื่อคราบเปื้อนที่เกาะติดอยู่นุ่มขึ้น สามารถล้างออกได้อย่างง่ายดายด้วย หลังจากนั้นจึงใช้ฟองน้ำนุ่มๆชุบน้ำยาที่เอาไว้สำหรับล้างจานพอควร แล้วนำฟองน้ำนั้นมาเช็ดถูชำระล้างแก้ว ขัดเอาคราบเปื้อนเครื่องดื่มที่ติดอยู่ออกให้หมด จบด้วยการล้างน้ำไม่เพื่อขจัดคราบและน้ำยาสำหรับล้างจานออก ก็เท่านี้ก็เสร็จเรียบร้อย ในขั้นตอนกลุ่มนี้ คุณต้องระวัง อย่าให้แก้วไวน์หลุดมือ เนื่องจากว่าอาจทำให้แก้วไวน์ตกพื้นจนถึงแตกเสียหายได้
2. นำแก้วไวน์ที่ล้างจนถึงสะอาดแล้วมาขัดด้วยผ้าสะอาดที่มีเนื้อนุ่ม อย่างผ้าขนหนู เพื่อแก้วแห้ง มองสะอาดยิ่งขึ้น อย่าใช้ผ้าขี้ริ้ว หรือผ้าที่เลอะเทอะมาเช็ดเด็ดขาด เนื่องจากว่าจะทำให้แก้วเลอะเทอะ
3. คว่ำแก้วไวน์บนชั้นคว่ำแก้วที่สามารถล็อกไม่ให้แก้วขยับได้ โดยสำหรับในการคว่ำ ต้องคว่ำแก้วไวน์ไว้ที่จุดกึ่งกลางชั้น หรือจุดซึ่งสามารถล็อกไม่ให้แก้วไวน์ขยับได้ อย่าวางแก้วไวน์แบบหมิ่นเกินความจำเป็น เนื่องจากอาจส่งผลให้แก้วร่วงลงมาแตกเสียหาย และก็จะต้องคว่ำแก้วไวน์ไว้ให้พ้นจากมือเด็ก หรือสัตว์เลี้ยงที่อาจจะทำให้แก้วไวน์ร่วงแตกแบบรู้เท่าไม่ถึงการณ์จนทำให้เป็นอันตราย
4. เมื่อแก้วไวน์ใบใดที่มีร่องรอยชำรุด ตัวอย่างเช่น ปากแตก มีรอยแตก ถึงแม้ว่าจะยังคงใช้ใส่เหล้าองุ่นได้อยู่ ก็ขอแนะนำว่าไม่ควรนำกลับมาใช้อีก ด้วยเหตุว่ารอยแตกเหล่านั้นอาจส่งผลให้ผู้กินได้รับอันตราย บาดมือ หรือบาดปากจนกระทั่งเป็นแผลได้
เมื่อต้องการดื่มไวน์ เราขอชี้แนะทุกท่านว่าอย่าลืมเลือกใช้แก้วไวน์ เพื่อให้รสของไวน์โปรดของคุณ เพิ่มความหรูหราให้กับเหล้าองุ่นของคุณดีขึ้น จะใช้ดื่มเอง หรือเสิร์ฟแขกที่มาเยี่ยมเยือนที่บ้านดีแล้วทั้งหมด ยิ่งถ้าเกิดได้ดื่มคู่กับของกินแสนอร่อยอย่างสเต๊ก รับประกันว่าคุณจะลืมเครื่องดื่มอย่างอื่นไปเลย

เครดิตบทความ บทความแก้วไวน์: Index

11
มั่นใจว่าเกือบทุกๆบ้าน อาจเห็นว่าการทำอาหารไว้ทานเป็นเรื่องสำคัญ และต้องมีการทำอาหารอย่างน้อยสัก 1 มื้อประจำวัน ด้วยเหตุว่าถ้าจะให้ซื้อของกินจากนอกบ้านมาทานกันเสมอๆก็คงสิ้นเปลืองพอควร แถมยังไม่ค่อยดีต่อสุขภาพสักเท่าไรอีกด้วย

สำหรับแม่ครัวอย่างคุณ คงทราบว่า การประกอบอาหาร คือการประสานเอาศาสตร์รวมทั้งศิลปกิ้งก้านต่างๆเข้ามาไว้ด้วยกัน จะต้องมีวัสดุอุปกรณ์จำนวนไม่ใช่น้อย แล้วก็จะต้องรู้จักการผสมอาหารแบบมีฝีมือด้วย มิเช่นนั้นของกินที่ได้มาก็จะไม่อร่อยเท่าไรนัก แต่ว่าถึงแม้การผสมของกินด้วยมือทุกขั้นตอน จะช่วยขับให้รายการอาหารของคุณมีรสชาติดี น่าทาน มีกลิ่นหอมหวนมากมายก็จริง แต่ว่าก็ปฏิเสธไม่ได้แบบเดียวกันว่าถ้าเกิดใช้มือทำหมดทุกขั้นตอน ก็จำต้องเสียเวล่ำเวลานานมากพอเหมาะพอควร ยิ่งบางรายการอาหาร บางเวลาคุณอาจต้องใช้เวลาทำกว่าครึ่งวันเลยทีเดียวกว่าจะได้เป็นเมนูแสนอร่อยเชิญฟินได้ ถ้าหากว่าพ่อครัวคนปรุงอาหารอย่างเราๆสามารถหาเครื่องมือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่จะทุ่นกำลังบางขั้นตอนไปได้ก็อาจจะดีไม่น้อย และก็เครื่องผสมอาหาร ก็เป็นเลิศในวัสดุอุปกรณ์ที่ช่วยภาระการปรุงอาหารไปได้มากพอควรอยู่แบบเดียวกัน
เครื่องผสมอาหารเป็นเครื่องที่มีส่วนประกอบเป็น มีถาดสำหรับใส่ของกิน มีหัวสำหรับคน แล้วก็มีปุ่มพร้อมปลั๊กไฟสำหรับแทง และก็สั่งการให้เครื่องปฏิบัติงานได้ วิธีใช้งานทำเป็นง่ายสุดๆ เพียงแค่คุณนำของกินที่อยากได้ผสมใส่ลงไปในถาด แล้วต่อจากนั้นแทงปลั๊ก ตั้งรายการอาหาร แล้วกดสั่งเดินเครื่องก็ใช้ได้ เครื่องจะกระทำปั่นอาหารที่คุณเทใส่ลงไปให้เข้ากัน เมื่ออ่านมาถึงที่ตรงนี้ คุณอาจจะสงสัยว่า ถ้าเช่นนั้น เรามีเครื่องปั่นอยู่แล้ว ไปใช้เครื่องปั่นเลยไม่ดีกว่าหรือ ขอบอกเลยว่า เครื่องปั่นจะช่วยปั่นอาหารให้เข้ากันได้แบบเดียวกันก็จริง แม้กระนั้นก็จะมีผลให้วัตถุดิบต่างๆที่คุณใส่ลงไปนั้นถูกบดจนแหลกละเอียด แปลงเป็นสมูทตี้แบบที่เอาไปใช้ปรุงต่อไม่ติดเลย แต่ในเครื่องผสมอาหาร จะทำแค่คนอาหารให้เข้ากันแค่นั้น ไม่มีการกางใบมีดฟันวัตถุดิบในของกินจนกระทั่งแหลกละเอียดแน่นอน เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับใช้คนของกินที่อยากได้ให้เข้ากัน อย่างการผสมแป้งเพื่อทำเค้ก การผสมสีจากใบเตยกับแป้งที่ได้นวดไว้แล้วให้มีสีงดงาม สำหรับนำไปทำขนมถัดไป หรือแม้แต่การใช้เพื่อตีไข่ให้ขึ้นฟู สำหรับนำไปเข้าครัวประเภทรายการอาหารไข่เจียว ไข่ตุ๋น หรือแม้กระทั้งใช้เป็นส่วนผสมในรายการอาหารของหวานก็ยังได้เหมือนกัน กล่าวได้ว่าเป็นเครื่องสารพัดประโยชน์ ใช้ได้กับทุกเมนู ประเภทที่ว่าทุกๆบ้านที่ชอบด้านการทำขนมหรือกับข้าวควรมีไว้ติดบ้านกันเลยจริงๆ

เครื่องผสมอาหาร ยังมีจุดแข็งอยู่ตรงที่ส่วนประกอบต่างๆสามารถถอดล้างทำความสะอาดได้อย่างง่ายดายอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นส่วนหัวสำหรับคน ส่วนถาดใส่อาหาร สามารถถอดออกมาได้ไม่ยากแล้วก็การล้างชำระล้างก็ไม่ยุ่งยาก ใช้เพียงแค่ฟองน้ำจุ่มกับน้ำยาที่เอาไว้สำหรับล้างจาน แล้วนำมาขัดถูชำระล้างบนองค์ประกอบที่เลอะเทอะ และก็ตามด้วยล้างน้ำเปล่าออกให้สะอาด และจากนั้นจึงนำไปผึ่งไว้จนแห้งก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย เมื่อจะใช้ครั้งถัดมาก็แค่ประกอบส่วนประกอบต่างๆเข้าไปกับเครื่องแค่นั้น

แม้กระนั้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้งาน หรือการล้างทำความสะอาดเครื่องผสมอาหารก็ตาม มีสิ่งที่คุณต้องระวังไว้ด้วย เพื่อให้การใช้งานเครื่องมีประสิทธิภาพมากที่สุดและไม่ทำให้เป็นอันตรายใดๆก็ตามดังนี้
1. ก่อนจะมีการใช้งาน ควรพิจารณาองค์ประกอบของเครื่องแต่ละส่วนให้ดีว่า ได้ประกอบให้แน่นสนิทแล้วหรือยัง เนื่องจากในระหว่างที่ใช้งานอยู่ เครื่องผสมอาหารจะมีกำลังปั่นออกจะแรง ถ้าเกิดคุณประกอบองค์ประกอบต่างๆไม่แน่นอปิ้งที่ต้องเป็น เมื่อใช้ไปได้สักระยะหนึ่ง อาจจะก่อให้ส่วนประกอบบางอย่าง ได้แก่ หัวสำหรับคน หรือถาดใส่ของกินหลุดกระเดนออกมา จนถึงอาหารที่ใส่อยู่หกเลอะ แล้วก็ยิ่งถ้าหากว่าส่วนประกอบต่างๆกระเด็นออกมาถูกตัวของผู้ใช้ด้วย ก็อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บ หรือเปรอะเปื้อนจนกระทั่งจำต้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่กันเลยทีเดียว
2. ตรวจตราความแรงสำหรับในการปั่นของเครื่องที่ตั้งไว้ ณ ในเวลานั้นเหตุว่าเป็นอย่างไร ข้อนี้สำคัญมาก เนื่องจากว่าจะมีผลต่ออาหารที่คุณกำลังประกอบอยู่โดยตรง บางเมนูที่มิได้อยากได้ความแรงสำหรับการผสมมากมาย อย่างพวกขนมที่อยากได้ให้มีเกล็ดน้ำตาลขึ้นทั้งหลาย ต้องไม่ใช้ความแรงสำหรับในการผสมมากเกินความจำเป็น เนื่องจากว่าสักครู่น้ำตาลที่ใส่ไว้จะละลายหายไปหมด เมื่อเสร็จบริบูรณ์แล้วจะไม่มีเกล็ดน้ำตาลขึ้นเลย หรือเมนูไข่อย่างไข่กระทะทั้งหลายแหล่ หากใช้ความแรงสำหรับเพื่อการผสมมากเกินความจำเป็น ไข่ก็จะขึ้นฟูกันแบบใหญ่โต ต่อนี้ไปละ เวลานำไปปรุงให้สุก ไข่จะแผ่บานเป็นจานเชิง ทานคนเดียวก็ไม่หมดกันเลยแหละ
3. เมื่อใช้เครื่องผสมอาหารเสร็จแล้ว จำต้องถอดออกมาล้างทำความสะอาดให้หมดจดทุกคราวก่อนใช้ประโยชน์ครั้งถัดไป เพื่อให้เครื่องมีความสะอาด เหมาะสมในการทำอาหาร และไม่เป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคที่จะทำลายสุขภาพ แถมการล้างเครื่องให้สะอาดทุกคราว ยังเป็นเหตุให้อาหารที่คุณปรุงมีรสชาติดี ไม่มีกลิ่นเหม็นหืนคละเคล้าด้วยนะ
4. รักษาเครื่องไว้ให้มิดชิดสักเล็กน้อย อย่าปล่อยให้มีฝุ่นเขรอะ หรือมีสัตว์อย่างจิ้งจก แมลงสาบ เข้าไปใช้เป็นที่อยู่หรือเดินผ่าน ด้วยเหตุว่าเดี๋ยวเครื่องจะสกปรกจนกระทั่งใช้ปรุงอาหารมิได้อีก แถมยังก่อกำเนิดโรคได้ง่ายอีกด้วย

แหล่งที่มา บทความเครื่องผสมอาหาร: www.indexlivingmall.com

12
ในปัจจุบัน เทคโนโลยีการทำอาหารได้มีการพัฒนาไปมาก ครั้งก่อนพวกเราอาจจะมีเพียงเตาแก๊สเป็นเครื่องไม้เครื่องมือช่วยปรุงอาหารให้สุกเพียงอย่างเดียว ถ้าหากอยากจะทำกับข้าวแบบไหนก็ใช้ภาชนะที่รองรับแล้วตั้งบนเตาแก๊ส เกิดเรื่องที่ค่อนข้างจะลำบากพอควร ทั้งตอนปรุงแล้วก็ตอนล้างทำความสะอาด มาถึงตอนนี้ ได้มีการพัฒนาอุปกรณ์ไฟฟ้าที่รองรับการทำอาหารแต่ละแบบออกมามากขึ้น ทั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าที่รองรับการต้ม การทอด การนึ่ง การอบ หนึ่งในเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นสำคัญเหล่านั้น ที่ได้รับความนิยมเยอะที่สุด ก็น่าจะหนีไมพ้นไมโครเวฟ

ไมโครเวฟ คืออุปกรณ์ไฟฟ้าจำพวกเตาอบชนิดหนึ่ง มีหลักการทำงานต่างจากเตาอบทั่วๆไปคือ ใช้วิธีปล่อยคลื่นไมโครเวฟออกมาสัมผัสกับของกิน และคลื่นไมโครเวฟนี้จะเข้าไปสะเทือนโมเลกุลของน้ำในอาหารจนมีการเสียดสีกันแล้วก็แปลงเป็นความร้อนที่ทำให้อาหารสุกได้ แถมยังสุกดีแบบที่ไม่ทำให้อาหารแห้งเกินความจำเป็นอีกด้วย ต่างจากเตาอบทั่วๆไปที่นำกำลังไฟฟ้ามากลายเป็นพลังงานความร้อนผ่านขดลวดโดยตรง ด้วยหลักการทำงานที่ทันสมัยของไมโครเวฟ ทำให้มีอยู่ช่วงหนึ่ง ที่เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ชนิดนี้จะต้องสู้กับความศรัทธาของคน มีการบรรเลงวิชาความรู้ผิดๆว่าการใช้ไมโครเวฟจะก่อให้กำเนิดมะเร็ง แล้วก็ได้เปลี่ยนเป็นความเชื่อที่ฝังหัวคนอีกจำนวนไม่น้อยมาจนถึงทุกวันนี้ โดยเฉพาะคนสมัยเก่า แต่ว่าในทุกวันนี้ ความเลื่อมใสดังที่กล่าวถึงมาแล้วก็ได้ถูกพิสูจน์ไปแล้วว่าไม่จริง สามารถใช้งานไมโครเวฟได้แบบไม่มีอันตรายใดๆก็ตามตรงกันข้าม การใช้ไมโครเวฟประกอบอาหาร ยังช่วยทำให้ได้อาหารที่น่าทานอย่างสะดวกที่สุดอีกด้วย

อย่างที่คุณอาจรู้กันดีว่า ไมโครเวฟในขณะนี้สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ระบบเป็นแบบหมุนลูกบิด และก็แบบปุ่มกด แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ดูเหมือนจะทุกแบรนด์ต่างก็ผลิตไมโครเวฟทั้งยัง 2 รุ่นนี้ออกมา จนกระทั่งอาจก่อให้คุณงงมากว่าจะเลือกแบบไหนดีถึงจะใช้ดี ไม่มีปัญหา แล้วก็ตรงกับความอยากได้เยอะที่สุด วันนี้เราจะนำไมโครเวฟทั้ง 2 ชนิดนี้มาเปรียบเทียบกัน

ขั้นแรก จะต้องขอบอกเลยว่าไมโครเวฟ ทั้ง 2 รุ่นนี้ ต่างก็มีจุดเด่นจุดบกพร่องที่นานับประการ ดังที่พวกเราจะแยกให้ดูดังตั้งแต่นี้ต่อไป
1. ไมโครเวฟแบบลูกบิด เป็นไมโครเวฟที่จะมีปุ่มสำหรับหมุนเพื่อตั้งรายการอาหารตามอยากได้ ปกติจะมีอยู่เพียงแค่ 2 ปุ่มเพียงแค่นั้น คือปุ่มสำหรับบิดตั้งอุณหภูมิ รวมทั้งปุ่มสำหรับบิดตั้งเวลา ไม่ค่อยมีเมนูอื่นนอกเหนือไปต่อจากนั้น ข้อดีของไมโครเวฟประเภทนี้เป็นใช้งานได้ง่ายสุดๆ เพราะเหตุว่าไม่มีรายการอาหารที่สลับซับซ้อน แม้กระทั้งผู้ที่ไม่ถนัดการใช้ไมโครเวฟสักมากแค่ไหนก็ยังสามารถใช้ได้อย่างไม่มีปัญหา ยิ่งไปกว่านี้ยังมีความคงทนสูง สามารถใช้งานได้แบบไม่ต้องระมัดระวังว่าปุ่มจะเสียหรือถลอก แต่ว่าข้อผิดพลาดของไมโครเวฟชนิดนี้ก็คือ ใช้งานได้ไม่นานาประการเท่าไรนัก เนื่องจากว่ามีรายการอาหารไม่มากมาย เป็นอย่างมากสุดก็สามารถใช้ได้เพียงแค่อบของกิน กับย่างอาหาร 2 แบบงี้เพียงแค่นั้น เหมาะกับใช้ในบ้านที่สมาชิกไม่ค่อยนิยมทำกับข้าวสักมากแค่ไหน เน้นย้ำอุ่นอาหารที่ซื้อมาจากนอกบ้าน หรือทำกับข้าวกล้วยๆที่ไม่ต้องใช้วิธีการซับซ้อนเป็นหลัก
2. ไมโครเวฟแบบปุ่มกดดิจิทัล ไมโครเวฟที่มีระบบควบคุมแบบใช้ปุ่มกดดิจิทัล ที่เรามักจะคุ้นเคยกันดีในลักษณะของปุ่มเล็กๆนิ่มๆนูนขึ้นจากตัวเตาไม่มากมาย แถมยังมีหน้าปัดบอกเวลาที่มองล้ำสมัยอีกด้วย ไมโครเวฟรุ่นนี้จะสามารถใช้งานได้มากมายกว่า เพราะมีปุ่มสำหรับตั้งระบบการทำงานทุกสิ่งทุกอย่าง ตั้งแต่การอบ การย่าง การนึ่ง การต้ม หรือแม้แต่การตุ๋น ในไมโครเวฟบางรุ่นก็ยังมี กล่าวได้ว่าแค่มีไมโครเวฟแบบปุ่มกดดิจิทัลไว้ใช้งานแค่ใบเดียว พวกเราก็จะสามารถประกอบอาหารได้ดูเหมือนจะทุกอย่าง ไม่ต้องขอคืนดีเตาแก๊ส เตาไฟฟ้าอื่นๆเลย แต่ว่าข้อผิดพลาดของไมโครเวฟรุ่นนี้ ก็คือ ด้วยความที่มีระบบการทำงานที่มากมาย ทำให้การใช้งานค่อนข้างจะซับซ้อนมากกว่าไมโครเวฟแบบลูกบิด คนที่ไม่ค่อยสันทัดเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ชนิดนี้สักมากแค่ไหน ตอนซื้อมาคราวแรกบางทีก็อาจจะงงว่าใช้เช่นไร จำต้องใช้เวลาเรียนรู้ครู่หนึ่งกว่าจะได้อย่างที่ต้องการ แถมถ้าว่าวันใดวันหนึ่งคนอื่นมาเยี่ยมเยือนที่บ้าน แล้วอยากจะใช้ไมโครเวฟของเราเพื่ออุ่นอาหารสำหรับงานเลี้ยง บางทีก็อาจจะไม่อาจจะใช้ได้ จะต้องเรียกเราเป็นผู้ไปอบให้ ต่างจากไมโครเวฟแบบลูกปิดที่คนใดก็สามารถใช้ได้เลย นอกนั้น ปุ่มดิจิทัลที่ติดมากับไมโครเวฟยังค่อนข้างเปราะบางพอควร ถ้าเผลอกดแรงๆมีสิทธิจะมีผลให้ปุ่มยุบ หรือถลอกจนกระทั่งใช้การไม่ได้อีกเลยก็ได้ จะต้องใช้ความระแวดระวัง แต่ว่าโดยส่วนมาก ถ้าพวกเราไม่ออกแรงกดมากจนเกินไปเช่นเดียวกับจะกดจุดนวดใครซักคน ปุ่มกดดิจิทัลของไมโครเวฟก็จะยังอยู่ได้ ไม่มีการพังกล้วยๆแน่ๆ

การจะเลือกว่าคุณควรจะซื้อไมโครเวฟแบบลูกบิด หรือแบบปุ่มกดดิจิทัลมาใช้ดี จึงขึ้นกับสาเหตุ 2 อย่าง อาทิเช่น สิ่งที่ต้องการสำหรับในการใช้งาน และก็ความพอใจของคุณ หากว่าคุณเป็นคนที่ไม่ค่อยอยู่บ้าน ทำครัวรายการอาหารใหญ่ๆสักมากแค่ไหน ที่ซื้อไมโครเวฟมาก็เพื่ออุ่นอาหาร กับอบเมนูกล้วยๆไว้ทานเป็นหลัก ก็ขอชี้แนะให้ซื้อไมโครเวฟแบบบิด แต่ถ้าเกิดซื้อไมโครเวฟมาเพื่อใช้ประโยชน์ในหลายแบบ ตั้งแต่ทำครัว อุ่นของกิน ยันอบดอกไม้ ไมโครเวฟแบบปุ่มกดดิจิทัลก็น่าจะตอบสนองในสิ่งที่ต้องการได้ดิบได้ดีที่สุด เหนือสิ่งอื่นใด คือความชื่นชอบ ขอให้เลือกไมโครเวฟอย่างที่คุณชอบเยอะที่สุดมาใช้งาน เพื่อความไม่รู้สึกกลุ้มใจของคุณเองด้วย

เครดิตบทความ บทความไมโครเวฟ: Index

13
ไม่สามารถที่จะปฏิเสธได้เลยว่า เมื่อคุณใช้คอมพิวเตอร์ เครื่องเรือนอย่างหนึ่งที่ควรต้องมีไว้ใช้งานอย่างต้องมีให้ได้ ก็คือ โต๊ะคอมพิวเตอร์ เนื่องจากว่าถ้าเกิดขาดเครื่องเรือนชิ้นนี้ไปแล้ว การใช้งานคอมพิวเตอร์ก็จะทำได้ยากลำบาก จะมองดูจอภาพก็ต้องก้ม หรือจะใช้งานแป้นอักษรก็จะต้องโน้มตัวลงไปมาก จนกระทั่งนำไปสู่อาการปวดหลัง ถึงขั้นไม่ต้องการใช้คอมพิวเตอร์ต่อไปอีก

โต๊ะคอมพิวเตอร์ โดยทั่วไปจะได้รับการออกแบบมาให้สามารถวางชุดคอมพิวเตอร์ได้อย่างพอดีแล้วก็พอดี มีช่องสำหรับวาง CPU และก็เครื่องปริ้น ส่วนพื้นที่บนโต๊ะ ก็กว้างพอที่จะใช้วางวัสดุอุปกรณ์สำคัญอย่างจอภาพ เม้าส์ แล้วก็แป้นอักษร ยิ่งในบางรุ่น แม้กระทั่งคุณวางเครื่องไม้เครื่องมือคอมพิวเตอร์จนกระทั่งครบแล้ว คุณก็ยังเหลือที่สำหรับวางข้าวของเครื่องใช้จุกจิกอันอื่น หรือปรับปรุงแก้ไขดัดแปลงใช้เป็นโต๊ะสำหรับเขียนงานได้อีก แม้กระนั้นเมื่อโต๊ะคอมพิวเตอร์มีการออกแบบมาให้มีส่วนสำหรับวางสิ่งของได้มากเช่นนี้ ภาระที่จะตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็คือแนวทางการทำความสะอาด บางบุคคลกล่าวว่า ซื้อโต๊ะมาแล้ว แม้ว่าจะวางเครื่องไม้เครื่องมือคอมพิวเตอร์ได้ครบทุกๆอย่างก็จริง แต่ก็มีภาระที่จะต้องทำความสะอาดจำนวนมาก ยิ่งโต๊ะรุ่นดีๆที่วางของได้เป็นจำนวนมากยิ่งทำความสะอาดลำบาก กว่าจะขัดจนถึงครบทุกซอกซอยได้ก็เสียเวล่ำเวลาเป็นชั่วโมง เพราะฉะนั้นในวันนี้ เราจะมาดูกันดีกว่าว่าถ้าเกิดต้องการชำระล้างให้ครบทุกที่ จำต้องทำยังไงบ้าง มีอยู่ 5 ขั้นตอนดังต่อไปนี้

1. ถ้าหากสบายที่จะถอดเครื่องไม้เครื่องมือคอมพิวเตอร์ต่างๆออกชั่วครั้งชั่วคราว ขอแนะนำให้ถอด CPU จอ เม้าส์ คีย์บอร์ด และอื่นๆออกมาจากกัน แล้วหลังจากนั้นเคลื่อนย้ายมาตั้งชั่วครั้งคราวไว้ภายนอกโต๊ะคอมพิวเตอร์ก่อนดียิ่งกว่า เพื่อที่คุณจะได้ชำระล้างได้ทุกที่จริงๆถ้าเกิดคุณทำความสะอาดโต๊ะทั้งๆที่เครื่องไม้เครื่องมือคอมพิวเตอร์ยังตั้งอยู่ จะเหลือจุดอับบางจุดที่คุณไม่สามารถชำระล้างได้ เป็นต้นว่า ใต้ CPU ใต้จอภาพ ซึ่งที่อับเหล่านี้ล้วนแต่เป็นที่สะสมฝุ่นผงแล้วก็สิ่งสกปรกต่างๆทั้งมวล การถอดเครื่องมือคอมพิวเตอร์ออก แล้วย้ายออกจากโต๊ะ จะช่วยให้แนวทางการทำความสะอาดทำเป็นอย่างมีคุณภาพยิ่งกว่า

2. กระทำการปัดฝุ่น หรือดูดฝุ่นที่ติดอยู่บนโต๊ะออกให้หมดก่อน เครื่องมือที่จะช่วยคุณในกิจกรรมนี้ได้ ก็คือไม้ปัดขนไก่ หรือเครื่องดูดฝุ่น ให้ทำการปัดฝุ่น หรือดูดฝุ่นละอองและก็สิ่งสกปรกที่อยู่บนโต๊ะออกให้หมด เพื่อทำให้โต๊ะเกลี้ยงไปในระดับหนึ่ง แล้วจึงค่อยขัดถัดไป อย่ารีบถูทั้งๆที่ยังไม่ได้ดูดฝุ่นผง ปัดฝุ่นไปเลย ด้วยเหตุว่าจะก่อให้กำเนิดรอยฝุ่นละอองติดโต๊ะไป แม้คุณจะเช็ดถูอย่างมาก ความเลอะเทอะก็ยังคงอยู่ ไม่หายไปไหนอยู่ดี สำหรับเพื่อการปัดหรือดูดฝุ่นผงที่ติดอยู่บนโต๊ะ ขอให้คุณใช้ความระแวดระวังด้วยโดยเฉพาะถ้าคุณเป็นโรคภูมิแพ้ หรือโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ รอบคอบอย่าให้ฝุ่นละอองลอยละล่องกระจัดกระจายเข้าจมูก อาจจะเป็นผลให้มีการระคายเคืองในระบบทางเท้าหายใจ และก็ทำให้โรคประจำตัวกำเริบเสิบสานได้

3. เมื่อโต๊ะไม่มีฝุ่นละออง หรือเหลือฝุ่นผงน้อยลงแล้ว คุณก็สามารถกระทำเช็ดถู ทำความสะอาดได้เลย การเช็ดโต๊ะ คุณสามารถใช้ได้ทั้งยังผ้าชุบน้ำสะอาด หรือใช้น้ำยาที่ใช้เพื่อการทำความสะอาดพ่นแล้วใช้ผ้าเช็ดถูตาม อีกทั้ง 2 แนวทางลักษณะนี้ สามารถทำให้โต๊ะคอมพิวเตอร์ของคุณสะอาดได้ มีข้อควรปฏิบัติตาม เป็น ห้ามใช้น้ำยาที่มีฤทธิ์เป็นกรดหรือเป็นด่างรุนแรงสำหรับเพื่อการขัดชำระล้าง เนื่องจากอาจจะก่อให้ผิวของโต๊ะได้รับความทรุดโทรม และก็การเช็ดด้วยน้ำที่สะอาด ควรทำบิดผ้าให้หมาดที่สุดก่อนนำไปถู เนื่องจากถ้าคุณใช้ผ้าที่เปียกแฉะน้ำเกินไปสำหรับในการทำความสะอาด จะก่อให้กำเนิดคราบเปื้อนน้ำขึ้นบนโต๊ะ แม้ว่าจะไม่ใช่คราบเปื้อนเลอะเทอะซึ่งมีความสกปรก แต่ว่าก็ทำให้โต๊ะของคุณดูสกปรกงดงาม นอกนั้น การใช้ผ้าที่แฉะเหลือเกิน อาจจะทำให้ผิวอุปกรณ์ของโต๊ะบางจำพวก ได้แก่ ไม้อัด กระดาษอัด ได้รับความย่ำแย่ บวมน้ำ ปริ แตก ในคราวหลัง

4. รอให้โต๊ะแห้งสักประเดี๋ยว ระหว่างนี้ก็ชำระล้างเครื่องมือคอมพิวเตอร์อื่นๆที่มีฝุ่นเกาะ และก็พื้นที่บริเวณโต๊ะไปพร้อมกันด้วย แนวทางการทำความสะอาดพื้นที่รอบๆ แล้วก็สิ่งของที่วางบนโต๊ะ จะเป็นทางหนึ่งที่ช่วยทำให้โต๊ะคอมพิวเตอร์ของคุณสะอาดเป็นระยะเวลานาน ไม่มีฝุ่นละออง หรือสิ่งสกปรกมาจับในเวลาเพียงแค่ไม่กี่วัน แถมยังช่วยให้โต๊ะทำงานของคุณมองสะอาด เรียบร้อย พร้อมต่อการทำงานเพิ่มขึ้น

5. จัดข้าวของที่เคยวางอยู่บนโต๊ะให้กลับเข้าที่ ทำประกอบคอมพิวเตอร์กลับให้เรียบร้อย งดงามอย่างเคย อย่าลืมตรวจตราเพราะการต่อเครื่องมือคอมพิวเตอร์ของคุณนั้นทำได้ถูกต้องแล้วหรือยัง ถ้าหากยัง ให้ถอดออกแล้วต่อใหม่ แนะนำว่าให้ตรวจก่อนจะเปิดเครื่อง เนื่องจากว่าเมื่อเปิดเครื่องไปแล้ว คุณจะถอดเครื่องมือเพื่อต่อใหม่ได้ทุกข์ยากลำบาก เนื่องจากอุปกรณ์คอมพิวเตอร์โดยมากเป็นโลหะ ซึ่งระหว่างที่เปิดคอมอยู่ กระแสไฟจะเดินไปทั่ว ถ้าคุณมาเสี่ยงถอดตอนเปิดเครื่องไปแล้ว ก็อาจจะถูกไฟดูดได้ แม้ว่าจะไม่ใช่กระแสไฟที่แรงจนกระทั่งแก่ชีวิต แต่ก็สร้างความตื่นตระหนกให้กับคุณได้เยอะพอสมควร

แนวทางการทำความสะอาดโต๊ะคอมพิวเตอร์ ก็มีอยู่ทั้งสิ้น 5 ข้อดังนี้ ผู้ใดที่มีโต๊ะคอมพิวเตอร์ประจำการอยู่ ขอให้หมั่นชำระล้างโต๊ะของคุณอยู่เสมอ เพื่อสร้างบรรยากาศให้ดูน่าดำเนินงานยิ่งขึ้น รวมถึงเพื่อสุขอนามัยของคุณเองด้วย อย่างต่ำควรจะชำระล้างสักอาทิตย์ละครั้ง แต่ถ้าใครกันแน่สบายจะชำระล้างบ่อยๆก็สามารถทำเป็น แล้วก็ยิ่งเกิดเรื่องที่ดีด้วย

เครดิตบทความ บทความโต๊ะคอมพิวเตอร์: Index

14
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ของกินหลักที่คนประเทศไทยนิยมบริโภคกันมาเป็นเวลายาวนาน ก็คือ ข้าว แล้วก็เครื่องใช้ไฟฟ้าที่สามารถทำให้ข้าวสวยพร้อมต่อการกินได้ ก็คือ หม้อหุงข้าว

หม้อหุงข้าวในยุคปัจจุบันนับได้ว่ามีการปรับปรุงไปมาก จากเดิมที่มีแต่ว่าหม้อหุงข้าวแบบกดปกติ ก็ปรับปรุงมาเป็นหม้อหุงข้าวระบบดิจิทัลซึ่งสามารถตั้งโปรแกรมควบคุมการหุงข้าวได้ สามารถเลือกได้ว่าจะให้หุงข้าวออกมาเป็นลักษณะใด นิ่ม เหลว แข็ง หรือเป็นโจ๊ก แถมยังสามารถตั้งโปรแกรมเพื่อใช้ทำครัวรายการอาหารต่างๆนอกเหนือจากการหุงข้าวได้อีกด้วย ด้วยความที่หม้อหุงข้าวระบบดิจิทัลสามารถใช้งานได้มากเช่นนี้นี่เอง ทำให้เป็นที่นิยมสูงขึ้นเรื่อยจนถึงเดี๋ยวนี้ ยิ่งไปกว่านั้น หลายท่านเริ่มมีความคิดกันว่า หม้อหุงข้าวดิจิทัลสามารถหุงข้าวได้สวยกว่าหม้อธรรมดา ในขณะหม้อธรรมดาหุงไม่ค่อยงามสักมากแค่ไหน รวมทั้งกลายเป็นความเชื่อถือฝังหัวกระทั่งกำเนิดค่านิยมว่าจำต้องซื้อแต่ว่าหม้อหุงข้าวดิจิทัลแค่นั้น ปริศนาคือ ความศรัทธาดังที่กล่าวมาแล้วจริงเท็จเช่นไร หม้อหุงข้าวระบบกดธรรมดาสู้หม้อแบบดิจิทัลไม่ได้จริงๆหรือ วันนี้พวกเราจะมาหาคำตอบกัน

ประการแรก จะต้องขอชี้แจงแนวทางการทำงานของหม้อหุงข้าวแบบกดธรรมดาก่อน หม้อหุงข้าวประเภทนี้จะดำเนินการโดยการเปลี่ยนไฟฟ้าให้เป็นความร้อน ก่อนที่จะส่งผ่านแผ่นความร้อนไปสู่ไส้หม้อที่เป็นวัสดุนำความร้อน เมื่อไส้หม้มีข้าวและก็น้ำใส่อยู่อย่างถูกต้อง หม้อหุงข้าวจะทำการส่งความไปสู่ไส้หม้อ จนถึงทำให้ข้าวแล้วก็น้ำภายในหม้อเริ่มเดือด แล้วก็จะทำงานแบบนี้ไปเรื่อยๆกระทั่งน้ำในหม้อจะเดือดแล้วระเหยออกไปจนถึงหมด สวิตซ์หม้อข้าวก็จะดีดขึ้นอัตโนมัติ ดังนั้นการจะควบคุมให้ข้าวในหม้องามไหมงาม จึงขึ้นกับการใส่น้ำ หากใส่น้ำในระดับที่เหมาะสม เหมาะสมกับจำพวกของข้าวที่นำมาหุง ข้าวก็จะงาม สามารถรับประทานได้อย่างอร่อย แม้กระนั้นถ้าหากใส่น้ำไม่เพียงพอ น้ำจะแห้งไปก่อนที่ข้าวจะสุก ผลที่ตามมาก็คือข้าวแข็ง ดิบ ส่วนถ้าหากใส่น้ำมากเกินความจำเป็น ข้าวจะถูกต้มในน้ำนานเกินไปจนกระทั่งเริ่มเละ กว่าหม้อจะดีด ข้าวก็เฉอะแฉะจนถึงไม่น่ากิน โดยเหตุนี้การที่ใครหลายคนบ่นว่าใช้หม้อหุงข้าวแบบกดธรรมดาแล้วข้าวไม่สวย ก็เลยไม่ได้มีสาเหตุจากตัวหม้อข้าว แต่ว่ามีสาเหตุจากการใส่น้ำในจำนวนที่ไม่เหมาะสมมากยิ่งกว่า

ส่วนหม้อหุงข้าวดิจิทัล โดยธรรมดาก็จะมีแนวทางการทำงานคล้ายกับห้อหุงข้าวแบบกดธรรมดา เพียงแต่หม้อหุงข้าวประเภทนี้จะมีส่วนเสริมเป็น แผงควบคุม ทำให้สามารถสั่งงานหม้อให้ดำเนินงานนอกเหนือจากการหุงข้าวได้ อาทิเช่น ให้ทำข้าวต้ม ทำโจ๊ก หรือแม้กระทั้งการสั่งให้หุงข้าวแบบนิ่มน้อย นุ่มมาก ก็สามารถทำได้ ต่างจากหม้อหุงข้าวแบบกดปกติที่ไม่ได้มีแผงควบคุม ไม่สามารถสั่งงานนอกเหนือจากการหุงข้าวได้ ด้วยความที่หม้อแบบดิจิทัลสามารถสั่งงานได้หลายแบบ ทำให้แม้กระทั้งคนที่กะจำนวนน้ำสำหรับในการหุงข้าวไม่เป็น ก็สามารถหุงข้าวให้ออกมาสวยได้ ฉะนั้นจึงทำให้คนอีกหลายๆคนกำเนิดความเข้าใจผิดว่า หม้อหุงข้าวแบบดิจิทัลสามารถหุงข้าวได้งามกว่าหม้อแบบกดธรรมดา เพราะเหตุว่าที่จริง หากใส่น้ำลงในหม้อในจำนวนไม่เหมาะสมกับประเภทข้าวที่หุง ข้าวก็ออกมาไม่สวยได้เหมือนกัน

ด้วยเหตุผลตามที่กล่าวมานี้ จึงเอามาสู่บทสรุปที่ว่า หม้อหุงข้าวแบบธรรมดากับหม้อหุงข้าวดิจิทัล จริงๆแล้วก็มีคุณภาพในการใช้งานที่เท่าเทียมกัน สามารถหุงข้าวได้อย่างงดงามแบบเดียวกัน ก็แค่หม้อหุงข้าวแบบดิจิทัล จะเหนือกว่าในด้านของเมนูใช้งานที่ทำเป็นหลากหลายกว่า ในช่วงเวลาที่หม้อหุงข้าวแบบกดธรรมดาจะสามารถใช้งานได้สำคัญๆเฉพาะการหุงข้าวแค่นั้น ในหม้อรุ่นใหม่จะปรับให้สามารถดึงสวิตซ์เพื่อตัดหลักการทำงานของหม้อได้เอง ไม่ต้องคอยให้หม้อตัด เพื่อรองรับการใช้แรงงานที่มากมายขึ้น แต่ว่าก็ยังสามารถใช้งานได้ดีที่สุดเพียงแต่การนึ่งอาหารเพียงแค่นั้น เวลาที่หม้อหุงข้าวระบบดิจิทัล ดังที่ได้บอกไปแล้วว่าสามารถตั้งรายการอาหารเพื่อทำครัวประเภทต่างๆได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นข้าวต้ม โจ๊ก ข้าวเหนียวนึ่ง หรือแม้กระทั้งการต้มก็ยังทำได้ แต่ หม้อหุงข้าวระบบดิจิทัลก็ยังมีข้อเสียอยู่บ้างบางประการ คือ ใช้งานได้ยาก จำเป็นจะต้องศึกษาเล่าเรียนคู่มือให้ละเอียดก่อนใช้ หากกดเมนูผิด ข้าวที่หุงก็จะออกมาไม่สวย ในเวลาที่หม้หุงข้าวแบบธรรมดานั้นไม่มีอะไรสลับซับซ้อน แค่ใส่น้ำให้ถูก แล้วกดสวิตซ์ ก็สามารถหุงข้าวให้มีความสวยงามได้แล้ว นอกจากนี้ หม้อหุงข้าวแบบกดปกติยังมีราคาถูก ในขณะที่หม้อหุงข้าวแบบดิจิทัลจะมีราคาสูงพอเหมาะพอควร

การเลือกใช้งานหม้อหุงข้าว ควรดูจากความประพฤติปฏิบัติของตัวเราเป็นหลัก ถ้าหากเราอยากได้หม้อหุงข้าวซึ่งสามารถใช้งานได้อย่างนานัปการนอกจากจกการหุงข้าว รวมถึงใช้ทำกับข้าวได้ด้วย เหมาะกับใช้งานในครัวที่มีพื้นที่จำกัดที่ไม่อาจจะวางเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ในห้องครัวอย่างอื่นได้ ก็ควรที่จะทำการเลือกหม้อหุงข้าวดิจิทัล แต่ว่าถ้าหากพวกเราอยากหม้อหุงข้าวที่เน้นย้ำการใช้งานเพื่อหุงข้าวสิ่งเดียว ส่วนการปรุงอาหาร เราใช้เตาแก๊สและก็เตาอบต่างๆเป็นตัวช่วยอยู่แล้ว ก็ควรที่จะทำการเลือกใช้หม้อหุงข้าวประเภทกดปกติจะดียิ่งกว่า

ขอบคุณสำหรับที่มา บทความหม้อหุงข้าว: www.indexlivingmall.com

15
เบื่อไหม กับการเก็บของในตู้แบบเดิมๆตั้งวางของบนชั้นออกแบบเดิมๆที่อีกทั้งซ้ำแล้วซ้ำอีก แถมในบางครั้งชั้นวางรวมทั้งตู้แบบเก่าๆยังมีขนาดใหญ่เกินไป จนถึงส่งผลให้หาของไม่พบในบางครั้งอีกทีอีกด้วย แม้ท่านเป็นคนๆหนึ่งที่กำลังเจอปัญหาเช่นนี้ พวกเราขอชี้แนะให้คุณลองเปลี่ยนแปลงมาใช้ตู้ DIY กันดูบ้าง

ตู้ DIY เป็นตู้รูปแบบใหม่ที่ได้ผ่านการวางแบบให้ออกมาในแบบที่ฉีกออกไปจากชั้นดีไซน์เดิมๆตู้แบบเดิมๆในตอนนี้ตู้ DIY ได้ถูกประกอบมาเพื่อใช้ประโยชน์ได้อย่างนานัปการ ไม่ว่าจะเป็นชั้นวางทีวี ตู้ที่เอาไว้เก็บของแบบเตียนโล่ง ตู้ที่เอาไว้เก็บของแบบมีฝาปิด หรือแม้กระทั้งชั้นวางรองเท้า ข้อดีของตู้ DIY นี้ก็คือ มีรูปแบบที่เรียบง่าย ไม่มีการเล่นเหลี่ยมเล่นมุมมากมาย มีการทำชั้นวาง หรือตู้ที่เอาไว้เก็บของที่มีปริมาณพอดีกับการเก็บของ นอกนั้นข้างในตู้ DIY ยังไม่มีหลืบ มีมุม จนอาจก่อให้ข้าวของที่เก็บเอาไว้ภายในตู้จำต้องหายไปด้วย ด้วยลักษณะดังที่กล่าวผ่านมาแล้วนี้ จึงทำให้ตู้ DIY เปลี่ยนเป็นตู้แบบใหม่ที่ช่วยเอื้ออำนวยการจัดเก็บสิ่งของได้อย่างดีเยี่ยม

เมื่ออ่านมาถึงนี้ มั่นใจว่าท่านผู้อ่านคนไม่ใช่น้อยน่าจะกำเนิดความสนใจขึ้นมาบ้าง แต่ว่าก็น่าจะยังมีผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยที่เกิดความสงสัยว่า ความแข็งแรงของตู้ DIY นี้มีมากน้อยแค่ไหน ขอตอบว่าแม้ตู้ DIY จะได้รับการออกแบบมาให้มีดีไซน์ที่แปลกใหม่ เรียบง่าย แม้กระนั้นก็มีความแข็งแรงสูง สามารถรับน้ำหนักข้าวของที่วางอยู่ได้มาก ไม่ว่าจะเป็นชั้นวางโทรทัศน์ซึ่งสามารถวางได้ตั้งแต่โทรทัศน์ LED จอบางๆไปจนกระทั่งจอตู้หนักๆก็สามารถวางได้แบบไร้ปัญหา ส่วนตู้สำหรับเก็บของ ก็เป็นตู้ซึ่งสามารถเก็บของได้อย่างจุใจ ไม่จำเป็นที่จะต้องมาวิตกกังวลเลยว่าตู้จะรับน้ำหนักไม่ไหวจนกระทั่งชั้นข้างในตู้หัก หรือตู้มีการล้มจนได้รับความเสียหาย คนที่เลือกใช้ตู้ DIY ก็เลยสามารถมั่นอกมั่นใจในความแข็งแรงของตู้ชนิดนี้ได้เลย

ตู้ DIY ในตอนนี้มีการผลิตออกมาอยู่ 2 จำพวก คือจำพวกห้อยฝาผนัง และก็จำพวกตั้งพื้น พวกเราสามารถเลือกใช้ได้ตามแต่ที่ภาวะพื้นที่จะเอื้ออำนวย โดยถ้าเกิดเป็นห้องที่มีพื้นที่มาก แล้วก็อยากได้ความสบายสำหรับในการใช้งาน เราก็ควรที่จะเลือกใช้ตู้ DIY จำพวกตั้งพื้น แต่ว่าถ้าพื้นที่ในห้องมีจำกัด รวมทั้งเรามีกิจกรรมที่ต้องใช้ตู้ DIY เพียงแค่ไม่กี่อย่าง พวกเราก็สามารถใช้ตู้ DIY ประเภทแขวนฝาผนังได้ โดยสำหรับตู้ DIY แบบห้อยผนัง พวกเราจำต้องทำจัดตั้งให้มีความแข็งแรง โดยการใช้สกรูยึดให้แน่น อย่าให้ขยับเขยื้อนได้ เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ตู้หลุดตกลงมาในอนาคต และเมื่อเวลาผ่านไปครู่หนึ่ง ควรหมั่นตรวจดูความแข็งแรงของตู้ด้วยทุกคราวว่ามีสกรูขยับออกจากที่เดิม หรือมีการหักงอหรือเปล่า หากมี ให้เปลี่ยนแปลงสกรูเสียใหม่ เพื่อตู้ DIY ติดผนังยังคงความแข็งแรงอยู่เสมอ ไม่มีปัญหาหล่นหล่นลงมาจนได้รับความเสื่อมโทรม หรือก่อให้เกิดอันตรายกับคนไหน

สำหรับในการชำระล้างตู้ DIY ตู้ประเภทนี้นับว่าเป็นเครื่องเรือนซึ่งสามารถทำความสะอาดได้ง่าย เพียงแต่ทำตามอย่างขั้นตอนดังต่อไปนี้
1. เปิดฝาตู้ DIY ออก
2. ทำย้ายของที่อยู่ในตู้ออกจนกระทั่งตู้โล่งเตียน ไม่มีอะไรคงเหลือ
3. ใช้ผ้าขี้ริ้ว หรือไม้ปัดขนไก่ปัดเอาฝุ่นผงแล้วก็สิ่งสกปรกชิ้นใหญ่ๆออกจากตู้ให้หมดก่อน จนเหลือแค่ฝุ่นผงขนาดเล็กๆแล้วก็คราบเปื้อนเลอะเทอะซึ่งมีความสกปรกที่ไม่อาจจะปัดออกได้
4. นำผ้าขี้ริ้วชุบน้ำ บิดให้หมาด แล้วเช็ดลงไปบนจุดที่สกปรกของตู้ใบนั้น หรือไม่ก็ใช้น้ำยาที่ใช้เพื่อการทำความสะอาดฉีดลงไปพื้นที่ที่เลอะเทอะ แล้วนำผ้าสะอาดถู ทำขั้นตอนนี้ซ้ำไปเรื่อยจนกว่าสิ่งสกปรกข้างในตู้จะถูกกำจัดจนกระทั่งหมด
5. เปิดฝาตู้ DIY ทิ้งเอาไว้ชั่วประเดี๋ยว เพื่ออากาศจากข้างนอกระบายไปสู่ตู้ ทำให้น้ำหรือน้ำยาที่ตกค้างอยู่บนผิวตู้ถูกทำให้แห้ง
6. ทยอยเก็บข้าวของที่เคยอยู่ในตู้ให้กลับเข้าที่ ในขั้นตอนนี้ให้กระทำตรวจดูเพราะสิ่งของใดที่เป็นของใช้จริงๆแล้วก็ข้าวของใดที่เป็นขยะ แยกสิ่งที่เป็นขยะไว้เพื่อนำไปทิ้งถัดไป
7. เมื่อจัดของจนเข้าที่เข้าทางแล้ว ให้ปิดฝาตู้ให้เป็นระเบียบ
สำหรับในการทำความสะอาดตู้ DIY นั้น ห้ามใช้น้ำยาที่มีฤทธิ์กัดเซาะรุนแรง ตัวอย่างเช่น น้ำยาล้างส้วม น้ำยาที่เป็นกรดมาก รวมทั้งน้ำมันเบนซิน น้ำมันก๊าดในการชำระล้าง เพราะว่าจะทำให้ผิววัสดุได้รับความทรุดโทรม รวมทั้งบางทีอาจส่งลต่อส่วนประกอบของตู้ได้ด้วย

ตู้ DIY นับว่าเป็นตู้ที่ให้ความสบายสำหรับการจัดเก็บของได้มาก มีแบบอย่างที่เรียบง่าย สวยงาม เหมาะมากสำหรับในการนำไปจัดตั้งในบ้าน ในบ้านแบบโมเดิร์นและก็บ้านแบบวินด์เทจ คนที่รู้สึกชื่นชอบเครื่องเรือนที่มีรูปลักษณ์กล้วยๆไม่สลับซับซ้อน ไม่ควรพลาดวิธีสำหรับการเลือกซื้อตู้ประเภทนี้ไปใช้งาน ทั้งนี้ อย่าลืมว่าตู้ DIY เป็นตู้ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อวางของตามวัตถุประสงค์ ด้วยเหตุนี้ควรที่จะใช้ให้ถูกต้องตามเป้าหมาย อย่านำตู้ DIY ไปใช้งานอย่างไม่ถูกๆเช่น ใช้เป็นเก้าอี้สำหรับนั่ง หรือใช้เป็นที่เหยียบ
ขึ้นไปที่สูง หรือใช้เป็นที่ตากผ้า ที่วางของอันมีน้ำหนักเกินกว่าที่ชั้นจะรับน้ำหนักได้ไหว เนื่องจากว่าถ้านำตู้ DIY ไปใช้งานอย่างไม่ถูกจุดประสงค์ จะทำให้ตู้ได้รับความทรุดโทรม จนกระทั่งไม่อาจจะซ่อมแซมเพื่อนำไปใช้อีกรอบได้

แหล่งที่มา บทความตู้ DIY: Index Living Mall

หน้า: [1] 2 3 ... 20