แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - watamon

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1

น้ำมันนวดสมุนไพร
โรคนี้จะไม่สามารถหายไปได้เอง!
โรคต่างๆเกี่ยวกับข้อจะไม่อาจจะหายขาดได้เอง แม้อาการที่แสดงออกมาจะร้ายแรงลดน้อยลงก็ตาม รวมทั้งสุดท้ายก็จะกลายเป็นโรคเรื้อรังรวมทั้งทำให้เกิดความลำเค็ญสำหรับการดำรงชีพมากขึ้นเรื่อยๆ
1.น้ำมันนวด จะเข้าไปช่วยกระตุ้นรูปแบบการทำงานของระบบประสาท ให้ทำงานก้าวหน้ามากขึ้น ลดอาการเคร่งเคลียดให้พวกเราบรรเทาจากการความอ่อนล้ารวมทั้งความอ่อนแรงสะสม
2.การนวดน้ำมัน จะเข้าช่วยการกระตุ้นลักษณะการทำงานของเลือด ให้ดำเนินงานได้ดีมีประสิทธิภาพเยอะขึ้นรวมถึงสามารถหล่อเลี้ยงออกสิเจนและสารอาหารต่างๆไปทั่วร่างกายอย่างครบถ้วน คุ้มครองปกป้องโรคต่างๆรวมถึงลดระดับความดันโลหิตได้ดีด้วย
3.เพิ่มความยืดหยุ่นให้ร่างกาย ด้วยการเข้าไปซ่อมแล้วก็ฟื้นฟูระบบกล้าม ข้อต่อต่างๆในร่างกายให้ดำเนินงานเจริญและมีคุณภาพเพิ่มมากขึ้น
4.เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว ด้วยเข้าไปกำจัดสารพิษ อีกทั้งในร่างกายและสภาพผิว ช่วยผลัดเซลล์ที่ตายแล้วให้หลุดออกมาส่งให้ผิวของคุณเรียบเนียนชุ่มชื้น ดูมีน้ำมีนวลแล้วก็ชีวิตชีวาเพิ่มมากขึ้น
5.น้ำมันนวดช่วยในหัวข้อการนอนให้ดีกว่าเดิม บรรเทาสมองรวมทั้งร่างกายต่างๆมีผลต่อระบบประสาท ทำให้นอนสนิทได้ดียิ่งไปกว่ากว่า ลดอาการนอนไม่หลับได้อย่างยอดเยี่ยม
นอกเหนือจากนี้การนวดน้ำมันยังมีสาระอีกหลายชนิดต่อสภาพร่างกาย ซึ่งถือได้ว่าโอกาสแก่คนรักสุขภาพได้อย่างดีเยี่ยม
ลดลักษณะของการปวดหัวไมเกรน
     สำหรับคนที่เคยทรมาทรกรรมจากอาการปวดหัวไมเกรนอยู่หลายครั้ง แพทย์ก็ได้แนะนำให้ลองไปนวดบำบัดรักษาสุขภาพดูบ้าง เนื่องจากจากผลการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้ารวมทั้งการวิจัยของมหาวิทยาลัยโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ พบว่า ผู้ที่มีลักษณะปวดศรีษะไมเกรนที่ได้รับบริการนวดตัวต่อเนื่องกัน 2-3 อาทิตย์ จะสามารถบรรเทาอาการข้างๆของโรคไมเกรน และนอนหลับได้อย่างสนิทขึ้นด้วยค่ะ
น้ำมันนวด สมารถเเก้ลักษณะของการปวดหลัง เป็นอาการที่ทุกคนต้องเคยพบเจอ ซึ่งพอเพียงปวดหลังขึ้นมาทีไรพวกเราก็อยากจะเอนหลังพัก หรือไม่ก็ไปนวดบรรเทาอาการปวดเมื่อย ทั้งๆที่จริงแล้วอาการปวดข้างหลังบางครั้งอาจจะมิได้มีสาเหตุจากลักษณะของการปวดเมื่อยล้ากล้ามเนื้อเพียงเท่านั้น แต่ว่ายังอาจเป็นเพราะปัญหาสุขภาพอื่นๆได้อีกเยอะแยะ อาทิเช่นที่พวกเราจะพาทุกคนไปเรียนรู้สาเหตุของอาการปวดข้างหลังทางด้านขวา ว่าเป็นผลมาจากอะไรและก็อันตรายหรือไม่ เพื่อได้รู้ทันอาการเจ็บป่วยไข้ของร่างกาย
ปวดหลังด้านขวาที่อยู่ข้างบน
          ลักษณะของการปวดหลังข้างขวาข้างบน เป็นอาการปวดข้างหลังที่อยู่บริเวณตั้งแต่บริเวณด้านหลังไหล่ไปจนกระทั่งใต้สะบัก เกิดขึ้นได้จากหลายกรณีร่วมกัน โดยปัจจัยที่มักทำให้เกิดอาการปวดหลังข้างบนขวา มีดังนี้
ปวดหลังข้างขวา


การนั่งทำงานเป็นระยะเวลานานๆหรือชูของหนักไม่ถูกท่า


          น้ำมันนวดสามารถช่วยการยกของหนักหรือการนั่งดำเนินงานในท่าทีที่ผิดจำต้องต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลาที่นานๆๆก็เป็นต้นเหตุที่กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดลักษณะของการปวดกล้ามเนื้อบริเวณหลังส่วนบนทางด้านขวาได้  โดยบริเวณข้างหลังส่วนบน นอกเหนือจากกล้ามหลังแล้ว ก็ยังเชื่อมต่อกับกล้ามเนื้อไหล่รวมทั้งกล้ามเนื้อคอ โดยเหตุนั้นถ้ามีอาการปวดหลังด้านขวาบนจากการใช้งานหนักก็มักจะมีอาการปวดคอและก็ไหล่ในด้านเดียวกันร่วมด้วย ทราบแบบงี้แล้วแม้ผู้ใดกันที่ยังนั่งดำเนินงานในท่าเดิมนานๆก็ยืนขึ้นมายืดเส้นยืดสายบ้างนะคะ และควรนั่งให้ถูกท่าด้วย โดยท่านั่งทำงานที่ถูกก็คือควรจะให้จอคอมพิวเตอร์อยู่ในระดับสายตาค่ะ


ความผิดแปลกของกระดูกและก็ข้อ


          ม้ำมันนวดกระดูกบริเวณข้างหลังส่วนบนนั้นประกอบไปด้วยกระดูกไหปลาร้า กระดูกไหล่ กระดูกสันหลัง แล้วก็กระดูกต้นแขน ซึ่งถ้าเกิดกำเนิดความไม่ดีเหมือนปกติกับกระดูกพวกนี้ก็อาจส่งผลให้บริเวณข้างหลังด้านขวาที่อยู่ข้างบนเกิดอาการปวดได้ โดยต้นเหตุที่ทำให้กระดูกเปลี่ยนไปจากปกติก็ได้แก่ การเกิดอุบัติเหตุ หรือข้อต่อของกระดูกที่ข้างหลังส่วนบนขวาเกิดการอักเสบ นอกเหนือจากนั้นภาวะกระดูกพรุนก็สามารถนำมาซึ่งอาการปวดที่กระดูกบริเวณขวาที่อยู่ข้างบนได้ ในขณะที่คนไข้โรคมะเร็งบางชนิดในระยะแพร่ อย่างมะเร็งเต้านม มะเร็งปอด โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก โรคมะเร็งที่ต่อมไทรอยด์ และก็มะเร็งไต ก็จะมีอาการปวดกระดูกบริเวณข้างหลังส่วนบนเช่นเดียวกัน


ความไม่ดีเหมือนปกติของอวัยวะภายใน


          ลักษณะของการปวดข้างหลังส่วนบนขวาไม่ได้เกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากกล้ามและกระดูกรอบๆหลังส่วนบนแค่นั้น แม้กระนั้นยังอาจเกิดขึ้นจากอาการเจ็บเจ็บไข้ของอวัยวะต่างๆในร่างกายได้ อาทิเช่น โรคตับ นิ่วในไตแล้วก็ในกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กส่วนต้น โรคในถุงน้ำดี หรือแม้กระทั้งอาการติดเชื้อโรคในไต หรืออาจจะเกิดจากอาการไส้ติ่งอักเสบที่ทำให้ปวดขยายขึ้นรอบๆข้างหลังทางขวาก็ได้ ส่วนคุณผู้หญิง ถ้าเกิดมีลักษณะปวดที่ข้างหลังส่วนบนขวา นั่นอาจเป็นสัญญาณของซีสต์ในรังไข่ การต่อว่าดเชื้อของท่อรังไข่ หรือการท้องนอกมดลูกที่บริเวณท่อรังไข่ได้อีกด้วยจ้ะ


โรคที่เกี่ยวกับปอด


          น้ำมันนวด ปอดเป็นอวัยวะที่อยู่ส่วนบนของร่างกายซึ่งตรงกับหลังส่วนบนพอดีเป๊ะ ด้วยเหตุดังกล่าวเมื่อปอดมีความผิดปกติก็สามารถนำไปสู่ลักษณะของการปวดหลังส่วนบนได้ โดยอาการที่จะนำมาซึ่งการก่อให้เกิดอาการปวดข้างหลังด้านบนขวาก็ได้แก่ โรคปอดบวม โรคมะเร็ง อาการติดเชื้อของเยื่อห่อหุ้มปอดหรือช่องอก นอกเหนือจากนี้อาการอุทกภัยปอด หรือแม้กระทั้งหัวใจล้มเหลว ก็เป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้มีการเกิดลักษณะของการปวดหลังด้านขวาที่อยู่ทางด้านบนได้ ด้วยเหตุดังกล่าวถ้าเกิดมีลักษณะอาการปวดที่หลังด้านบนขวาแบบเรื้อรังรวมทั้งร้ายแรง ควรจะรีบไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุดค่ะ

2

ฝรั่ง
ชื่อสมุนไพร  ฝรั่ง
ชื่ออื่นๆ/ ชื่อแคว้น มะก้วย  มะก้วยกา มะกา (จังหวัดเชียงใหม่) , มะปั่น (จังหวัดลำปาง) , บักสีดา (อีสาน) , สีดา (จังหวัดนครพนม) จุ่มโป่ (จังหวัดสุราษฎร์ธานี) , ชมพู่ (จังหวัดปัตตานี) , ยามู ,ย่าหมู (ภาคใต้) ยะมูบุเตบันยา (นาราธิวาส , มลายู) , ยะริง (ละว้า) , ฮวงเจี๊ยะหลิ่วกังซิวก้วยแปะจีฉิ่ว (จีน)
ชื่อสามัญ  Guava
ชื่อวิทยาศาสตร์  Psidium guajava Linn
วงศ์  MYRTACEAE
บ้านเกิด ฝรั่งคือผลไม้ที่มีถิ่นเกิดหรือเป็นพืชพื้นบ้านของเมริกาเขตร้อน De Candolle เชื่อว่าอยู่ระหว่างประเทศเม็กซิโก และเปรู รวมทั้งหมู่เกาะอินดีสตะวันตกด้วยชาวสเปนนำจากฝั่งแปซิฟิคไปยังฟิลิปปินส์ แล้วก็โปรตุเกสนำจากฝั่งตะวันตกไปยังประเทศอินเดีย สำหรับในประเทศไทยนั้น คาดว่ามีการนำเข้ามาในประเทศไทยในตอนสมัยของสมเด็จพระท้องนารายณ์มหาราช ปัจจุบันเป็นพืชมีขึ้นทั่วไปในเขตร้อนรวมทั้งกึ่งร้อน ปลูกเป็นไม้ผลตามบ้าน ตามสวนทั่วไป
ลักษณะทั่วไป ฝรั่งเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กสูง 5-10 เมตร ลำต้นกิ่งก้านมีเนื้อไม้เหนียวแข็งดี เปลือกต้นเรียบมีเหลืองอ่อนออกเทา รวมทั้งมีรอยลอกออกเป็นแผ่นๆก้านอ่อนมีลักษณะสี่เหลี่ยม มีขนสีขาวๆสั้น ก้านแก่ ขนตกไปหมด ยอดอ่อนมีขนสีขาวสั้นๆปกคลุม ใบเป็นใบเดี่ยวออกตรงกันข้ามกันมีน้อยที่ออกเป็นวง (ที่ข้อเดียวกันออกเกินกว่า 2 ใบ) ใบรูปไข่ยาว 5-12 ซ.ม. หรือกว้าง 3-5 ซ.มัธยม ขยี้ใบดมดูเหมือนจะมีกลิ่นหอมสดชื่น ใบบางคล้ายแผ่นหนัง ปลายใบมนหรือแหลมสั้น ฐานใบค่อยๆขยายแหลมออกมายังกลางใบ ขอบใบเรียบหลังใบมีสีเขียวแก่ มีรอยเส้นใบ (บุ๋มลงไปบางส่วน) ท้องใบมีขนสั้นๆสีขาวอ่อนนุ่ม และก็มีเส้นใบเป็นรอยนูนออกมา มีเส้นใบ 7-11 คู่ ก้านใบยาว 4 เซนติเมตร ดอกบางทีอาจออกเป็นช่อ 1-4 ดอก มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ สีเขียวกลมมน กลีบสาวบางๆหลุดร่วงง่าย ยาว 2-2.5 เซลเซียสม. มีเกสรตัวผู้มาก มีก้านเกสรตัวผู้สีขาวยาวพอกับกลีบดอก มีอับเรณูสีเหลืองอ่อน มีก้านเกสรตัวเมีย 1 อันยาวพุ่งขึ้นมาสูงกว่าก้านเกสรตัวผู้ รังไข่อยู่ด้านล่างมี 5 ห้องแล้วก็ลักษณะทรงกลม และก็มีกลีบเลี้ยงเหลือติดอยู่กับปลายผล ผลรูปทรงกลม  มีเส้นผ่าศูนย์กลางยาวราวๆ 3-15 ซ.ม. เนื้อผลส่วนใหญ่มีสีเหลือง ขาว หรือชมพู มีกลิ่นหอมยวนใจ เมล็ดแข็ง เป็นรูปไตมีจำนวนไม่น้อย ขนาดเมล็ด 0.3-0.5 ซม. สีขาวอ่อน พบมากปลูกตามบ้านหรือสวนทั่วๆไปเอาผลไว้รับประทานหรือขาย
การขยายพันธุ์    สามารถเติบโตก้าวหน้าในทุกสภาพดิน และก็ทนต่อความแล้ง รวมทั้งน้ำขังได้เล็กน้อย แต่โดยปกติมักถูกใจเจริญวัยเจริญในดินร่วนคละเคล้าทราย ที่มีสภาพพื้นที่มีการระบายน้ำดี สามารถให้ผลผลิตได้โดยประมาณ 1 ปีหลังปลูก ผลสามารถเก็บได้ในตอน 4-5 เดือน หลังติดดอก  โดยปกติจะได้ผลได้ในช่วงปลายฤดูแล้งถึงต้นฤดูฝนหมายถึงตอนมีนาคม-เดือนมิถุนายน
                ในการขยายพันธุ์ฝรั่งสามารถทำเป็นหลายวิธี ตัวอย่างเช่น การปลูกด้วยเม็ด การทาบกิ่ง การตำหนิดตา การปักชำ แม้กระนั้นแนวทางที่นิยมเยอะที่สุด คือ การตอนกิ่ง
การเตรียมดิน รวมทั้งการเตรียมแปลง สำหรับเพื่อการปลูกฝรั่งนั้น สามารถทำเป็น 2 แบบอย่างตามภาวะพื้นที่ คือ

  • พื้นที่ดินเหนียว น้ำหลากขังง่าย รวมทั้งมีระบบน้ำมากเกินพอ ให้ทำขุดร่องลุกราวๆ 1 เมตร กว้าง 1-2 เมตร เพื่อเป็นแถวร่องสำหรับในการให้น้ำ การเตรียมแปลง รวมทั้งการปลูกในรูปแบบนี้พบได้บ่อยในพื้นที่ลุ่มภาคกึ่งกลางเป็นส่วนใหญ่
  • พื้นที่ทั่วไปที่มีระบบน้ำน้อยเกินไป สามารถปลูกไว้ในแปลงโดยไม่ยกร่องหรือการชูร่องสูงราว 30 ซม. ระยะห่างระหว่างร่องราวๆ 3-4 เมตร ทั้งนี้ ให้กระทำการไถดะ 1 ครั้ง เพื่อตากดิน และกำจัดวัชพืช และไถแปร 1 ครั้ง โดยเว้นตอนห่างราว 1-2 อาทิตย์ หลังจากนั้นทำไถยกร่อง
สำหรับวิธีการปลูกฝรั่ง มีดังนี้

  • ใช้กิ่งจำพวกจากการตอนหรือการปักชำ
  • ขุดหลุมปลูก กว้าง ลึก ขนาด 50×50 ซม. แต่ละหลุมห่างกันราว 3 เมตร ระยะห่างระหว่างแถวประมาณ 3-4 เมตร หรือตามขนาดระยะห่างของร่อง
  • รองพื้นด้วยปุ๋ยธรรมชาติหรือมูลสัตว์ราว 0.5 กก./หลุม หรือขนาด 1 พลั่วตัก พร้อมคลุกดินผสมก้นหลุมให้สูงประมาณ 1 ฝ่ามือ ทั้งนี้อาจผสมปุ๋ยเคมีสูตร 16-16-8 ในอัตรา 1 กำมือ/หลุมก็ได้
  • นำกิ่งชนิด จากการตอนหรือการปักชำลงหลุมปลูก โดยกลบดินสูงเหนือปากหลุมเล็กน้อย ทั้งนี้ควรจะให้ดินกลบเหนือเขตรากสูงราวๆ 10-15 เซนติเมตร
  • ใช้หลักไม้ปักหลุม และผูกเชือกยึดลำต้น
  • เมื่อปลูกเสร็จควรให้น้ำให้เปียกในทันที


การให้น้ำ เริ่มให้น้ำครั้งแรกข้างหลังการปลูกเสร็จให้เปียกชุ่ม จากนั้น ให้น้ำทุก 2 ครั้ง/วัน รุ่งเช้า-เย็น จนถึงต้นฝรั่งตั้งตัวได้ โดยอาจเลือกใช้ระบบการให้น้ำที่มีคุณภาพ จากนั้นบางทีอาจทำให้น้ำลดน้อยลง ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ และความชื้นของดิน ซึ่งไม่ควรปล่อยให้ดินแห้ง ขาดน้ำ โดยยิ่งไปกว่านั้นในช่วงติดผล แต่ในตอนติดดอกไม่สมควรให้น้ำมากมายซึ่งในระยะนี้เพียงแต่ระวังไม่หน้าดินแห้งก็ เพียงพอ
                โดยสายพันธุ์ของฝรั่งที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน ได้แก่ พันธุ์ แป้นสีทอง , พันธุ์กิมจู , ชนิดกลมสาลี่ , จำพวกไม่มีเม็ด , ชนิดเวียดนาม ฯลฯ
องค์ประกอบทางเคมี
quercetin, quercetin-3-arabinoside , quercetin 3-O-b-L-arabinoside (guajavarin),                                    quercetin 3-O-b-D-glucoside (isoquercetin), quercetin 3-O-b-D-galactoside (hyperin),                             quercetin 3-O-b-L-rhamnoside (quercitrin) แล้วก็ quercetin 3-O gentiobioside , Tannin ในผิวฝรั่งเมื่อเอามาสกัดน้ำมันระเหย พบสารต่างๆเป็นต้นว่า 1,8-cineole  ,   a-copaene,  trans-caryophyllene  , humulene  ,  a-amorphene ,    nerolidol   , caryophyllene oxide ,  epigiobulol, longitorenedehyde , aromaden dendrene , helifdenolC อื่นๆอีกมากมาย  และก็สำหรับคุณค่าทางโภชนาการของฝรั่งต่อ (165 กรัม) คือ

  • พลังงาน 112 กิโลแคลอรี
  • เส้นใยอาหาร 8.9 กรัม
  • โปรตีน 4.2 กรัม
  • ไขมัน 1.6 กรัม
  • คาร์โบไฮเดรต 23.6 กรัม
  • วิตามินเอ 1030 IU
  • วิตามินซี 377 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 1 0.1 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 2 0.1 มก.
  • วิตามินบี 3 1.8 มก.
  • กรดโฟลิก 81 ไมโครกรัม
  • ธาตุแคลเซียม 30 มิลลิกรัม
  • ธาตุฟอสฟอรัส 66 มก.
  • ธาตุเหล็ก 0.4 มก.
  • ธาตุโพแทสเซียม 688 มก.
  • ธาตุทองแดง 0.4 มก. ที่มา : Wikipedia


ประโยชน์/คุณประโยชน์ ฝรั่งเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพที่เหมาะกับผู้ที่ต้องการลดหุ่น ลดน้ำหนัก หรือคนที่กำลังควบคุมน้ำหนัก เพราะฝรั่งอุดมไปด้วยกากใยอาหาร เมื่อกินแล้วจะมีผลให้อิ่มนาน ช่วยกำจัดท้องร้อง ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ ช่วยปรับให้ระดับการใช้อินซูลินของร่างกายให้เหมาะสม และยังช่วยล้างพิษโดยรวมได้อีกด้วย จึงมีผลทำให้ผิวพรรณมองเปล่งปลั่งสดใส โดยฝรั่งจัดคือผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงที่สุดในบรรดาผลไม้ทุกชนิด และยังมีวิตามินซีสูตระหนี่ว่าส้มถึง 5 เท่า และก็ยังนิยมนำฝรั่งไปดัดแปลงเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆได้แก่ ฝรั่งดอง ฝรั่งแช่บ๊วย พายฝรั่ง และก็ขนมอีกหลายประเภท รวมถึงประยุกต์ใช้ทำเป็นยาแคปซูลแก้ท้องเดินจากใบฝรั่ง ผลิตโดยองค์การเภสัชกรรม ซึ่งใส่แคปซูลละ 250 มิลลิกรัม
                นอกเหนือจากนั้นน้ำมันหอมระเหยในใบฝรั่งยังมีการใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมอาหาร ดังเช่นว่า หมากฝรั่ง ลูกกวาด รวมทั้งเอามาผสมหรือแต่งกลิ่นในน้ำยาบ้วนปากได้อีกด้วย ส่วนสรรพคุณทางยาของฝรั่งนั้นมีดังนี้ ตำราเรียนยาไทยกล่าวว่า เปลือกต้น, ราก รสฝาด อ่อนโยน ใช้แก้แผลมีพิษ แก้ปวดฟัน โรคลักปิดลักเปิด แก้อาการเลือดกำเดา แก้น้ำเหลืองเสีย แผลพุพอง ใบรสฝาดชุ่ม สุขุมไม่มีพิษ ใช้เป็นยาฝาดสมาน แก้ท้องร่วง บิดเรื้อรัง ลมพิษ ผื่นคัน บาดแผลที่มีเลือดออก ผลที่ยังไม่สุก รสเปรี้ยว ฝาดสุขุม ใช้แก้ท้องเดิน บิด ขจัดกลิ่นปาก แก้ปวดฟัน ผลหมูสหวานหอมใช้เป็นยาระบาย แก้อาการท้องผูก ใช้ห้ามเลือดต้านการอักเสบ ลดน้ำตาลในเลือด โดยใช้เปลือกแห้งหนัก 10 กรัม ต้มน้ำดื่ม ใบแห้งหนัก 3-5 กรัม หากเป็นใบสดใช้หนัก 15-30กรัม ต้มน้ำดื่ม ถ้าเกิดใช้ข้างนอกต้มเอาน้ำชำระล้างหรือตำพอก ผลที่ยังไม่สุก แห้งหนัก 6-10 กรัม ต้มน้ำกิน
แบบ/ขนาดวิธีการใช้

  • แก้ลำไส้อักเสบ บิด ใช้ใบสด 30-60 กรัม ต้มน้ำกิน
  • แก้กระเพาะไส้อักเสบรุนแรงแล้วก็ท้องร่วง ที่เกิดจากการย่อยไม่ดี ใช้ใบแห้งหนัก 10-15 กรัม ต้มน้ำกิน
  • แก้บาดแผลมีสาเหตุจากการหกล้มหรือกระทบกระแทกหรือบาดแผลมีเลือดออก ใช้ใบสดตำพอกแผลภายนอก
  • แก้ปวดฟัน ใช้เปลือกรากผสมน้ำส้มสายชูต้มเอามาอมแก้ปวดฟัน
  • แก้เด็กเป็นแผลเล็กแผลน้อยเรื้อรัง ใช้เปลือก ราก ต้มร่วมกับขนไก่ เอามาล้างบาดแผล
  • แก้ผิวหนังเป็นผื่นผื่นคัน ใช้เปลือกต้นสดและใบต้นเอาน้ำล้างรอบๆที่เป็น
  • แก้ท้องเดิน ใช้ใบหรือผลดิบ ต้มกินต่างชา (ใบแห้ง 5 กรัม ใส่น้ำ 100 มิลลิลิตร)
  • ใช้สวนล้างช่องคลอดข้างหลังคลอด ใช้น้ำต้มจากใบสดอุ่นๆสวนล้าง
  • ใช้สำหรับการขจัดกลิ่นปาก ด้วยการนำใบสด 3-5 ใบมาบดแล้วคายกากทิ้ง
  • ช่วยรักษาอาการเสียงแห้ง แก้คออักเสบโดยการใช้ผลที่ตากแห้งต้มน้ำกิน
  • ยอดอ่อนๆปิ้งไฟให้เหลืองกรอบ ชงน้ำกินแก้ท้องเสีย บิด ใบสดเคี้ยวอมดับกลิ่นยาสูบ เหล้า แล้วก็กลิ่นปากเจริญ
การเรียนรู้ทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ลดการบีบตัวของไส้ แก้ท้องเดิน             จากการศึกษาเรียนรู้วิจัยฤทธิ์ทางยาของฝรั่งพบว่าการให้ยาเม็ดแคปซูลใบฝรั่งทีละ 500 มก. ทุก 6 ชั่วโมง ตรงเวลา 3 วัน กับคนป่วยที่เป็นโรคอุจจาระหล่น 122 คน สามารถลดปริมาณครั้งของการอึ ระยะเวลาที่ถ่ายอุจจาระ และก็ปริมาณน้ำเกลือที่ให้ตอบแทนได้  การให้ยาเม็ดแคปซูลฝรั่งขนาด 500 มก. (ที่มีสารฟลาโวนอยด์ 1 มิลลิกรัม/แคปซูล 500 มก.)  ทุก 8 ชั่วโมง ตรงเวลา 3 วันในคนเจ็บที่มีลักษณะท้องเดิน ปวดท้อง จำนวน 50 คน จะสามารถลดการบีบตัวของไส้และลดช่วงเวลาเจ็บท้องได้   การให้ยาต้มของฝรั่งในผู้ป่วยเด็กที่เป็นโรคไส้อักเสบจากเชื้อไวรัส (Rota virus) 62 คน ทำให้อาการดียิ่งขึ้นด้านใน 3 วัน ระยะเวลาท้องร่วงสั้นลง และไม่พบเชื้อ Rota virus ในอุจจาระมากกว่าเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม
                 สารสกัดใบฝรั่งด้วยคลอโรฟอร์ม เฮกเซน เมทานอล และก็น้ำ สามารถลดการเคลื่อนไหว และก็การหดเกร็งของลำไส้เล็กของหนูตะเภาและก็หนูแรทที่ถูกเหนี่ยวนำให้มีการเคลื่อนไหวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆด้วยอะเซทิลโคลีน  สารสกัดใบฝรั่งด้วยเอทานอลร้อยละ 50 สามารถยั้งการยุบตัวของลำไส้เล็กส่วนปลายของหนูเม้าส์ที่ถูกรั้งนำให้หดตัวด้วยกระแสไฟ อะเซทิลโคลีน และแบเรียมคลอไรด์ได้อย่างสมบูรณ์ แล้วก็สามารถยั้งอาการท้องร่วงในหนูเม้าส์ที่ถูกชักจูงให้กำเนิดอาการท้องร่วงด้วยน้ำมันละหุ่ง โดยฝรั่งจะไปเพิ่มการดูดซึมน้ำในไส้รวมทั้งลดการบีบตัวของไส้   สารสกัดด้วยน้ำของใบฝรั่งสดสามารถยับยั้งอาการท้องเดินได้ โดยลดปริมาณครั้งของการอุจจาระในหนูซึ่งถูกเหนี่ยวนำให้กำเนิดอาการท้องเดินด้วยยา microlax ได้
                 ส่วนสกัดของสารกลุ่ม polyphenolic, saponin และก็ alkaloid จากใบฝรั่ง สามารถยั้งการหดเกร็งของลำไส้เล็กของหนูตะเภาที่เหนี่ยวนำให้หดเกร็งด้วยอะเซทิลโคลีนและก็โปตัสเซียมคลอไรด์ได้   สาร quercetin และ quercetin-3-arabinoside จากใบฝรั่ง สามารถต้านทานการยุบตัวของลำไส้เล็กที่ถูกเหนี่ยวนำด้วยอะเซทิลโคลีน ทำให้ลำไส้มีการขยับเขยื้อนลดลง  นอกนั้นสาร quercetin ในใบฝรั่งยังสามารถยั้งการหดเกร็งของลำไส้เล็กในหนูแรทแล้วก็หนูตะเภาซึ่งรั้งนำให้เกิดอาการหดเกร็งด้วยสารละลายโปตัสเซียม  อะเซทิลโคลีน ธาตุแบเรียมคลอไรด์ ฮีสตามีน และซีโรโทนินได้ และสามารถลดความสามารถสำหรับการซึมผ่านของๆเหลวของหลอดเลือดฝอยรอบๆท้องซึ่งมีผลช่วยรักษาอาการท้องเดิน  สาร quercetin 3-O-b-L-arabinoside (guajavarin), quercetin 3-O-b-D-glucoside (isoquercetin), quercetin 3-O-b-D-galactoside (hyperin), quercetin 3-O-b-L-rhamnoside (quercitrin) รวมทั้ง quercetin 3-O-gentiobioside จากใบฝรั่ง สามารถลดการยุบเกร็งของลำไส้เล็กหนูเม้าส์ได้   สาร asiatic acid จากใบฝรั่งมีผลทำให้กล้ามเนื้อของลำไส้เล็กส่วนปลายของกระต่ายคลายตัว  สารสกัดผลฝรั่งดิบด้วยเมทานอลมีฤทธิ์ต่อต้านการหลั่งอะเซทิลโคลีนในลำไส้เล็กของหนูแรทรวมทั้งหนูตะเภาได้ แม้กระนั้นมีฤทธิ์น้อยกว่าอะโทรป่ายปีน โดยฝรั่งส่งผลทำให้ไส้มีการเคลื่อนลดน้อยลง ทำให้รักษาอาการท้องร่วงได้    สารสกัดฝรั่ง (ไม่เจาะจงส่วน) สามารถลดการบีบตัวของลำไส้เล็กของหนูแรทได้
ฤทธิ์ต่อต้านเชื้อแบคทีเรียมีการศึกษาเล่าเรียนการต้านเชื้อแบคทีเรียหลายรายงาน ได้แก่ สารสกัดเอทานอลของฝรั่ง สามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย Escherichia coli, Salmonella enteritidis, Shigella flexneri ได้  สารสกัดน้ำ ความเข้มข้น 10-5 มคล./มิลลิลิตร ทดลองในจานเพาะเลี้ยงเชื้อ  พบว่าสามารถยั้งการเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย Shigella dysenteriae ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคบิดได้ สารสกัดเปลือกต้น
ด้วย 70% เอทานอล  ความเข้มข้น 250 มิลลิกรัม/มล. ทดลองในจานเพาะเลี้ยงเชื้อ พบว่าสามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุที่กระตุ้นให้เกิดโรคอุจจาระหล่นหมายถึงStaphylococcus aureus, Vibrio cholerae รวมทั้ง V. parahaemolyticus แม้กระนั้นไม่เป็นผลต่อเชื้อ E. coli, Shigella  flexneri, Salmonella typhimurium สารสกัดราก กิ่ง แล้วก็ใบฝรั่งด้วย 50% เอทิลอัลกอฮอล์  ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อ  พบว่าสามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย E. coli, Sh. dysenteriae, Sh. flexneri, S. typhimurium ที่เป็นสาเหตุนำไปสู่โรคติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร แม้กระนั้นไม่เป็นผลต่อเชื้อ Salmonella enteritidis สารสกัดกิ่งฝรั่งด้วยเอทานอล:น้ำ อัตราส่วน 1:1 ความเข้มข้น 50 มคลิตร สามารถต้านทานเชื้อแบคทีเรีย Sh. dysenteriae, Sh. flexneri (ซึ่งก่อให้เกิดโรคบิด) E. coli (แบคทีเรียในลำไส้) S. typhimurium (ก่อให้เกิดโรคไทฟอยด์) แต่ไม่เป็นผลต่อเชื้อ S. enteritidis สารสกัดทิงเจอร์ของฝรั่ง สามารถยั้งเชื้อแบคทีเรีย V. chlorea ที่เป็นสาเหตุของอหิวาต์ ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้แม้กระนั้นสำเร็จปานกลาง  น้ำมันหอมระเหยของใบฝรั่ง สามารถยั้งเชื้อแบคทีเรีย Staphylococcus aureus แต่ว่าไม่มีผลต่อเชื้อ Bacillus subtilis, E. coli, S. typhimurium ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้  สารสกัดใบฝรั่งด้วยปิโตรเลียมอีเทอร์ ความเข้มข้น 1,000 มคก./มล. สามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย Enterococcus faecalis ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ แต่ว่าไม่เป็นผลต่อเชื้อ E. coli, S. typhimurium, S. aureus สารสกัดใบฝรั่งด้วยน้ำ ความเข้มข้น 20 มก./มล. พบว่าสามารถต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย S. dysenteriae 1 (ก่อให้เกิดโรคบิด) และก็ V. chlorea (กระตุ้นให้เกิดอหิวาต์) ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ ซึ่งขนาดความเข้มข้นต่ำสุดที่ยั้งได้ (MIC) มีค่าเท่ากับ 1.25, 5 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร ตามลำดับ
สารสกัดผลดิบของฝรั่งด้วยเมทานอล  ในขนาด 50,100, 300 มิลลิกรัม/กก. สามารถต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย Sh. dysenteriae 1, Sh. dysenteriae 2, Sh. dysenteriae 4, Sh. dysenteriae 8 และก็ V. chlorea 1350 ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ ซึ่งความเข้มข้นต่ำสุดที่ยับยั้งได้ (MIC) มีค่าพอๆกับ 100-200 มคกรัม/มล. สารสกัดหยาบคายของใบฝรั่ง สามารถยับยั้งการเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย Vibrio ที่แยกได้จากกุ้งว่าวกุลาดำที่เป็นโรค 23 สายพันธุ์ ซึ่งความเข้มข้นต่ำสุดที่ยั้งได้ (MIC) มีค่าพอๆกับ 1.25-5.00 มก./มล. สารสกัดใบฝรั่งด้วยอะซีโตน แล้วก็ 95% เอทานอล สามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย Salmonella B, S. newport, S. typhimurium, Sh.  flexneri ยิ่งกว่านั้นสารสกัดใบ ลำต้นฝรั่งด้วย 95% เอทานอล ยังสามารถต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย E. coli ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้อีกด้วย  สารสกัดใบ ลำต้นฝรั่งด้วยน้ำ สามารถต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย E. coli, Sh. flexneri, S. aureus แต่ว่าไม่เป็นผลต่อเชื้อ Salmonella B, S. newport แล้วก็ S. typhimurium ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อ
สารสกัดใบฝรั่งด้วยเมทานอล  สามารถต้านทานเชื้อแบคทีเรีย Sh. flexneri ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ ซึ่งความเข้มข้นต่ำสุดที่ยั้งได้ (MIC) มีค่าพอๆกับ 10 มิลลิกรัม/วัน แต่เห็นผลไม่แน่นอนต่อเชื้อ E. coli, S. typhimurium สารสกัดใบฝรั่งด้วย 95% เอทานอล ความเข้มข้น 1,000 มคกรัม/มล. พบว่าสามารถต้านเชื้อแบคทีเรียที่นำมาซึ่งโรคอุจจาระหล่น อย่างเช่น Salmonella D, Sh. dysenteriae 1, Sh. flexneri 2A, Sh. flexneri 4A  ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้  แต่ไม่มีผลต่อเชื้อ Salmonella B, S. typhimurium type 2, Shigella bodyii, Sh. bodyii 5, Sh. dysenteriae 2, Sh. flexneri 3A, Sh. sonnei  ส่วนสกัดแทนนินจากใบฝรั่ง ความเข้มข้น 85, 95, 95, 100, 110 มคก./มิลลิลิตร สามารถต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย Sh. flexneri, S. enteritidis, S. aureus , Escherichia piracoli, E. coli ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ เป็นลำดับ    สารสกัดใบฝรั่งด้วยเมทานอล  สามารถต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย Salmonella spp. ได้ 2 สายพันธุ์  และต้านทานเชื้อ Sh.  flexneri, Sh. virchow, Sh. dysenteriae และก็เชื้อ E. coli ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ สารสกัดใบฝรั่งด้วยเอทานอล:น้ำ(1:1)รวมทั้งอะซีโตน สามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย E. coli ที่เป็นต้นเหตุของโรคอุจจาระร่วงได้ สารสกัดลำต้นฝรั่งด้วย 95% เอทานอล สามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย S. newport แล้วก็ S. typhimurium, Sh. flexneri ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ แต่ไม่เป็นผลต่อเชื้อ Salmonella B, S. aureus   น้ำคั้นจากผลฝรั่ง ไม่สามารถที่จะต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย Bacillus typhosus ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคไข้รากสาดน้อยได้ สารสกัดส่วนที่อยู่เหนือดินด้วยอัลกอฮอล์ แล้วก็น้ำ (1:1) ความเข้มข้นมากกว่า 25 มคกรัม/มิลลิลิตร ไม่อาจจะต้านทานเชื้อแบคทีเรีย B. subtilis, E. coli, S. typhosa
มีการทำการค้นคว้าโดย ปัญจางค์ ธนังเราล และก็แผนก ในผู้ป่วย 122 คน ที่เป็นโรคอุจจาระหล่น เป็นชาย 64 คน และก็หญิง 58 คน ซึ่งอยู่ในช่วงอายุ 16-55 ปี ทำการศึกษาเทียบโดยวิธีการสุ่ม โดยนำใบฝรั่งอบแห้งแล้วบดเป็นผุยผง บรรจุแคปซูล ขนาด 250 มก. ลักษณะเดียวรวมทั้งขนาดเดียวกับ tetracyclin และบริหารการรับประทานยาเหมือนกันหมายถึง500 มก. ทุก 6 ชั่วโมง เป็นเวลา 3 วัน ทั้งคู่กลุ่ม พบว่าใบฝรั่งสามารถลดจำนวนอุจจาระ ระยะเวลาที่ขี้ รวมทั้งจำนวนน้ำเกลือที่ให้ชดเชยได้
มีการศึกษาเล่าเรียนในผู้เจ็บป่วยเด็ก 62 คน ที่เป็นโรคลำไส้อักเสบจากเชื้อไวรัส (Rota virus) โดยให้กินยาต้มของฝรั่ง พบว่าอาการดีขึ้นข้างใน 3 วัน รวมทั้งช่วงเวลาท้องเดินสั้นลงกว่ากรุ๊ปควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ (p<0.05) ปริมาณโซเดียมแล้วก็เดกซ์โทรสในอุจจาระลดน้อยลง และก็ผลการตรวจอุจจาระไม่เจอเชื้อ Rota virus สูงถึง 87.1% ขณะที่กรุ๊ปควบคุมไม่เจอเชื้อ Rota virus 58.1% มีความหมายว่ายาต้มของฝรั่งมีคุณภาพสำหรับการรักษาอาการท้องเดินในผู้ป่วยไส้อักเสบจากเชื้อ Rota virus ได้
ฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบ   จากการศึกษาทางคลินิกในคนเจ็บ 70 คน ที่มีเหงือกอักเสบ พบว่าน้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากใบฝรั่งสามารถลดการอักเสบได้ปริมาณร้อยละ 19.8 แล้วก็ลดรอยโรคที่ความร้ายแรง ได้ปริมาณร้อยละ 40 เมื่อเปรียบเทียบกับน้ำยาบ้วนปากที่ไม่มีส่วนประกอบของสารสกัดจากใบฝรั่ง หลังจากที่ได้มีการใช้ตรงเวลา 3 อาทิตย์
            สารสกัดใบฝรั่งด้วยน้ำขนาด 50-800 มก./กิโล เมื่อฉีดเข้าช่องท้องพบว่ามีฤทธิ์ต้านการอักเสบแบบทันควัน  เมื่อทดลองกับอุ้งเท้าหนูที่ถูกรั้งนำให้มีการอักเสบด้วยไข่ขาวสด ยิ่งไปกว่านี้เมื่อฉีดน้ำมันหอมระเหยจากใบฝรั่งเข้าทางช่องท้องของหนูแรทในขนาด 0.8 มล./โล พบว่าสามารถยับยั้งการอักเสบที่ถูกเหนี่ยวนำด้วยสาร carrageenan ได้
สารสกัดจากผลฝรั่งด้วยเมทานอลเมื่อฉีดเข้าทางช่องท้องของหนูแรท พบว่าสามารถยับยั้งการอักเสบของอุ้งเท้าหนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้มีการอักเสบด้วยสาร carrageenan, kaolin และก็ formaldehyde ได้ ยิ่งไปกว่านี้สารสกัดผลฝรั่งด้วยเมทานอลเมื่อฉีดเข้าทางท้องของหนูเม้าส์จะสามารถยั้งการอักเสบรวมทั้งลดอาการเจ็บปวดที่ถูกเหนี่ยวนำด้วย acetic acid  ได้ดียิ่งไปกว่าแอสไพรินที่ให้ในขนาดเสมอกันนิดหน่อย
เมื่อนำใบฝรั่งมาหมักกับราและก็แบคทีเรียอย่างเช่น Phellinus linteus (ส่วนเส้นใย) Lactobacillus plantarum และ Saccharomyces cerevisiae แล้วเอามาสกัดด้วยเอทานอล พบว่าสารสกัดที่ได้มีฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบโดยยับยั้งการสร้างสารที่นำไปสู่การอักเสบคือ ไนตริกออกไซด์รวมทั้ง พรอสต้าแกรนดิน อี 2 ในหลอดทดลอง นอกจากนี้สารสกัดฝรั่งด้วยเอทานอลแล้วก็น้ำยังออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้างไนตริกออกไซด์
             สารสกัดใบฝรั่งด้วยเอทิลอะซีเตตมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ แล้วก็แก้แพ้โดยยับยั้งการตอบสนองต่อแอนติเจนที่ชักพาให้มีการแพ้และการอักเสบ
ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด                 สารสกัดใบฝรั่งด้วยเอทานอลมีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดในหนูแรทที่ถูกโน้มน้าวให้เป็นโรคเบาหวานด้วยการฉีด alloxan เข้าหลอดโลหิตดำโดยสารสกัดใบฝรั่งออกฤทธิ์ใน 2 ชั่วโมง มีฤทธิ์สูงสุดในชั่วโมงที่ 6 รวมทั้งหมดฤทธิ์ใน 24 ชั่วโมง
ฤทธิ์ต่อต้านเซลล์ของโรคมะเร็ง      สารสกัดใบฝรั่งมีความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็ง murine fibrosarcoma และเซลล์มะเร็งเต้านม

การศึกษาทางพิษวิทยา
การทดลองความเป็นพิษ  พิษเฉียบพลัน  สารสกัดด้วยน้ำจากใบ LD50 มีค่ามากกว่าหรือพอๆกับ 20 ก./กิโลกรัม  เมื่อให้ทางปากในหนูถีบจักร 2 เพศ และก็มีค่ามากกว่า 5 ก./กิโลกรัม  เมื่อฉีดเข้าทางช่องท้อง สารสกัดเอทานอล (50%) จากส่วนเหนือดิน LD50 มีค่าพอๆกับ 0.188 เมื่อฉีดเข้าท้องในหนูถีบจักร พิษเรื้อรัง  การให้สารสกัดน้ำจากใบทางปาก ขนาด 0.2, 2 รวมทั้ง 20 กรัม/กิโลกรัม วันแล้ววันเล่าติดต่อกันเป็นเวลา 6 เดือน  พบว่าอัตราการเพิ่มของน้ำหนักตัวต่ำลง ในกรุ๊ปที่ได้รับสารสกัด เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมที่ได้รับน้ำ เวลาที่ไม่พบความต่างของจำนวนของกินที่กินในทุกกรุ๊ป ความประพฤติทั่วๆไปปกติในทุกกลุ่ม หนูเพศผู้หรูหรา ALP, SGPT (ลักษณะการทำงานของตับ), BUN (รูปแบบการทำงานของไต) และก็ WBC สูงมากขึ้น ในขณะที่ระดับของโซเดียมและคลอเลสเตอรอลในเลือดต่ำลง น้ำหนักของตับและก็ไตเพิ่มขึ้น การตรวจทางจุลทัศนกายตอน เจอการเปลี่ยนแปลงของไขมันและก็ลักษณะ hydronephrosis หนูเพศภรรยาหรูหราโซเดียม โปแตสเซียม และก็อัลบูมินในเลือดเพิ่มขึ้น ในตอนที่เกร

3

โรคต่อมทอนซิลอักเสบ (Tonsillitis)
โรคต่อมทอนซิลอักเสบเป็นอย่างไร  ต่อมทอนซิล เป็นอวัยวะที่อยู่ภายในลำคอ ซึ่งคือต่อมคู่ซ้ายขวาใกล้กับโคนลิ้น โดยเป็นต่อมน้ำเหลืองที่ทำหน้าที่จับสิ่งปลอมปนจากอาหาร , น้ำดื่มและก็การหายใจ อาทิเช่น แบคทีเรียที่เข้าสู่ร่างกายคล้ายกองทหารด่านหน้า แล้วก็บ่อยครั้งที่ต่อมทอนซิลมักมีการอักเสบขึ้น
ต่อมทอนซิลอักเสบ หรือต่อมทอนซิลอักเสบ (Tonsillitis)เป็นโรคจากการอักเสบติดโรคของต่อมทอนซิลซึ่งเป็นโรคมักพบโรคหนึ่ง พบได้ในทุกอายุ แต่พบได้ทั่วไปกว่าในเด็ก และไม่ค่อยพบในคนแก่และผู้สูงอายุ ช่องทางกำเนิดโรคเท่ากันในผู้หญิงและเพศชาย  ต่อมทอนซิลอักเสบพบได้การอักเสบติดโรครุนแรงซึ่งเมื่อเกิดมักมีลักษณะอาการรุนแรงกว่า แต่ว่ารักษาหายได้ภายใน 1 - 2 สัปดาห์ และอักเสบเรื้อรังที่ชอบเป็นๆหายๆอาการแต่ละครั้งรุนแรงน้อยกว่าจำพวกเฉียบพลัน แม้กระนั้นมีลักษณะอาการอักเสบฉับพลันซ้อนได้เป็นช่วงๆซึ่งนิยามของต่อมทอนซิลอักเสบเรื้อรังยกตัวอย่างเช่น มีต่อมทอนซิลอักเสบเกิดขึ้นขั้นต่ำ 7 ครั้งใน 1 ปีที่ผ่านมา หรืออย่างน้อย 5 ครั้งทุกปีต่อเนื่องกันใน 2 ปีที่ผ่านมา หรือขั้นต่ำ 3 ครั้งทุกปีติดต่อกันใน 3 ปีที่ล่วงเลยไป
ทั้งยังโรคนี้กำเนิดได้จากหลายสาเหตุ ได้แก่มีต้นเหตุมาจากกรุ๊ปโรคติดเชื้อและกลุ่มโรคไม่ติดเชื้อ ซึ่งในบทความนี้จะขอกล่าวถึงการอักเสบจากโรคติดเชื้อไวรัสและก็เชื้อแบคทีเรียซึ่งเจอได้เป็นส่วนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อมทอนซิลอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า “เบต้า-ฮีโมไลติเตียนกสเตรปโตค็อกคัสกลุ่มเอ” (Group A beta-hemolytic streptococcus) หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “สเตรปโตค็อกคัส ไพโอจีเนส” (Streptococcus pyogenes) ซึ่งอาจทำให้คนไข้มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงตามมาได้
ที่มาของโรคต่อมทอนซิลอักเสบ การต่อว่าดเชื้อที่ต่อมทอนซิลโดยมากมีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียที่ผ่านเข้าทางปาก โดยต่อมทอนซิลจะช่วยคุ้มครองปกป้องการติดเชื้อด้วยการผลิตเซลล์เม็ดเลือดขาวออกมาต่อสู้กับเชื้อโรค แล้วก็เนื่องจากเป็นภูมิต้านทานด่านแรก ต่อมทอนซิลก็เลยเป็นอวัยวะที่เสี่ยงต่อการอักเสบและติดโรคมากมาย
โดยต่อมทอนซิลอักเสบส่วนมาก เป็นการติดเชื้อไวรัส ซึ่งเจอได้สูงขึ้นยิ่งกว่าการต่อว่าดเชื้ออื่นๆโดยประมาณ 70 - 80% ของต่อมทอนซิลอักเสบทั้งผอง ซึ่งเชื้อไวรัสที่ก่อโรคต่อมทอนซิลอักเสบมีหลายประเภทอย่างเช่น

  • ไรโนไวรัส (Rhinoviruses) ไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคหวัดทั่วๆไป
  • ไวรัสอินฟลูเอนซา (Influenza) ไวรัสที่เป็นต้นเหตุของไข้หวัดใหญ่
  • ไวรัสพาราอินฟลูเอนซา (Parainfluenza) ก่อให้เกิดโรคกล่องเสียงอักเสบและก็กรุ๊ปอาการครู้ป
  • เชื้อไวรัสเอนเทอร์โร (Enteroviruses) ต้นเหตุของโรคมือเท้าปาก
  • ไวรัสรูบิโอลา (Rubeola) ก่อให้เกิดโรคฝึก
  • ไวรัสอะดีโน (Adenovirus) เชื้อไวรัสที่มักเป็นสาเหตุ ที่มา : wikipedia           ของอาการท้องร่วง
  • ไวรัสเอ็บสไตน์บาร์ (Epstein-Barr) ซึ่งสามารถนำมาซึ่งโรคโมโนนิวคลีโอสิส แม้กระนั้นทอนซิลอักเสบที่เกิดขึ้นมาจากแบคทีเรียประเภทนี้จะพบได้นานๆครั้ง
  • และก็อีกมูลเหตุหนึ่งเป็นการติดเชื้อแบคทีเรียประมาณ 15 - 20 %


ต้นเหตุของต่อมทอนซิลอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียที่พบได้ทั่วไปที่สุดเกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากการเชื้อสเต็ปโตคอคคัสกลุ่ม  ที่ส่งผลให้เกิดทอนซิลอักเสบแบบเป็นหนอง (exudative tonsil litis)
ลักษณะโรคต่อมทอนซิลอักเสบ โดยธรรมดาโรคต่อมทอนซิลอักเสบมักกำเนิดร่วมกับการอักเสบติดเชื้อของคอเสมอ
ลักษณะของโรคต่อมทอนซิลอักเสบแยกได้เป็น 2 กรุ๊ปใหญ่ๆเป็น

  • กรุ๊ปที่มีต้นเหตุที่เกิดจากไวรัส มีอาการเจ็บคอนิดหน่อยถึงปานกลาง และไม่เจ็บเพิ่มมากขึ้นตอนกลืน อาจมีอาการเป็นหวัด น้ำมูกใส ไอ เสียงแหบ เป็นไข้ ปวดศีรษะเล็กน้อย ตาแดง บางคนอาจมีอาการท้องเดินหรือถ่ายเหลวร่วมด้วย  การตรวจทานคอจะพบผนังคอหอยแดงเพียงแค่เล็กๆน้อยๆ ต่อมทอนซิลอาจโตนิดหน่อยมีลักษณะแดงเพียงนิดหน่อย
  • กลุ่มที่มีต้นเหตุที่เกิดจากแบคทีเรีย จะมีลักษณะอาการไข้สูงเกิดขึ้นฉับพลัน หนาวสั่น  ปวดหัว  เมื่อยตามตัว  อ่อนเพลีย  ไม่อยากกินอาหาร  เจ็บคอมากจนกลืนน้ำลายหรืออาหารตรากตรำ  อาจมีอาการปวดร้าวขึ้นไปที่หู  บางบุคคลอาจมีอาการปวดท้อง  หรืออ้วกแล้วก็มีกลิ่นปากร่วมด้วย  มักจะไม่มีอาการน้ำมูกไหล ไอ  หรือตาแดง  แบบการตำหนิดเชื้อจากไวรัส


                นอกเหนือจากนั้นจะพบฝาผนังคอหอยและเพดานอ่อน  มีลักษณะแดงจัดรวมทั้งบวม  ทอนซิลบวมโตสีแดงจัด  แล้วก็มีแผ่นหรือจุดหนองสีขาวๆเหลืองๆติดอยู่บนทอนซิล  นอกเหนือจากนั้น       ยังบางทีอาจตรวจพบต่อมน้ำเหลืองที่ใต้ขากรรไกรบวมโตรวมทั้งเจ็บ
ขั้นตอนการรักษาโรคต่อมทอนซิลอักเสบ
การวินิจฉัยโรคทอนซิลอักเสบ หมอจะวิเคราะห์เบื้องต้นด้วยอาการแสดงแล้วก็การตรวจคอโดยบางทีอาจใช้กรรมวิธีต่อแต่นี้ไป

  • ใช้ไฟฉายส่องมองรอบๆคอ และก็อาจมองรอบๆหูรวมทั้งจมูกร่วมด้วย เพราะว่าเป็นรอบๆที่แสดงอาการติดเชื้อได้เช่นกัน
  • ตรวจสอบผื่นแดงที่เป็นอาการโรคไข้อีดำอีแดงซึ่งเป็นผลมาจากเชื้อแบคทีเรียตัวเดียวกับกับโรคคออักเสบ
  • ตรวจด้วยการคลำสัมผัสเบาๆที่ลำคอเพื่อดูว่าต่อมน้ำเหลืองบวมหรือไม่
  • ใช้เครื่องสเต็ทโทสโคปฟังเสียงจังหวะการหายใจของคนเจ็บ


ถ้าหากพบผนังคอหอยและทอนซิลมีลักษณะแดงเพียงนิดหน่อยไหมกระจ่างแจ้ง ก็มักมีสาเหตุจากการติดเชื้อไวรัส   ถ้าเกิดต่อมทอนซิลบวมโต แดงจัด และก็มีแผ่นหรือจุดหนองติดอยู่บนต่อมทอนซิล  ก็ชอบเกิดขึ้นได้เนื่องมาจากเชื้อแบคทีเรีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเชื้ออนุภาคเบตาฮีโมโลติกสเตรปโตค็อกคัส กรุ๊ปเอ  ในรายที่ไม่มั่นใจหมออาจต้องทำการตรวจหาเชื้อจากบริเวณคอหอยและต่อมทอนซิล  โดยใช้แนวทางที่เรียกว่า "rapid strep test" ซึ่งสามารถรู้ผลตอบแทนในไม่กี่นาที หากผลการตรวจคลุมเครือ  ก็อาจต้องกระทำเพาะเชื้อซึ่งจะรู้ผลใน 1-2 วัน

การดูแลและรักษาโรคต่อมทอนซิลอักเสบ แพทย์จะให้การรักษาตามต้นเหตุที่เจอ คือ

  • มีต้นเหตุมาจากเชื้อไวรัส ก็จะให้การรักษาแบบจุนเจือตามอาการ ดังเช่นว่า ยาลดไข้ แก้ไอ แก้หวัด ไม่มีการให้ยาปฏิชีวนะ เนื่องจากว่าไม่อาจจะฆ่าเชื้อไวรัสได้ ซึ่งอาการของโรคชอบหายได้ภายใน 1 อาทิตย์
  • มีต้นเหตุที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เว้นเสียแต่ให้ยาบรรเทาตามอาการแล้ว ก็จะให้ยาปฏิชีวนะรักษาด้วย ได้แก่ เพนิสิลลินวี (Penicillin V) อะม็อกซีซิลลิน (Amoxicillin) อีริโทรไมซิน (Erythromyin)  อาการมักดีขึ้นหลังกินยาปฏิชีวนะ 48-72 ชั่วโมง  โดยแพทย์จะให้กินยาตลอดจนครบ 10 วัน เพื่อคุ้มครองป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่างๆตามมา


ดังนี้การรับประทานยาปฏิชีวนะควรต้องกินให้ครบตามคำแนะนำของหมอ เพื่อมั่นใจว่าแบคทีเรียถูกกำจัดจนกระทั่งหมด เพราะเชื้อแบคทีเรียที่กำจัดไม่หมดอาจจะส่งผลให้การตำหนิดเชื้อห่วยแตกลงหรือแพร่ระบาดไปยังส่วนอื่นของร่างกาย นอกเหนือจากนั้นในเด็กยังเสี่ยงเกิดภาวะเข้าแทรก ดังเช่นว่า การติดเชื้ออย่างรุนแรงที่ไต รวมทั้งไข้รูมาติกซึ่งเป็นการติดเชื้อบริเวณลิ้นหัวใจร่วมกับจับไข้ตามมาได้
ยิ่งไปกว่านี้ยังมีวิธีการผ่าตัดเอาต่อมทอนซิลออก (tonsillectomy) ซึ่งเป็นแนวทางรักษาทอนซิลอักเสบที่เป็นซ้ำหลายครั้ง หรือต่อมทอนซิลอักเสบเรื้อรัง หรือต่อมทอนซิลอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียที่ไม่สนองตอบต่อการดูแลรักษาด้วยยาปฏิชีวนะเพียงแค่นั้น โดยสังเกตได้จากลัษณะดังกล่าวต่อไปนี้

  • ทอนซิลอักเสบมากกว่า 7 ครั้งในรอบหนึ่งปี
  • ทอนซิลอักเสบมากยิ่งกว่า 4-5 ครั้งในรอบหนึ่งปีเป็นระยะเวลา 2 ปีที่ล่วงเลยไป
  • ต่อมทอนซิลอักเสบมากยิ่งกว่า 3 ครั้งในรอบหนึ่งปีเป็นระยะเวลา 3 ปีที่ล่วงเลยไป


ยิ่งไปกว่านี้ หมอยังบางทีอาจใช้การผ่าตัดต่อมทอนซิลในกรณีที่ต่อมทอนซิลอักเสบกระตุ้นให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่ยากจะรักษาตามมา ดังเช่นว่า

  • ภาวการณ์หยุดหายใจขณะที่กำลังนอนหลับ (นำมาซึ่งอาการนอนกรมด้วยเหตุว่าต่อมทอนซิลโต)
  • หายใจไม่สะดวก (ด้วยเหตุว่าต่อมทอนซิลโตมากจนกระทั่งอุดกั้นทางเดินหายใจ)
  • กลืนตรากตรำ โดยเฉพาะเมื่อกลืนเนื้อหรือของกินชิ้นหนาๆ
  • เป็นฝีที่ใช้ยาปฏิชีวนะแล้วยังไม่ดีขึ้น
  • มีต่อมทอนซิลโตด้านเดียว ซึ่งอาจเป็นอาการโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง (ต่อมทอนซิล)


ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญของโรคต่อมทอนซิลอักเสบ  การบวมอักเสบของต่อมทอนซิลหลายครั้งหรือเรื้อรังอาจตามมาด้วยภาวะแทรกซ้อนอื่นๆดังเช่น เกิดภาวะหยุดหายใจขณะกำลังหลับ หายใจติดขัด การติดเชื้อที่แพร่ลึกลงไปสู่เยื่อโดยรอบ
ส่วนภาวะแทรกซ้อนที่จะก่อให้เกิดโรคต่างๆตามมา อย่างเช่น  ในกลุ่มที่เป็นผลมาจากไวรัส โดยมากจะไม่มีภาวะแทรกซ้อน ส่วนผู้ที่ลักษณะโรคร่วมกับจับไข้หวัด  ไข้หวัดใหญ่  ก็อาจมีภาวะแทรกซ้อน ดังเช่นว่า ไซนัสอักเสบ หูชั้นกึ่งกลางอักเสบ หลอดลมอักเสบ  ปอดอักเสบ เป็นต้น แล้วก็ในกลุ่มที่เกิดขึ้นได้เนื่องมาจากเชื้อแบคทีเรีย อาจมีภาวะแทรกซ้อนดังนี้

  • เชื้ออาจลุกลามไปยังบริเวณใกล้เคียง ทำให้เป็นหูชั้นกึ่งกลางอักเสบ จมูกอักเสบ ภูมิแพ้ ปอดอักเสบ ฝีที่ทอนซิล
  • เชื้อบางทีอาจเข้ากระแสโลหิตแพร่ไปยังที่ต่างๆ ทำให้เป็นข้ออักเสบชนิดทันควัน กระดูกอักเสบเป็นหนอง  เยื่อหุ้มสมองอักเสบ
  • ทำให้เกิดปฏิกิริยาภูมิต้านทานตัวเอง (autoimmun reaction) พูดอีกนัยหนึ่งภายหลังจากติดเชื้อแบคทีเรียจำพวกนี้ ร่างกายจะสร้างสารภูมิต้านทาน (แอนติบอดี) ต่อเชื้อขึ้นมา แล้วไปก่อปฏิกิริยาต้านเยื่อของตน ก่อให้เกิดโรคแทรกรุนแรง อย่างเช่น ไข้รูมาติก (มีการอักเสบของข้อรวมทั้งหัวใจ ถ้าหากปล่อยให้เป็นเรื้อรัง อาจจะเป็นผลให้กำเนิดโรคลิ้นหัวใจพิการ หัวใจวายได้) และ หน่วยไตอักเสบรุนแรง (มีไข้ บวม เยี่ยวสีแดง อาจจะส่งผลให้เกิดภาวะไตวายได้) โรคแทรกเหล่านี้มักกำเนิดหลังทอนซิลอักเสบ 1-4 อาทิตย์


สำหรับไข้รูมาติก มีโอกาสเกิดขึ้นราวร้อยละ 0.3-3 ของผู้ที่มิได้รับการดูแลรักษาด้วยยาปฏิชีวนะอย่างแม่นยำ แต่ว่าดังนี้การป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรงดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นสามารถทำได้กล้วยๆด้วยการกินยาปฏิชีวนะให้ครบ 10 วัน (ถึงแม้อาการจะทุเลาหลังกินยาได้ 2-3 วันไปและจากนั้นก็ตาม)
การติดต่อของโรคต่อมทอนซิลอักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบติดต่อได้เหมือนกับในโรคหวัดทั่วไปแล้วก็ในโรคไข้หวัดใหญ่คือ เชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียที่เป็นต้นเหตุของดรคอยู่ในน้ำลายแล้วก็เสลด (รวมทั้งสารคัดหลั่งอื่นๆ) ของผู้เจ็บป่วย รวมทั้งจะติดต่อจากการสัมผัสเชื้อโรคดังที่กล่าวผ่านมาแล้วจากผู้ป่วย จากการไอ จาม หายใจ หรือการสัมผัสสารคัดหลั่งจากจมูกรวมทั้งช่องปากได้แก่ น้ำมูก น้ำลายคนป่วย และจากใช้ของใช้ส่วนตัวที่สัมผัสสารคัดหลั่งดังกล่าวข้างต้น

  • มีต่อมทอนซิลโตข้างเดียว ซึ่งบางทีอาจเป็นอาการของโรคโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง (ต่อมทอนซิล)


ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญของโรคต่อมทอนซิลอักเสบ  การบวมอักเสบของต่อมทอนซิลบ่อยหรือเรื้อรังอาจตามมาด้วยภาวะแทรกซ้อนอื่นๆอย่างเช่น เกิดภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ หายใจไม่สะดวก การตำหนิดเชื้อที่แพร่ลึกลงไปสู่เยื่อโดยรอบ
ส่วนภาวะแทรกซ้อนที่จะก่อให้เกิดโรคต่างๆตามมา เป็นต้นว่า  ในกลุ่มที่มีเหตุมาจากเชื้อไวรัส โดยมากจะไม่มีภาวะแทรกซ้อน ส่วนผู้ที่ลักษณะโรคร่วมกับจับไข้หวัด  ไข้หวัดใหญ่  ก็อาจมีภาวะแทรกซ้อน เป็นต้นว่า ไซนัสอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ หลอดลมอักเสบ  ปอดอักเสบ ฯลฯ รวมทั้งในกลุ่มที่มีเหตุที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย อาจมีภาวะแทรกซ้อนดังนี้

  • เชื้ออาจแผ่ขยายไปยังบริเวณใกล้เคียง ทำให้เป็นหูชั้นกลางอักเสบ จมูกอักเสบ ภูมิแพ้ ปอดอักเสบ ฝีที่ต่อมทอนซิล
  • เชื้อบางทีอาจเข้ากระแสโลหิตแพร่ขยายไปยังที่ต่างๆ ทำให้เป็นข้ออักเสบชนิดเฉียบพลัน กระดูกอักเสบเป็นหนอง  เยื่อหุ้มสมองอักเสบ
  • กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดปฏิกิริยาภูมิต้านทานตัวเอง (autoimmun reaction) กล่าวอีกนัยหนึ่งภายหลังติดโรคแบคทีเรียจำพวกนี้ ร่างกายจะสร้างสารภูมิคุ้มกัน (แอนติบอดี) ต่อเชื้อขึ้นมา แล้วไปก่อปฏิกิริยาต้านทานเยื่อของตนเอง ทำให้เกิดโรคแทรกรุนแรง อาทิเช่น ไข้รูมาติก (มีการอักเสบของข้อและหัวใจ ถ้าหากปล่อยให้เป็นเรื้อรัง อาจจะทำให้เกิดโรคลิ้นหัวใจทุพพลภาพ หัวใจวายได้) รวมทั้ง หน่วยไตอักเสบทันควัน (เป็นไข้ บวม เยี่ยวสีแดง อาจจะส่งผลให้เกิดภาวะไตวายได้) โรคแทรกซ้อนพวกนี้มักเกิดข้างหลังต่อมทอนซิลอักเสบ 1-4 สัปดาห์


สำหรับไข้รูมาติก ได้โอกาสเกิดขึ้นประมาณจำนวนร้อยละ 0.3-3 ของผู้ที่มิได้รับการดูแลรักษาด้วยยาปฏิชีวนะอย่างแม่นยำ แม้กระนั้นทั้งนี้การปกป้องคุ้มครองภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงดังกล่าวสามารถทำเป็นง่ายๆด้วยการกินยาปฏิชีวนะให้ครบ 10 วัน (ถึงแม้ว่าอาการจะทุเลาหลังรับประทานยาได้ 2-3 วันไปและตาม)
การติดต่อของโรคต่อมทอนซิลอักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบติดต่อได้เหมือนกับในโรคหวัดทั่วไปแล้วก็ในโรคไข้หวัดใหญ่คือ เชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียที่เป็นต้นเหตุของดรคอยู่ในน้ำลายและก็เสมหะ (รวมถึงสารคัดหลั่งอื่นๆ) ของผู้ป่วย และก็จะติดต่อจากการสัมผัสเชื้อโรคดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วจากคนเจ็บ จากการไอ จาม หายใจ หรือการสัมผัสสารคัดหลั่งจากจมูกและโพรงปากดังเช่น น้ำมูก น้ำลายคนไข้ แล้วก็จากใช้ของใช้ส่วนตัวที่สัมผัสสารคัดหลั่งดังที่กล่าวถึงแล้ว
สมุนไพรที่ช่วยป้องกัน/รักษาโรคต่อมทอนซิลอักเสบ
ฟ้าทะลายโจร ชื่อวิทยาศาสตร์ Andropraphis paniculata (Burm.f.) Wall. EX Nees ชื่อพ้อง Justicia paniculata Burm.f. ชื่อวงศ์ Acanthaceae คุณประโยชน์: แบบเรียนยาไทย: มีการใช้ส่วนเหนือดินเก็บก่อนจะมีดอก เพื่อรักษาไข้ หวัด ไข้หวัดใหญ่ ดับพิษร้อน หยุดอักเสบในอาการไอ เจ็บคอ คออักเสบ ต่อมทอนซิล หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ ขับเสมหะ ลดบวม แก้ติดโรค แบบอย่างรวมทั้งขนาดวิธีใช้ยา:.บรรเทาลักษณะการเจ็บคอ                   กินทีละ 3-6 กรัม วันละ 4 ครั้ง หลังอาหารและก็ก่อนนอน บรรเทาอาการหวัด รับประทานทีละ 1.5-3 กรัม วันละ 4 ครั้ง หลังอาหารและก่อนนอน  ส่วนประกอบทางเคมี: สารประเภทแลคโตน andrographolide,neoandrographolide,deoxyandrographolide, deoxy-didehydroandrographolide สารกรุ๊ปฟลาโวน ยกตัวอย่างเช่น aroxylin, wagonin, andrographidine A 
จากการศึกษาเล่าเรียนสมรรถนะของสารสกัดจากฟ้าทะลายขโมยในผู้ป่วยระบบทางเดินหายใจส่วนบนไม่รุนแรง  223 คน แบ่งเป็นกลุ่มที่รับประทานสารสกัดจากฟ้าทะลายขโมย 200 มิลลิกรัมต่อวัน และก็อีกกรุ๊ปรับประทานยาหลอกเป็นระยะเวลา 5 วัน ซึ่งจะประเมินผลด้วยการคาดคะเนอาการจากตัวผู้ป่วยไข้เองในด้านต่างๆได้แก่ อาการไอ เสมหะ มีน้ำมูก ปวดศีรษะ เป็นไข้ เจ็บคอ อาการอ่อนแรงง่าย รวมทั้งปัญหาในการนอน ผลพบว่า อีกทั้ง 2 กลุ่มมีลักษณะอาการดีตั้งแต่เริ่มจนจบการทดสอบ แต่ว่ากลุ่มที่รับประทานสารสกัดจากฟ้าทะลายมิจฉาชีพเห็นผลได้อย่างแจ่มแจ้งในช่วงวันที่ 3-5 มากยิ่งกว่ากลุ่มที่กินยาหลอก แม้กระนั้น ยังพบผลข้างเคียงบางส่วนในทั้ง 2 กลุ่ม จากการทดลองก็เลยเชื่อว่าฟ้าทะลายโจรบางทีอาจช่วยรักษาหรือบรรเทาอาการติดเชื้อในทางเดินหายใจช่วงต้น
โตงเตง ชื่อวิทยาศาสตร์ :   Physalis angulata  L. ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ : Physalis minima ชื่อสามัญ :   Hogweed, Ground Cherry ชื่อสกุล :   SOLANACEAE สรรพคุณโทงเทง : ตำรายาไทย ผลรสเปรี้ยวเย็น แก้ต่อมน้ำลายอักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบ แก้ฝีในคอ แก้อักเสบในคอ แก้ร้อนในอยากกินน้ำ ตำพอกแก้ปวดบวม
ส่วนประโยชน์ที่สำคัญของโตงเตงที่ ใช้รักษาอาการทอนซิลอักเสบ โดยหมอท้องถิ่นนั้นจะใช้ทั้งยังต้นตำให้แหลกละลายกับเหล้า เอาสำลีชุบเอาน้ำยาใช้อมไว้ข้างแก้ม กลืนน้ำผ่านลำคอนิด แก้ทอนซิลอักเสบ หรือที่เรียกว่าต่อมน้ำลายอักเสบ แก้ฝีในคอ ใช้แก้อาการอักเสบในคอก้าวหน้า หรือผู้ที่แพ้แอลกอฮอล์ก็ใช้ละลายกับน้ำส้มสายชูแทน ใช้ภายในแก้ร้อนในอยากกินน้ำ ใช้ภายนอกแก้ฟกบวมอักเสบทำให้เย็น แล้วก็อีกหนังสือเรียนยาหนึ่งระบุว่าแก้ต่อมทอนซิลอักเสบ ให้ใช้ต้นนี้ใหม่ๆ(หรืออย่างแห้งก็ใช้ได้) 3 หัว แผ่น ฝักชุบน้ำตาล 2 แผ่น ใส่น้ำ 1 ถ้วย ต้มให้เหลือครึ่งถ้วย กินครั้งเดียวหมด เด็กก็รับประทานน้อยลงตามส่วน จากการดูแลและรักษาคนไข้ร้อยกว่าราย บางบุคคลกิน 4-10 ครั้งก็หาย บางบุคคลรับประทานติดต่อกันถึง 2 เดือนจึงหาย
ปลาไหลเผือก ชื่อวิทยาศาสตร์ :  EURYCOMA LONGIFOLIA Jack. ตระกูล : SIMAROUBACEAE คุณประโยชน์ทางยา : ราก ต้านทานโรคมะเร็ง รักษาโรคอัมพาต ช่วยถ่ายน้ำเหลือง ขับพยาธิ แก้ท้องผูก แก้ต่อมทอนซิลอักเสบ แก้ลักษณะของการเจ็บคอ วิธีการใช้ตามตำราไทย : ต้านโรคมะเร็ง ช่วยขับถ่ายน้ำเหลือง ขับพยาธิ แก้ท้องผูก แก้ต่อมทอนซิลอักเสบ แก้ลักษณะของการเจ็บคอ นำรากแห้งราว 8-15 กรัม เอามาต้มเอาน้ำดื่มก่อนที่จะกินอาหารทุกเช้าตรู่แล้วก็เย็น (2 เวลา)
เอกสารอ้างอิง

  • พรพิมล พฤกษ์ประเสริฐ.(2550). การติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน. ใน ประยงค์ เวชวนิชสนอง และวนพร อนันตเสรี. กุมารเวชศาสตร์ทั่วไป (หน้า214-216).หน่วยผลิตตำราคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
  • รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.ทอนซิลอักเสบ.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่324.คอลัมน์สารานุภาพทันโรค.เมษายน.2549
  • ศ.พญ.นวลอนงค์ วิศิษฎสุนทร.คออักเสบและตอ่มทอนซิลอกัเสบปัญหาของหนูน้อย.ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล.
  • ทอนซิลอักเสบ-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์ดอทคอม. http://www.disthai.com/
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป 2.  “ทอนซิลอักเสบ (Tonsillitis)”.  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 410-413.
  • วิทยา บุญวรพัฒน์.”โทงเทง” หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย.หน้า284.
  • ฟ้าทะลายโจร.ฐานข้อมูลเครื่องยา.คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.
  • โทงเทง สมุนไพรหยุดการอักเสบในลำคอ.ศูนย์ข้อมูลสมุนไพร.สถาบันวิจัยสมุนไพร.กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข.


4

พิมเสน (Bomed Camphor)
พิมเสนเป็นอย่างไร พิมเสนมีชื่อเรียกหลายชื่อ ได้แก่ ภิมเสน ภีมเสน พิมเสนเกล็ด พิมเสนตรังกานู พรมแสน มีชื่อสามัญว่า “Borneo Camphor” แขกประเทศอินเดียในบอมเบย์เรียก “Bhimseni” หรือ “Boras” ชาวฮินดูเรียก “Bhimsaini-kapur” หรือ “Barus kapur”  โดยธรรมดาพิมเสนแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ พิมเสนที่ได้จากธรรมชาติหรือพิมเสนแท้ ชื่อสามัญ Borneol camphorรวมทั้งพิมเสนสังเคราะห์ หรือพิมเสนเทียม ชื่อสามัญ Borneolum Syntheticum (Borneol) ซึ่งพิมเสนจะมีลักษณะเป็นเกล็ดเล็กๆแบนๆมีสีขาวขุ่นหรือออกแดงเรื่อๆ(แม้เป็นพิมเสนบริสุทธิ์จะเป็นผลึกรูปแผ่นหกเหลี่ยม) มีเนื้อแน่นกว่าการบูร ระเหิดได้ช้ากว่าการบูร ติดไฟให้แสงสว่างจ้าแล้วก็มีควันมาก ไม่มีขี้เถ้า ละลายได้ยากในน้ำ ละลายเจริญในตัวทำละลายประเภทขั้วต่ำ พิมเสนมีกลิ่นหอมสดชื่นเย็น ฉุน รสหอม เย็นปากเย็นคอ สมัยก่อนคนไทยนิยมใช้ใส่ไว้ภายในหมากพลูเคี้ยว
สูตรทางเคมีและก็สูตรโครงสร้าง พิมเสนแท้ (Borneo Camphor) เป็นสารประกอบอินทรีย์ชนิดไบไซคิก  และเป็นสารกลุ่มเทอร์พีน มีสูตรเคมีคือ C10H18O มีชื่อทางเคมีว่า(+)-borneol หรือ endo-2-camphanol หรือ endo-2-hydroxycamphane  มีลักษณะเป็นเกล็ดสีขาว 6 เหลี่ยม มีกลิ่นหอมสดชื่นฉุนคล้ายการบูร ติดไฟให้แสงแรงรวมทั้งมีควันมากมาย ไม่มีเถ้า มีมวลโมเลกุล 154.25                gmd -1 และมีความถ่วงจำเพาะเท่ากับ 1.011 มีจุดหลอมตัว 208 องศาเซลเซียส เกือบไม่ละลายน้ำ ละลายได้ในตัวทำละลายชนิดขั้วต่ำ ได้แก่ น้ำมันปิโตรเลียมอีเธอ(1:6) ในเบนซีน (1:5)
 
ที่มา : Wikiperdia
ที่มาที่ไป พิมเสนธรรมชาติ หรือ พิมเสนแท้ คือ พิมเสนที่ได้มาจากการระเหิด (ผู้กระทำลั่นของแก่นไม้โดยธรรมชาติ) ของยางจากต้นไม้ประเภท (รู้เรื่องว่าตัวต้นไม้ที่ให้พิมเสนนี้มิได้ถูกข้อบังคับชื่อไทยไว้ ซึ่งในตำรายาแผนโบราณโดยมากก็จะกล่าวถึงแม้กระนั้นสิ่งที่สกัดได้จากเจ้าพืชต้นใหญ่นี้ว่า พิมเสน เพราะหากเรียกว่าต้นพิมเสนบางทีอาจกำเนิดความสับสน เนื่องจากว่าต้นพิมเสน นั้นยังคือพืชอีกชนิด เป็นไม้เนื้ออ่อน มีชื่อวิทยาศาสตร์ Pogostemon cablin (Blanco) Benth. เชื้อสาย Labiatae ซึ่งเจ้าต้นนี้ สกัดได้น้ำมันหอมระเหย ที่ฝรั่งเรียกว่า Patchouli) ซึ่งมีชื่อด้านวิทยาศาสตร์ว่า Dryobalanops aromatica Gaertn. จัดอยู่ในสกุลยางที่นา (DIPTEROCARPACEAE) (ภาษาจีนกลางเรียกว่า “หลงเหน่าเซียงสู้”) ซึ่งพบได้ทั่วไปในเมืองตรังกานู ประเทศมาเลเซีย ซึ่งพืชประเภทนี้(Dryobalanops aromatic Gaertn.) มีชื่อเรียกหลายชื่อ อย่างเช่น Borneo Camphor Tree, Pokok Kapur Barus (มลายู), Pokok Kapurum (อินโดนีเซีย-สุมาตรา), Mahoborn Teak(อินโดนีเซีย-บอร์เนียว) เป็นไม้ขนาดใหญ่ อาจสูงได้ถึง 70 เมตร มีพูพอนใหญ่มาก วัดโดยรอบลำต้นได้ 2-10 เมตร เปลาตรง เรือนยอดเป็นรูปฉัตร มีแขนงใหญ่ ปลายกิ่งตก ยอดทรงแหลม ใบเป็นใบโดดเดี่ยว ใบที่อยู่ตอนบนของต้นเรียงสลับกัน ส่วนใบที่อยู่ตอนล่างของต้นออกตรงกันข้าม รูปไข่ เบาๆเรียวแหลมสู่ปลายใบ ขนาดกว้าง 2.5-5 ซม. ยาว 7.5-17.8 ซม. ขอบใบเรียบ ผิวใบเรียบ ก้านใบสั้น ใบอ่อนสีแดงและห้อย ดอกเป็นดอกช่อ ออกที่ปลายกิ่งหรือที่ซอกใบ ดอกย่อยมีขนาดเล็ก มีกลิ่นหอม กลีบชั้นนอกมี 5 กลีบ ขนาดเท่าๆกัน แข็ง กลีบชั้นในห่อตามแนวยาว เกสรตัวผู้มีมากมาย ก้านเกสรติดกันเป็น 2 แถว รวมกันเป็นหลอดยาวกว่าเกสรตัวเมีย เกสรตัวเมียมีรังไข่อยู่เหนือกลีบ มี 3 ห้อง ผลสำเร็จแห้ง ไม่แตก กลีบนอกจะแผ่ออกเป็นปีก มี 1 เมล็ด
พิมเสนสังเคราะห์ หรือ พิมเสนเทียมเป็นพิมเสนที่ได้จากสารสกัดจากต้นการบูร (ชื่อวิทยาศาสตร์ Cinnamomum camphora (L.) Presl. จัดอยู่ในจัดอยู่ในตระกูลอบเชย (LAURACEAE), และก็ต้นหนาด (หนาดหลวง หนาดใหญ่ หรือพิมเสนหนาด ที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Blumea balsamifera (L.) DC. จัดอยู่ในวงศ์ทานตะวัน (ASTERACEAE หรือ COMPOSITAE) โดยผ่านวิธีทางเคมีวิทยา  ซึ่งพิมเสนที่ได้จากการกลั่นพืชประเภทนี้ จีน(แต้จิ๋ว) เรียก “ไหง่เผี่ยง” ก็เลยเรียกกันว่า “Ngai Camphor” หรือ “Blumea Camphor” นิยมใช้กันมากในเกาะไหหลำ
ประโยชน์/คุณประโยชน์ ถึงแม้พิมเสนจะสกัดได้มาจากต้นไม้แต่ว่า ตามตำรายาแผนโบราณ จัดพิมเสน เป็นจำพวกธาตุวัตถุ ไม่ใข่พืชวัตถุ หมอแผนโบราณใช้พิมเสนเป็นยาขับเหงื่อ ขับเสมหะ กระตุ้นการหายใจ กระตุ้นสมองบำรุงหัวใจ ใช้เป็นยาระงับความกระวายกระวน ทำให้ง่วงซึมแก้เคล็ดขัดยอกคลายเส้นการอบสมุนไพรมีพิมเสนเป็นส่วนประกอบในตัวยา พิมเสนซึ่งระเหิดเมื่อถูกความร้อน มีกลิ่นหอมสดชื่น ใช้แต่งกลิ่น บำรุงหัวใจ แก้โรคผิวหนัง ผสมในลูกประคบ เพื่อช่วยแต่งกลิ่น มีฤทธิ์แก้พุพอง แก้หวัดนอกจากนี้ยังผสมอยู่ในยาหม่อง น้ำอบไทย
                ในตำราเรียนพระโอสถพระนารายณ์: กำหนด “ตำรับยาทรงจมูก”  เข้าเครื่องยา 17 สิ่ง ใช้จำนวนเท่าๆกัน และก็ พิมเสนด้วย ผสมกัน บดเป็นผุยผงละเอียด ใช้นัตถุ์แก้ลมทั้งหลาย ตลอดจนโรคที่เกิดในหัว ตา และจมูก อีกขนานหนึ่งเข้าเครื่องยา 15 สิ่ง และก็พิมเสนด้วย บดเป็นผุยผงละเอียด ห่อผ้าบาง ทำเป็นยาดม แก้ปวดศรีษะ เวียนหัว แก้สลบ แก้ริดสีดวงจมูก คอ และก็ตา ยิ่งไปกว่านี้พิมเสนยังใช้เป็นส่วนประกอบใน “ตำรับยาสีปากบี้พระเส้น” ใช้เช็ดนวดเส้นที่แข็งให้หย่อนได้ แล้วก็ในตำรับ “สีปากขาวแก้พิษแสบร้อนให้เย็น”
การศึกษาเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา คนประเทศไทยเราจะรู้จักพิมเสนกันมานาน แต่ว่าข้อมูลเกี่ยวกับพิมเสนกลับไม่มีให้ค้นคว้าเท่าไรนัก เนื่องจากต้นไม้ที่ให้พิมเสนนี้ เป็นพืชที่มีเฉพาะถิ่นที่ขึ้นอยู่เฉพาะในเขตป่าของ เกาะสุมาตรา บอร์เนียว และก็คาบสมุทรมลายู จึงทำให้การศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยในต้นไม้จำพวกนี้เป็นไปแบบแคบๆไม่กว้างใหญ่แต่ว่าก็ยังมีตัวอปิ้งข้อมูลทางเภสัชวิทยาของพิมเสนบางฉบับที่มีการเผยแพร่กัน ตัวอย่างเช่น

  • สารที่เจอในพิเสนแท้ ได้แก่ d-Borneol, Humulene, Caryophyllene, Asiatic acid, Dryobalanon Erythrodiol, Dipterocarpol, Hydroxydammarenone2
  • จากการศึกษาทำการค้นคว้าและทำการวิจัยทางเภสัชวิทยาฉบับหนึ่งบอกว่า พิมเสนมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อได้หลายอย่าง อย่างเช่น เชื้อในลำไส้ใหญ่, เชื้อราบนผิวหนัง, Staphelo coccus, Steptro coccus และก็ยังคงใช้สำหรับการรักษาลักษณะของการปวดเส้นประสาทหรืออาการอักเสบได้อย่างดีเยี่ยม
  • กลไกสำหรับการออกฤทธิ์ของพิมเสนสำหรับเพื่อการลดการอักเสบเป็น กระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตบริเวณใต้ผิวหนังรอบๆที่ทา ยั้งสารที่ก่อเกิดการอักเสบจากกลไกของร่างกาย เป็นต้นว่า prostaglandin E2,interleukin เป็นต้น ซึ่งการเพิ่มการไหลเวียนของเลือดนี้ จะช่วยให้ลดลักษณะของการปวดได้เร็วขึ้น


การศึกษาเล่าเรียนทางพิษวิทยา เหมือนกันกับการเรียนทางเภสัชวิทยาพิมเสนกับการเรียนทางพิษวิทยานี้ก็ไร้การศึกษากันอย่างล้นหลาม ซึ่งอาจจะเนื่องจากการที่ต้นไม้ที่ให้พิมเสนนี้ฯลฯไม้เฉพาะถิ่น แต่ว่าก็มีการระบุข้อกำหนดสำหรับในการใช้พิมเสนไว้ว่า ถ้าเกิดสูดกลิ่นติดต่อกันนานบางทีอาจเกิดอันตรายได้ เพราะเหตุว่าสารนี้กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดอาการระคายเคืองรอบๆฟุตบาทหายใจ นอกจากนั้นสารนี้ยังมีฤทธิ์กระตุ้นแล้วก็สงบระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งรวมถึงการใช้เกิดขนาดด้วย
ขนาด/ปริมาณที่ควรจะใช้ ในหนังสือเรียนยาไทยกำหนดไว้ว่า การใช้พิมเสนสำหรับรับประทาน ให้ใช้ทีละ 0.15-0.3 กรัมนำมาบดเป็นผงกับตำรายาอื่น หรือใช้ทำเป็นยาเม็ด และไม่ควรจะปรุงยาด้วยแนวทางต้ม ถ้าใช้ข้างนอกให้เอามาบดเป็นผุยผงใช้โรยแผลจากที่ต้องการ ส่วนขนาด/จำนวนของพิมเสนที่กระทรวงสาธารณสุขของไทยอนุญาตให้ใช้เป็นองค์ประกอบกับตัวยาอื่นๆนั้น ทางกระทรวงสาธารณสุขจะระบุให้ใช้เป็นตำรับๆไป

ข้อเสนอแนะ/ข้อควรคำนึง

  • ห้ามสูดดมพิมเสนตอดต่อกันเป็นระยะเวลาที่ยาวนานเพราะจะมีผลให้กำเนิดอาการเคืองรอบๆทางเท้าหายใจ
  • พิมเสนมีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางก็เลยไม่ควรใช้เกินขนาดที่กำหนด
  • สตรีมีท้องห้ามกินพิมเสน
  • การเก็บพิมเสนจำเป็นต้องเก็บเอาไว้ในภาชนะที่มีฝาปิดอย่างมิดชิด ควรเก็บไว้ในที่แห้งและมีอุณหภูมิต่ำ


อนึ่งในตอนนี้พิมเสนแท้แทบไม่มีแล้ว ด้วยเหตุว่าราคาแพงแพง ส่วนมากก็เลยใช้พิมเสนสังเคราะห์ ซึ่งได้มาจากปฏิกิริยารีดักชันของการบูร (dl-camphor) ได้เป็น (dl-borneol) ก็คือ พิมเสนเกล็ดขาวๆที่มองเห็นกันโดยทั่วไป ก็เลยเรียก พิมเสนเทียมนี้ ว่า "พิมเสนเกล็ด" Borneolum Syntheticum (Borneol) ซึ่งพิมเสนสังเคราะห์ (หรือพิมเสนเทียม)นี้มักจะมีรสเผ็ดกัดลิ้น หากเป็นของจากธรรมชาติจะไม่กัดลิ้นแต่จะทำให้เย็นปากเย็นคอ ควรต้องต้องระวังในการใช้พิมเสนสังเคราะห์นี้ด้วย
เอกสารอ้างอิง

  • ชยันต์ พิเชียรสุนทร และคณะ, ตำราพระโอสถพระนารายณ์, หน้า 499, พ.ศ. 2544, สำนักพิมพ์อมรินทร์ กรุงเทพฯ
  • ผศ.สุปรียา ยืนยงสวัสดิ์.พิมเสน.ภาควิชา เภสัชเวทและเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์.หน้า1-3
  • หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย.  “พิมเสน”.  (วิทยา บุญวรพัฒน์).  หน้า 386.
  • ชัยนต์ พิเชียรสุนทร และวิเชียร จีรวงส์ 2545 คู่มือเภสัชกรรมแผนไทยเล่ม 2 เครื่องยาพฤกษวัตถุ บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) http://www.disthai.com/
  • พิมเสน.ฐานข้อมูลเครื่องยาคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก.
  • เภสัชจุลศาสตร์ของยาหม่องน้ำ.กระดานถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • นันทวัน กลิ่นจำปา 2545 เครื่องหอมไทย ภูมิปัญญาไทย บริษัท ซีเอ็ดยูเคชัน จำกัด (มหาชน)
  • รศ.ยุวดี วงษ์กระจ่าง.ยาดม อันตรายหรือไม่.จุลสารคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.คอลัมน์ Drug Tips.ฉบับที่5กรกฎาคม-กันยายน 2555.หน้า6-7


5

โรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia)
โรคธาลัสซีเมีย เป็นยังไง โรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย (thalassemia) เป็นโรคโลหิตจาง จากกรรมพันธุ์สาเหตุจากความแตกต่างจากปกติของการผลิตฮีโมโกลบิน ทําให้สร้างลดลง (thalassemia) และก็หรือสร้างฮีโมโกลบินแตกต่างจากปกติ (hemoglobinopathy) เป็นผลให้เม็ดเลือดแดงมีลักษณะเปลี่ยนไปจากปกติและแก่สั้น (hemolytic anemia) และก็แตกง่าย โรคธาลัสซีเมียมีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมแบบ autosomal กล่าวอีกนัยหนึ่ง ทั้งยังพ่อและก็มารดาของผู้ที่เป็นโรคธาลัสซีเมียจะมีธาลัสซีภรรยาซ่อนเร้น หรือเรียกว่าเป็นพาหะของธาลัสซีเมีย (thalassemia trait, carrier, heterozygote) หรือเป็นโรคธาลัสซีภรรยา ซึ่งจะส่งผลทำให้ผู้เจ็บป่วยกำเนิดอาการซีดเผือดเหลืองเรื้อรังและมีภาวะแทรกซ้อนต่างๆตามมา  ทั้งนี้โรคธาลัสซีภรรยาจัดเป็นโรคโลหิตจางทางกรรมพันธุ์ที่พบได้ทั่วไปที่สุดในโลก สามารถพบได้ทั้งโลก แต่เจอได้สูงในแถบเอเซียอาคเนย์ และก็คนภายในถิ่นสมุทรเมดิเตอร์เรเนียน ในประเทศไทย ในประเทศไทย พบคนไข้โรคนี้ร้อยละ 1 แล้วก็เจอผู้เป็นพาหะของโรค หรือผู้ที่มียีนแอบแฝงราวจำนวนร้อยละ 30-40 สุดแต่ภูมิภาค ในจังหวัดพิษณุโลกพบผู้เป็นพาหะปริมาณร้อยละ 30.5
สาเหตุของโรคธาลัสซีเมีย เป็นผลมาจากความไม่ดีเหมือนปกติทางพันธุกรรม ซึ่งสามารถถ่ายทอดต่อๆกันมาจากบรรพบุรุษในลักษณะยีนด้อย (autosomal recessive) พูดอีกนัยหนึ่งผู้ป่วย (ผู้ที่มีอาการแสดงของโรคนี้) จะต้องรับคู่ยีนที่ไม่ดีเหมือนปกติมาจากข้างบิดาและก็แม่ทั้งสองยีน ส่วนผู้ที่รับยีนผิดปกติมาจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว จะไม่มีอาการป่วยด้วยโรคนี้และก็มีสุขภาพปกติดี แต่ว่าจะมียีนแตกต่างจากปกติแอบแฝงอยู่ในตัวรวมทั้งสามารถถ่ายทอดไปยังบุตรหลานต่อไป เรียกว่า พาหะธาลัสซีภรรยา  เหตุเพราะความผิดแปลกทางพันธุกรรมมีได้มากมายลักษณะ โรคนี้ก็เลยแบ่งได้ 2 กรุ๊ป อย่างเช่น แอลฟาทาลัสซีเมีย (alpha-thalassemia) รวมทั้งเบตาทาลัสซีเมีย (beta-thalassemia) ซึ่งเกี่ยวโยงกับความแตกต่างจากปกติของยีนในการควบคุมการผลิตโปรตีนโกลบินจำพวกแอลฟาแล้วก็เบตาตามลำดับ 2 กลุ่มนี้ ยังสามารถแบ่งเป็นจำพวกย่อยๆได้อีกหลายชนิด ซึ่งมีความร้ายแรงมากมายน้อยแตกต่างกันไป ซึ่งเป็นผลจากการจับคู่ระหว่างยีนแตกต่างจากปกติประเภทต่างๆดังเช่น หากใครกันแน่รับการถ่ายทอดสารพันธุกรรมชนิด อัลฟา - ธาลัสซีภรรยา หรือ เบต้า - ธาลัสซีภรรยา มาจากพ่อหรือคุณแม่เพียงฝ่ายเดียว ก็นับว่าผู้นั้นเป็นพาหะอัลฟาธาลัสซีเมีย พาหะฮีโมโกลบินคอนแสตนสปริงค์ พาหะเบต้าธาลัสซีภรรยา หรือพาหะฮีโมโกลบินอี แต่ถ้าผู้ใดกันได้รับการถ่ายทอดสารพัดธุกรรมชนิด อัลฟา - ธาลัสซีเมีย หรือชนิด เบต้า - ธาลัสซีเมีย มากมายจากอีกทั้งพ่อแล้วก็แม่ ก็ถือว่าผู้นั้นเป็น
โรคธาลัสซีภรรยา เช่น โรคฮีโมโกลบินเฮช โรคฮีโมโกลบินบาร์ท โรคเบต้าธาลัสซีภรรยา หรือ โรคเบต้าธาลัสซีภรรยาฮีโมโกลบิน ฯลฯ
                สรุปได้ว่าเพราะธาลัสซีภรรยาเป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม จึงมีความหมายว่า บิดาหรือแม่ของผู้เจ็บป่วยบางทีอาจเป็นโรคธาลัสซีเมียหรือเป็นพาหะและส่งต่อพันธุกรรมเหล่านี้มายังลูก ผู้ที่ได้รับกรรมพันธุ์หรือยีนจากพ่อหรือแม่เพียงแต่ฝ่ายเดียวเรียกว่าธาลัสซีภรรยาแฝง ไม่นับว่าเป็นโรค โดยผู้ที่เป็นธาลัสซีภรรยาซ่อนเร้นจะไม่เกิดอาการอะไรก็แล้วแต่แต่ว่าสามารถเป็นพาหะและส่งต่อยีนนี้ไปสู่รุ่นถัดไปได้
ช่องทางเสี่ยงที่บุตรจะเป็นโรคธาลัสซีภรรยาจากพันธุกรรม

  • ถ้าบิดาหรือแม่ฝ้ายข้างใดข้างหนึ่งเป็นพาหะของโรค ส่วนอีกฝ่ายธรรมดาบริบูรณ์ดี ช่องทางที่ลูกจะเป็นพาหะพอๆกับ 50% รวมทั้งโอกาสที่บุตรจะเป็นปกติสมบูรณ์พอๆกับ 50%
  • ถ้าเกิดอีกทั้งบิดาและก็แม่ต่างฝ่ายต่างเป็นพาหะของโรค จังหวะที่บุตรจะเป็นพาหะเท่ากับ 50%, จังหวะที่ลูกจะเป็นโรคธาลัสซีภรรยาเท่ากับ 25% รวมทั้งโอกาสที่บุตรจะปกติบริบูรณ์พอๆกับ 25%
  • ถ้าบิดาหรือแม่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นพาหะของโรค ส่วนอีกข้างเป็นโรคธาลัสซีภรรยา ช่องทางที่ลูกจะเป็นพาหะพอๆกับ 50% และก็ช่องทางที่ลูกจะเป็นโรคธาลัสซีเมียเท่ากับ 50%
  • ถ้าทั้งยังพ่อแล้วก็แม่ต่างฝ่ายต่างเป็นโรคธาลัสซีเมีย ช่องทางที่ลูกจะป่วยเป็นโรคธาลัสซีภรรยาเท่ากับ 100%


ยิ่งกว่านั้นธาลัสซีเมียแต่ละจำพวกยังปรากฏเอกลักษณ์อีกหลายประการ ซึ่งทำให้เกิดความร้ายแรงของอาการในระดับที่แตกต่างกันอีกด้วย
ลักษณะโรคธาลัสซีภรรยา
โรคทาลัสซีเมียจำพวกที่ร้ายแรงที่สุด เช่น โรคเฮโมโกลบินบาร์ตไฮดคอยปส์ฟีทัลลิส (haemoglobin Bart’s hydrops fetalis) เกิดจากยีนที่สร้างโกลบินชนิดแอลฟาขาดหายไปทั้งสิ้น ทำให้ไม่สามารถที่จะสร้างโกลบินจำพวกแอลฟา ซึ่งเป็นโกลบินที่สำคัญที่สุดได้เลย แม้กระนั้นจะสร้างเฮโมโกลบินบาร์ตแทนทั้งผอง ซึ่งจะจับออกซิเจนไว้เอง ไม่ปล่อยให้แก่เยื่อ ทำให้คนที่เป็นโรคนี้มีความผิดปกติตั้งแต่เป็นลูกในท้องมารดา โดยเด็กทารกมีลักษณะอาการบวมน้ำจากสภาวะซีดเผือดร้ายแรง ส่วนใหญ่จะเสียชีวิตตั้งแต่ในครรภ์ ส่วนน้อยเสียชีวิตขณะคลอดหรือหลังคลอด
เพียงแค่เล็กๆน้อยๆ เด็กทารกจะมีอาการซีดเผือด บวม พุงโล ตับและม้ามโต คุณแม่ที่ตั้งท้องทารกที่เป็นโรคนี้ มักจะมีภาวะครรภ์เป็นพิษสอดแทรก ชอบมีการคลอดไม่ดีเหมือนปกติ และก็ตกเลือดก่อนหลังคลอด
โรคทาลัสซีเมียที่มีอาการร้ายแรงปานกลางถึงร้ายแรงมาก  ส่วนใหญ่เป็นอนุภาคเบตาทาลัสซีเมียประเภทโฮโมไซกัส (homozygous beta-thalassemia) และนิดหน่อยของบีตาทาลัสซีเมียประเภทเฮโมโกลบินอี (beta-thalassemia/heamoglobim E) เกิดขึ้นจากความแปลกของยีนที่สร้างโกลบินจำพวกบีตา คนป่วยกลุ่มนี้เมื่อแรกเกิดมีลักษณะปกติ ไม่ซีดเซียว จะซีดตั้งแต่อายุ 2-3 เดือน (ในกลุ่มอาการรุนแรงมากมาย) หรือเมื่ออายุเป็นปีไปแล้ว (ในกรุ๊ปร้ายแรงปานกลาง) อาการสำคัญคือ ซีด เหลือง ตับโต ม้ามโต ตัวเล็กแคระ น้ำหนักน้อยไม่สมอายุ เป็นหนุ่มเป็นสาวช้า บริเวณใบหน้าแปลก (ดังที่เรียกว่า หน้าทาลัสซีเมีย) กลุ่มที่มีอาการร้ายแรงมากมาย ถ้าหากมิได้รับการรักษาจะแก่สั้น (50%  เสียชีวิตภายในช่วงเวลา 10 ปี รวมทั้ง 70% เสียชีวิตด้านใน 25 ปี)  ส่วนกลุ่มที่อาการร้ายแรงปานกลางอาจมีอายุยืนยาวจนกระทั่งเป็นผู้ใหญ่สามารถแต่งงานมีบุตรหลานได้
โรคทาลัสซีเมียที่มีลักษณะน้อย ส่วนใหญ่เป็น โรคเฮโมโกลบินเอช (haemoglobin H disease ซึ่งอยู่ในกลุ่มแอลฟาทาลัสซีเมีย) และก็เล็กน้อยของเบตาทาลัสซีเมียชนิดมีฮีโมโกลบินอี คนไข้มีภาวะซีดนิดหน่อยเหลืองน้อย ม้ามไม่โตหรือโตเพียงเล็กน้อย การเจริญเติบโตออกจะธรรมดา ลักษณะบริเวณใบหน้าปกติ (ไม่เป็นทาลัสซีเมีย) สุขภาพออกจะแข็งแรงแล้วก็อายุยืนยาวตัวอย่างเช่นคนธรรมดา
โดยปกติมักไม่ต้องมาพบแพทย์และไม่จึงควรได้รับเลือดรักษา ผู้เจ็บป่วยเยอะมากๆไม่เคยรู้ว่าตัวเองเป็นโรคนี้ รวมทั้งบางทีอาจได้รับการวิเคราะห์เมื่อมาพบหมอด้วยปัจจัยอื่น หรือเมื่อมีภาวะแทรกซ้อน คนไข้ฮีโมโกลบินเอชบางครั้งบางคราวบางทีอาจเกิดภาวะเม็ดเลือดแดงแตกเฉียบพลัน (acute hemolysis) ซึ่งมักเกิดขึ้นเมื่อมีไข้จากการตำหนิดเชื้อ ผู้ป่วยจะมีลักษณะอาการซีดเผือดลงอย่างเร็วและก็ร้ายแรงจนจำต้องได้รับเลือด
กลุ่มบุคคลที่เสี่ยงที่จะเป็นโรคธาลัสซีภรรยา พสกนิกรไทยเป็นพาหะสูงถึงจำนวนร้อยละ 35 หากมีญาติเป็นธาลัสซีภรรยา อัตราเสี่ยงที่จะเป็นพาหะจะยิ่งมากขึ้น สามีภรรยาที่เป็นพาหะทั้งคู่อาจมีบุตรเป็นโรคธาลัสซีภรรยาได้ เพราะฉะนั้นคนที่มีโอกาสเป็นโรคธาลัสซีภรรยา หรือพาหะธาลัสซีเมียจะมีประวัติแล้วก็อากาต่างๆดังนี้
คนที่มีโอกาสเป็นโรคหรือพาหะคือ

  • ตัวซีดเซียว แล้วก็อาจตรวจเจอตับม้ามโตร่วมด้วย
  • ตัวซีดเผือดลงอย่างเร็วเมื่อมีการป่วยไข้อย่างรุนแรง
  • มีประวัติคนในครอบครัวตัวซีด ตับม้ามโต
  • เคยมีลูกเป็นพาหะ หรือโรคธาลัสซีเมีย
  • เคยมีบุตรเสียชีวิตในครรภ์เพราะว่าสภาวะเด็กทารกบวมน้ำ
  • ตรวจพบขนาดเม็ดเลือดแดงเล็กมากยิ่งกว่าปกติ (MCV < 80 fL.)
  • ตรวจเลือด Osmotic fragility test (OF) ได้ผลบวกและก็ Dichlorophenolindolphenol precipitation test (DCIP) ให้ ผลบวก


           หากท่านมีข้อบ่งชี้อาการข้อใดข้อหนึ่งตามที่กล่าวมา ก็ควรจะตรวจวิเคราะห์ยืนยันว่าเป็นโรคหรือพาหะโรคธาลัสซีเมียหรือเปล่า รวมถึงคู่ที่กำลังจะแต่งงาน รวมทั้งวางแผนเพื่อมีบุตรหรือกำลังมีท้องอ่อนๆก็ควรได้รับการตรวจด้วยเหมือนกัน เพื่อประเมินตนเองและโอกาสเสี่ยงต่อโรคหรือพาหะของลูกในท้อง
กรรมวิธีการรักษาโรคธาลัสซีภรรยา การวินิจฉัยหมอจะวินิจฉัยพื้นฐานจากความเป็นมาคนเจ็บมีอาการซีดเหลืองมาตั้งแต่เล็ก แล้วก็บางทีอาจพบว่ามีพ่อแม่พี่น้องคนใดคนหนึ่งเป็นโรคนี้ด้วย
นอกเหนือจากนี้ ยังต้องตรวจร่างกายของคนเจ็บว่าผู้ป่วยมีตับโต ม้ามโต พุงป่อง รูปร่างผอมรวมทั้งเล็กไม่สมอายุ กล้ามเนื้อลีบและก็แขนเล็ก ผิวหนังคล้ำออกเป็นสีเทาอมเขียว ใบหน้าแปลก เป็นต้นว่า กะโหลกศีรษะนูนเป็นพู หน้าผากโหนก ตาห่าง ดั้งแบน โหนกแก้มสูง คางรวมทั้งขากรรไกรกว้าง ฟันบนยื่น ฟันไม่สบกัน ฟันเรียงตัวไม่ดีเหมือนปกติ ตามที่เรียกว่า “หน้าทาลัสซีเมีย” หรือไม่ อาการรวมทั้งลักษณะทางคลินิกของคนป่วยเป็นข้อมูลที่สําคัญในการวินิจฉัยโรคแต่ว่ามีผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียบางชนิด อาการอาจไม่ร้ายแรงการตรวจทางห้องทดลองจึงมีความจําเป็นรวมทั้งสามารถช่วยแยกชนิดต่างๆของโรคได้ ซึ่งการตรวจทางห้องทดลอง ยกตัวอย่างเช่น การวิเคราะห์เลือด (complete blood count, CBC) เพื่อดูภาวการณ์ซีดเซียวค่าดัชนีเม็ดเลือดแดง (red cell indices) แล้วก็ลักษณะ เม็ดเลือดแดง (morphology) เป็นสิ่งที่ช่วยสำหรับเพื่อการวินิจฉัยโรคได้เม็ดเลือดแดงบนสเมียร์เลือดของคนเจ็บ homozygous β-thalassemia, β-thalassemia/Hb E และก็ Hb H disease มีลักษณะติดสีจาง (hypochromia) ขนาดเล็ก(microcytic) และก็รูปร่างแตกต่างจากปกติ(poikilocytosis) เป็นต้น ค่าดัชนีเม็ดเลือดแดง MCV และก็ MCH มีขนาดเล็กกว่า ธรรมดารวมทั้งการตรวจเจอ inclusion body ในเม็ดเลือดแดง สามารถให้การวินิจฉัยโรคธาลัสซีภรรยาได้

การวิเคราะห์ธาลัสซีเมีย (definite diagnosis) จำเป็นต้องทําโดยการตรวจวิเคราะห์จำพวกของฮีโมโกลบิน (Hemoglobin analysis) โดยเครื่องตรวจอัตโนมัติชนิด high performance liquid chromatography (HPLC), low -pressure liquid chromatography (LPLC), หรือ hemoglobin electrophoresis เพื่อจําแนกจำพวกของโรคธาลัสซีภรรยาแล้วก็ฮีโมโกลบินไม่ดีเหมือนปกติให้แน่นอน
การดูแลและรักษาโรคโลหิตจางธาลัสซีภรรยาขึ้นกับความร้ายแรงของโรค สามารถจัดตามความร้ายแรงได้ดังต่อไปนี้

  • โรคธาลัสซีเมียประเภทรุนแรง (severe beta-thalassemia) เป็นมีระดับ baseline Hb ต่ำลงมากยิ่งกว่า 7.0 g/dl


(Hct<20%) ได่แก่ β-thal/ β-thal และก็ของ β-thal/Hb E disease ส่วนน้อย มีทางเลือกสำหรับการรักษาดังนี้

  • การเปลี่ยนถ่ายไขกระดูก(stem cell transplantation)
  • การให้เลือดมากพอที่จะหยุดการสร้างเลือด (high transfusion) แล้วก็ให้ยาขับธาตุเหล็ก (iron chelation) เมื่อมีการให้เลือดบ่อยครั้งจนเกิดภาวะเหล็กเกิน
  • ให้เลือดแบบช่วยเหลือ (low transfusion) ให้ยาขับธาตุเหล็กแล้วก็ตัดม้ามเมื่อม้ามโตจนกระทั่งแทรกอวัยวะอื่นในช่องท้องหรือมีภาวะม้ามทำงานมากเหลือเกิน
  • โรคธาลัสซีเมียจำพวกรุนแรงปานกลาง (moderately severe thalassemia) เป็นหรูหรา baseline Hb ระหว่าง 7-9 g/dl (Hct 20- 27 %) ดังเช่นว่าคนป่วย β-thal/ Hb E จำนวนมาก, ผู้เจ็บป่วย β-thal/ β-thal บางราย แล้วก็ Hb H diseaseบางราย มีทางเลือกสำหรับการรักษา ดังนี้
  • ให้เลือดมากพอที่จะระงับการผลิตเลือดแล้วก็ให้ยาขับธาตุเหล็ก (high transfusion + iron chelation)
  • ใหเลือดแบบประคับประคอง (low transfusion) หรือเมื่อมี acute hemolysis รวมทั้งการตัดม้ามเมื่อมีอาการตามข้อ 1
  • โรคธาลัสซีภรรยาจำพวกร้ายแรงน้อย (mild thalassemia) หรูหรา baseline Hb > 9 g/dl (Hct > 27 %) เช่น Hb H disease ส่วนมาก Hb A-E-Bart’s disease, Homozygous Hb CS,  β-thal/ Hb E ควรให้การรักษาโดยให้เลือดต่อเมื่อมีacute hemolysis ยกตัวอย่างเช่น ซีดเผือดมากมายเนื่องตกมีเม็ดเลือดแดงแตกกะทันหัน ซึ่งพบบ่อยเมื่อมีการติดเชื้อ
  • โรคธาลัสซีภรรยาประเภทไม่มีอาการหรือธาลัสซีเมียซ่อนเร้น (Asymptomatic) เช่น Homozygous α-thal 2, Homozygous Hb E, และก็ธาลัสซีเมียแฝง ไม่จําเป็นต้องตรวจรักษาเป็นพิเศษ ไม่จําเป็นต้องได้ทานยา ควรจะได้รับคําแนะนําหารือด้านพันธุศาสตร์ ควรได้รับการตรวจสุขภาพตามระบบปกติ


การติดต่อของโรคธาลัสซีเมีย เพราะโรคธาลัสซีเมียเป็นโรคโบหิตจางที่เกิดจากการถ่ายทอดทางชนิดกรรมหรือพันธุกรรมซึ่งไม่มีการติดต่อของโรคนี้ จากคนสู่คน หรือจากสัตว์สู่คนอะไร
การกระทำตนเมื่อป่วยด้วยโรคธาลัสซีเมีย คนที่ตรวจเจอว่าเป็นพาหะโรคโลหิตจางธาลัสซีภรรยา สามารถใช้ชีวิตเสมือนคนปกติ ไม่มีความจำเป็นต้องรับประทานยาอะไรก็ตามแม้กระนั้นผู้ที่เป็นโรคโลหิตจางธาลัสซีเมียจะมีลักษณะของโรคแตกต่างกัน บางคนตัวซีดเผือดมากมาย ตับม้ามโตมาก อาจจะจำเป็นต้องได้รับการให้เลือดแล้วก็ยาขับธาตุเหล็กส่วนเกินออกมาจากร่างกายเป็นช่วงๆหรือผ่าตัดม้ามออกเพื่อลดการทำลายเม็ดเลือดแดง ส่วนบางคนจะมีอาการซีดเซียวไม่มาก จะรักษาตามอาการ สามารถให้รับประทานกรดโฟลิก แต่ว่าไม่มีความจำเป็นที่ต้องให้ยาบำรุงเลือด (ธาตุเหล็ก) เนื่องด้วยมีธาตุเหล็กใน ร่างกายเกินปกติอยู่แล้ว ส่วนการปฏิบัติตนของคนไข้และการดูแลผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียควรปฏิบัติอย่างแม่นยำ รวมทั้งเหมาะสมกับสภาพลักษณะโรคดังนี้

  • รักษาความสะอาดของร่างกาย ปาก ฟัน เนื่องจากว่าคนเจ็บจะมีร่างกายอ่อนแอติดเชื้อได้ง่าย และก็ควรจะไปตรวจฟันกับทันตแพทย์ ทุก 6 เดือน เนื่องจากฟันจะผุง่ายดายยิ่งกว่าคนปกติ
  • ไปพบหมอตามนัดทุกหน ทำตามที่หมอเสนอแนะ แม้มีเรื่องที่น่าสงสัยควรขอคำแนะนำหมอ
  • ไม่สมควรเปลี่ยนสถานที่รักษาบ่อยๆเนื่องจากว่าจะทำให้การดูแลรักษาไม่ตลอด
  • เมื่อเป็นไข้ ควรเช็ดตัวลดไข้ และก็ให้ดื่มน้ำมากมายๆถ้าเกิดไข้สูงมากมายควรรับประทานยาลดไข้พาราเซตามอลแล้วก็รีบไปพบหมอแม้ว่าจะไม่ใช่วันนัด เพราะไข้อาจจะเกิดขึ้นได้ก็เพราะการติดเชื้อ ซึ่งจะก่อให้ซีดลงมากหรือก่อปัญหาร้ายแรงได้
  • คุ้มครองป้องกันอุบัติเหตุที่จะทำให้เสียเลือด หรือกระดูกหัก เพราะว่าผู้เป็นโรคธาลัสซีภรรยามีภาวะซีดเผือดและก็กระดูกจะเปราะหักง่าย ควรจะออกกำลังกายตามสมควรกับสภาพร่างกาย และพึงระวังการถูกกระแทกที่บริเวณท้องด้วยเหตุว่าจะก่อให้เกิดอันตรายต่อตับแล้วก็ม้ามที่โตได้
  • ควรพักผ่อนอย่างพอเพียง ในภาวะป่วยไข้ควรจะดูแลให้ได้พักผ่อนมากยิ่งกว่าเดิม
  • ไม่สมควรซื้อยาบำรุงเลือดมากินเอง ด้วยเหตุว่าอาจเป็นยาที่มีธาตุเหล็กซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่เป็นโลหิตจางจากภาวการณ์ขาดธาตุเหล็ก แต่เป็นอันตรายต่อคนเจ็บทาลัสซีเมียที่มีภาวการณ์เหล็กเกินอยู่แล้ว
  • ไม่ควรรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง ตัวอย่างเช่น เลือดหมูเลือดไก่ เครื่องในสัตว์ตับ
  • กินยาเสริมโฟเลท วันละ 1 เม็ด เพราะโฟเลทเป็นสารที่จําเป็นสำหรับเพื่อการสร้างเม็ดเลือดแดง เพราะร่างกายมีการสร้างเม็ดเลือดแดงมากยิ่งกว่าปกติเพื่อมาชดเชยเม็ดเลือดแดงที่อายุสั้นลง
  • หลบหลีกการทำงานหนัก หรือการเล่นกีฬาที่ร้ายแรง


o             ให้ความรักเอาใจใส่ ให้กำลังใจ เนื่องจากว่าโรคนี้เป็นโรคเรื้อรัง ควรจะผลักดันให้ผู้เจ็บป่วยได้ดำเนินชีวิตตามเดิม ไม่ห่อเหี่ยวต่อการเจ็บป่วย
o             รับประทานอาหารให้ครบ ๕ กลุ่ม มีโปรตีนสูง (ดังเช่น เนื้อสัตว์ นม ไข่ เต้าหู้ ถั่วต่างๆ) แล้วก็มีสารโฟเลตสูง (พืชผักต่างๆ) เพื่อใช้สำหรับในการสร้างเม็ดเลือดแดงโดย
อาหารที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยโรคธาลัสซีภรรยามีลักษณะดังต่อไปนี้ คนเจ็บโรคธาลัสซีเมียโดยทั่วไปมักจะมีการเจริญวัยของร่างกายน้อยกว่าปกติ มีภูมิต้านทานต่ำแล้วก็ความหนาแน่นของมวลกระดูกน้อย เพราะฉะนั้นอาหารที่เหมาะสมกับผู้เจ็บป่วยธาลัสซีเมีย เป็นอาหารที่มีโปรตีนสูง เป็นต้นว่า เนื้อปลาสมุทร เนื้อไก่ เมล็ดพืชต่างๆได้แก่ ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ข้าวซ้อมมือ ข้าวบาเลย์ ฯลฯ อาหารทีมีกรดโฟลิก (Folic acid) สูง เพื่อช่วยสำหรับเพื่อการสร้างเม็ดเลือดแดง ตัวอย่างเช่น ตำลึง กะหล่ำ มะเขือเทศ คะน้า ถั่วงอก เป็นต้น อาหารที่มีแคลเซียม แมกนีเซียม และวิตามินดีสูงเพื่อปกป้องภาวการณ์กระดูกพรุน ดังเช่น ผลิตภัณฑ์นม ใบย่านาง ใบชะพลู ใบแค ใบยอ ผักโขม ใบสะระแหน่ ผักหวาน ฟักอ่อน ใบตำลึง ผักกวางตุ้ง ผลไม้ เช่น ส้มเขียวหวาน มะขามหวาน มะม่วงแก้วสุก ยิ่งกว่านั้นควรจะกินอาหารที่มีวิตามินเอ วิตามินอีรวมทั้งวิตามินซีสูง เพื่อช่วยลดภาวการณ์การเกิดอนุมูลอิสระภายในร่างกายจากการที่เม็ดเลือดแดงแตกง่าย เช่น มะละกอ ฟักทอง เสาวรส ฝรั่ง มะยม ผักหวาน ฯลฯ
การปกป้องตนเองจากโรคธาลัสซีภรรยา โรคโลหิตจางธาลัสซีภรรยาเป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม แนวทางคุ้มครองที่ดีที่สุดคือ

  • ขอความเห็นหมอเพื่อตรวจเลือดก่อนสมรส หรืออย่างช้าก่อนมีบุตร ว่าตนเป็นพาหะหรือไม่
  • สำหรับคนที่เป็นพาหะที่มีความเสี่ยงต่อการมีบุตรเป็นโรคทาลัสซีเมียรุนแรง ควรแนะนำทางเลือกในการคุ้มครองไม่ให้มีบุตรเป็นโรคนี้ ดังนี้ คนที่ยังมิได้แต่งงาน ทางเลือกเป็น เลือกคู่สมรสที่ไม่เป็นพาหะมีโอกาสเสี่ยงต่อการมีลูกเป็นโรคนี้ หากคู่ควงเป็นพาหะด้วยกันแล้วก็เสี่ยงต่อการมีลูกเป็นโรคนี้ ทางเลือกคือ การคุมกำเนิดไม่ให้มีลูก การรับลูกบุญธรรมมาเลี้ยง ใช้การผสมเทียม หรือเทคโนโลยีการเจริญวัยอื่นๆ
  • ฝากครรภ์เมื่อทราบว่ามีท้อง เพื่อหมอจะได้ตรวจวิเคราะห์ลูกในท้องว่าธรรมดาหรือไม่
  • ควรจะชี้แนะให้เครือญาติ ญาติพี่น้อง ไปตรวจเลือด โดยแนวทางพิเศษว่าเป็นพาหะไหม และขอความเห็นหมอก่อนสมรส เพื่อวางแผนครอบครัวอย่างเหมาะสมถัดไป
  • รณรงค์ให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องทาลัสซีเมียแก่สามัญชน โดยเฉพาะ ชายหญิงวัยเจริญพันธุ์


สมุนไพรที่สามารถรักษา/ทุเลาลักษณะของโรคธาลัสซีเมีย โรคธาลัสซีเมียเป็นโรคที่มีภาวะเลือดจากเรื้อรังจากความไม่ปกติทางด้านกรรมพันธุ์ ซึ่ง ณ.ขณะนี้ไม่มีแถลงการณ์ว่ามีสมุนไพรชนิดใดที่ใช้รักษาโรคธาลัสซีภรรยาที่สำเร็จอย่างเป็นจริงเป็นจัง แต่มีรายงานการศึกษาเรียนรู้วิจัยรวมทั้งทดสอบที่น่าสนใจเกี่ยวกับ ขมิ้นชัน กับโรคธาลัสซีภรรยา ดังนี้
สำหรับการทดลองทางสถานพยาบาลของขมิ้นชัน ในคนไข้ธาลัสซีภรรยา เริ่มจาก จากคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ได้ทดลองให้คนป่วยเบต้าธาลัสซีภรรยา/ ฮีโมโกลบินอีรับประทานแคปซูลสารสกัดขมิ้นชัน วันละ 2 แคปซูล ต่อเนื่องกัน นาน 3 เดือน พบว่าช่วยลดสภาวะที่มีอนุมูลอิสระสูง(oxidative stress) ลงได้รวมทั้งมีอีกการทดลองที่ทำการทดลองจากภาควิชาแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่าเมื่อให้แคปซูลสารสกัดขมิ้นชันวันละ 2 แคปซูลแก่ผู้ป่วยธาลัสซีเมียเด็กชนิดเบต้าธาลัสซีภรรยา/ฮีโมโกลบินอี พบว่าคนป่วย 5 คนภายใน 8 คน แก่ของเม็ดเลือดแดงนานขึ้น ซึ่งในการทดสอบทั้งคู่ครั้งไม่เจออาการข้างๆอะไรก็แล้วแต่ที่เกิดขึ้นมาจากแคปซูลสารสกัดขมิ้นชัน นอกจากนี้ผลการศึกษาในหลอดทดลองของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ชี้ให้เห็นว่าเคอร์คูไม่นอยด์สามารถลดระดับของเหล็กรูปที่มิได้จับกับทรานสิเฟอร์ริน (non-transferrin bound iron, NTBI) ในพลาสม่าของผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียจำพวกเบต้าธาลัสซีภรรยา และยังเสริมฤทธิ์ของยาขับเหล็กในการลดเหล็กรูป NTBI ได้อีกด้วยและขณะนี้ยังมีการศึกษาค้นคว้าทางคลินิกประเด็นการใช้แคปซูลสารสกัดขมิ้นชันในคนไข้ธาลัสซีภรรยา อีกหลายโรงหมอ  ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสมุนไพรนี้ จะได้รับการค้นคว้าต่อยอดให้เป็นสมุนไพรที่ใช้คุ้มครอง/รักษาโรคธาลัสซีเมียได้อย่างมีประสิทธิภาพถัดไป
เอกสารอ้างอิง

  • แนวทางการวินิจฉัยและการรักษาโรคโลหิตจากธาลัสซีเมีย พ.ศ.2549.มูลนิธิโรคโลหิตจากธาลัสซีเมียแห่งประเทศไทย.แก้ไขครั้งที่2/7 กันยายน 2548.หน้า1-16
  • นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.ทาลัสซีเมีย.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่397.คอลัมน์สารานุกรมทันโรค.พฤษภาคม.2555
  • ผศ.นพ.อนุวัฒน์ สุตัณฑวิบูลย์.เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคธาลัสซีเมีย.ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา.คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Fung EB, Xu Y, Trachtenberg F, Odame I, Kwiatkowski JL, Neufeld EJ, et al. Inadequate dietary intake in patients with thalassemia. Journal of the Academy of Nutrition and Dietetics. 2012;112(7):980-90.
  • Fung EB, Xu Y, Trachtenberg F, Odame I, Kwiatkowski JL, Neufeld EJ, et al. Inadequate dietary intake in patients with thalassemia. Journal of the Academy of Nutrition and Dietetics. 2012;112(7):980-90.
  • Fung EB, Xu Y, Trachtenberg F, Odame I, Kwiatkowski JL, Neufeld EJ, et al. Inadequate dietary intake in patients with thalassemia. Journal of the Academy of Nutrition and Dietetics. 2012;112(7):980-90.
  • Fung EB, Xu Y, Trachtenberg F, Odame I, Kwiatkowski JL, Neufeld EJ, et al. Inadequate dietary intake in patients with thalassemia. Journal of the Academy of Nutrition and Dietetics. 2012;112(7):980-90.
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป “ทาลัสซีเมีย (Thalassemia)”.  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 728-734.
  • พีระพล วอง.ความรู้เกี่ยวกับโรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย:ข้อแตกต่างระหว่าคนที่เป็นพาหนะและคนที่เป็นโรค.กรกฎาคม.2548
  • ธาลัสซีเมีย-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก http://www.disthai.com/
  • ศ.เกียรติคุณ พญ.วรวรรณ ตันไพจิตร.โรคธาลัสซีเมีย.สาขาวิชาโลหิตวิทยา ภาควิชา กุมารเวชศาสตร์.คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป “ทาลัสซีเมีย (Thalassemia)”.  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 728-734.
  • พีระพล วอง, พิริยา ถนอมรัตน์, สุชิลา ศรีทิพยวรรณ, ประวิทย์เตติวัฒน, แน่งน้อย เจิมนิ่ม, หนึ่งฤทัย นิ่มนุช, สุขุมาล นิยมธรรม, ต่อพงศ์สงวนเสริมศรี. ความชุกของธาลัสซีเมียเทรตจากการตรวจคัดกรองใน หญิงตั้งครรภ์ของจังหวัดพิษณุโลก. วารสารโลหิตวิทยาและเวชศาสตร์บริการโลหิต 2547; 14 (3): 181-6.
  • Fung EB. Nutritional deficiencies in patients with thalassemia. Annals of the New York Academy of Sciences. 2010;1202:188-96.


ดร.ชฎก พิศาลพงศ์.แคปซูลสารสกัดขมิ้นชัน.มูลนิธิโรคโลหิตจางธาลัสซีเมียแห่งประเทศไทย.

6

โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer Disease)
โรคอัลไซเมอร์เป็นยังไง โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s disease) เป็นเยี่ยมในโรคสมองเสื่อมที่พบบ่อยที่สุด โรคนี้ศึกษาและทำการค้นพบหนแรกโดยจิตแพทย์ชาวเยอรมันชื่อ Alois Alzheimer ในปี พ.ศ. 2499 ซึ่งมีต้นเหตุจากการเสียชีวิตของเซลล์สมอง ทำให้แนวทางการทำงานของสมองเสื่อมลง กระทั่งส่งผลเสียต่อกิจวัตรที่ทำเป็นประจำของคนเจ็บ ในช่วง 8 -10 ปี ภายหลังเริ่มมีอาการและไม่ได้รับการรักษาผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์จะมีอาการโรคสมองเสื่อมรุนแรงเพิ่มขึ้น
            โดยโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer,s disease, AD) นี้มีรูปทรงคิดเป็นปริมาณร้อยละ 50 ของผู้เจ็บป่วยภาวะสมองทั้งหมด จะมีลักษณะอาการหลงลืม โดยจะลืมเรื่องที่พึ่งจะเกิดขึ้นใหม่ๆในชีวิตประจำวัน ดังเช่น ลืมว่าวันนี้ทานอาหารรุ่งเช้าหรือยัง ลืมว่าเคยพบคนใดกันในวันนี้ ถูกใจพูดซ้ำ ถามคำถามซ้ำ ปัญญาความฉลาดหลักแหลมต่ำลง ทักษะต่างๆเริ่มสูญเสียไป การดำเนินของโรคจะค่อยๆเป็น ค่อยๆไป และก็ย่ำแย่ลงไปเรื่อยๆซึ่งเป็นโรคที่ไม่อาจจะรักษาให้หายขาดได้
            ในปี ค.ศ.2007 มีการกล่าวว่าอเมริการมีผู้เจ็บป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer,s disease, AD) มากถึง 5 ล้านคน รวมทั้งจะมากขึ้นเรื่อยๆเป็น 16 ล้านคน ในอีก 40 ปีด้านหน้า ในประเทศทางแถบซีกโลกตะวันตก พบว่าโรคอัลไซเมอร์จะเกิดกับคนสูงอายุเป็นส่วนมาก โดยอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคมากขึ้นตามอายุ จากบุคคลที่มีอายุ 60-64 ปี มีอัตราเสี่ยงประมาณ 1-3% บุคคลที่มีอายุมากยิ่งกว่า 65 ปี มีอัตราเสี่ยง 6-8% รวมทั้งเพิ่มขึ้นเป็น 30-40% ในบุคคลที่อายุมากกว่า 85 ปี
สิ่งที่ทำให้เกิดโรคอัลไซเมอร์ มูลเหตุแล้วก็การดำเนินโรคของโรคอัลไซเมอร์ยังไม่เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วนักในปัจจุบัน งานศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยบ่งชี้ว่าโรคนี้มีความข้องเกี่ยวกับองค์ประกอบเหมือนคราบในสมองที่เรียกว่า พลาก (plaque) และแทงเกิล (tangle)  รวมทั้งความแตกต่างจากปกติที่ส่งผลโดยตรงต่อสมอง ซึ่งเป็นศูนย์การสื่อสารที่น่าประหลาดสำหรับเพื่อการควบคุมความรู้สึก และก็การตอบสนอง การสื่อสารที่สำคัญต่างๆในร่างกายจะถูกส่งผ่านสมอง โดยมีสารเคมีที่เรียกว่า สารสื่อประสาท (NEURO-TRANMITTER) เป็นตัวสื่อสาร สารนี้จะช่วยนำคำบัญชาจากสมองไปยังอวัยวะวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการดำเนินงานขึ้น สำหรับสารสื่อประสาทที่มีความหมายอย่าง  ยิ่งต่อความจำของคนเป็น สารอะเซติลโคลีน (Acetylcholine) ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าสารนี้ช่วยทำให้มนุษย์มีความเข้าใจในการจำ และถ้าในสมองมีสารนี้ลดลงมากจะก่อให้เซลล์สมองมีปัญหาสำหรับในการติดต่อสื่อสาร รวมทั้งพบว่าคนเจ็บโรคอัลไซเมอร์มีระดับของสารอะเซติลโคลีนน้อยลงเป็นอย่างมาก ซึ่งมั่นใจว่าเป็นเหตุทำให้ความสามารถในการจำและก็การใช้เหตุผลของคนป่วยลดน้อยลงตามไปด้วย  แล้วก็ยังมีสาเหตุอื่นๆอีกยกตัวอย่างเช่น ผู้เจ็บป่วยประมาณ 7% เป็นผลมาจากกรรมพันธุ์ รวมทั้งสามารถถ่ายทอดสู่ลูกหลานได้ ตำแหน่งความผิดปกติบนโครโมโซมที่เจอเด่นชัดแล้วว่ากระตุ้นให้เกิดโรคอัลไซเมอร์อยู่บนโครโมโซมคู่ที่ 21, 14, 1, รวมทั้ง 19 ผู้ที่มีความผิดธรรมดาของกรรมพันธุ์กลุ่มนี้ จะป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ที่อายุน้อยกว่าไม่ได้มีความผิดปกติทางพันธุกรรม ยิ่งกว่านั้นพบว่าในผู้ป่วยโรคกรุ๊ปอาการดาวน์ (Down’s syndrome) ซึ่งมีความผิดปกติเป็นมีสารพันธุบาปของโครโมโซมแท่งที่ 21 เกินมา แม้มีชีวิตอยู่เกิน 40 ปี จะมีอาการป่วยด้วยโรคอัลไซเมอร์ในที่สุด

ลักษณะโรคอัลไซเมอร์
ในระยะก่อนสมองเสื่อม (Predementia) อาการแรกสุดมักจะเข้าใจผิดว่าเกิดขึ้นเองจากความชรา หรือมีต้นเหตุจากสภาวะเครียด ความผิดพลาดที่เห็นได้ชัดเป็นการสูญเสียความทรงจำ คืออุตสาหะจำข้อมูลที่เรียนรู้เมื่อเร็วๆนี้ไม่ได้และไม่สามารถรับข้อมูลใหม่ๆได้ ในระยะก่อนออกอาการทางสถานพยาบาลนี้บางทีอาจเรียกอีกอย่างว่า ความบกพร่องทางการรู้นิดหน่อย (mild cognitive impairment)
สมองเสื่อมช่วงแรก (Early dementia) อาการเริ่มต้นมักเป็นการลืมเรื่องราวที่เพิ่มเกิดขึ้นใหม่ๆไม่นาน ในตอนที่ความจำเรื่องเก่าๆในอดีตจะยังดีอยู่ ผู้ป่วยบางทีอาจถามซ้ำเรื่องที่เพิ่มบอกไปหรือพูดย้ำเรื่องที่พึ่งจะเล่าให้ฟัง นอกจากยังอาจมีอาการอื่นๆได้แก่ วางของแล้วลืม ทำอะไรที่เคยทำประจำไม่ได้ งงงันเรื่อง วัน เวลา สถานที่ นึกคำบอกเล่าไม่ค่อยออกหรือใช้คำไม่ถูกๆแทน มีอารมณ์ พฤติกรรมและบุคลิกลักษณะที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม การตัดสินใจแย่ลง ไม่อาจจะมีความคิดเริ่มใหม่ๆได้ อาการต่างๆเหล่านี้จะค่อยเริ่มเปลี่ยน กระทั่งทำให้เกิดปัญหาต่อการทำงานรวมทั้งกิจวัตรที่ทำทุกๆวัน
สมองเสื่อมระยะปานกลาง (Moderate dementia) เมื่อลักษณะของโรคเริ่มพัฒนาถึงขนาดต่อมา คนเจ็บจะยิ่งมีปัญหาด้านความทรงจำ ผู้เจ็บป่วยมักจะต้องได้รับความช่วยเหลือเกื้อกูลสำหรับเพื่อการใช้ชีวิตประจำวัน เป็นต้นว่า การรับประทานอาหาร การอาบน้ำแต่งตัว และการเข้าห้องสุขาทำธุระส่วนตัว โดยอาการที่แสดงมากขึ้นอาจมีดังนี้
การจำชื่อของคนรู้จักกลายเป็นเรื่องยากมากเพิ่มขึ้นทุกที เพียรพยายามคิดชื่อเพื่อนฝูงรวมทั้งครอบครัวแต่นึกไม่ออก
เกิดภาวะงงงวยรวมทั้งสูญเสียการรับทราบด้านสถานที่ เวลา แล้วก็บุคคล ดังเช่นว่า หลงทาง หรือเดินไปเรื่อยเปื่อยโดยไม่รู้เรื่องวันเวลา
กระบวนการทำกิจวัตรที่ทำเป็นประจำทุกวันที่มีหลายขั้นตอนแปลงเป็นเรื่องยากขึ้น เช่น การแต่งตัว
มีความประพฤติหมกมุ่น ทำอะไรซ้ำๆหรือหุนหันพลันแล่น
ไม่สามารถที่จะศึกษาของใหม่ๆมีปัญหาสำหรับในการต่อกรกับเหตุการณ์ที่ไม่คุ้นเคย
มีอาการหลงทาง เชื่อในเรื่องที่ไม่เป็นความจริงอย่างสนิทใจ รวมทั้งอาจรู้สึกระแวงหรือสงสัยในเพศผู้ดูแลหรือครอบครัวของตนเอง
มีปัญหาเกี่ยวกับการพูดหรือการใช้ภาษาติดต่อสื่อสาร
มีปัญหาด้านการนอน
เกิดการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ อย่างเช่น อารมณ์ไม่คงเดิม แปรปรวนบ่อย มีภาวการณ์ซึมเซา หรือไม่สบายใจ หงุดหงิด กระวนกระวายใจเพิ่มขึ้นเรื่อย
ดำเนินการที่ต้องใช้การกะระยะได้ทุกข์ยากลำบาก
มีลักษณะจิตหลอน
สมองเสื่อมระยะในที่สุด (Advanced dementioa) ระยะที่ลักษณะโรคร้ายแรงขึ้นอย่างยิ่งกระทั่งนำความเศร้าเสียใจและไม่สบายใจมาให้บุคคลใกล้ชิด ในตอนนี้ผู้เจ็บป่วยอาจจำเป็นต้องได้รับการดูแลและก็ให้ความให้การช่วยเหลือตลอด ไม่ว่าจะเป็นการทานอาหาร การเคลื่อนไหว หรือการเข้าส้วม
อาการหลงผิดหรือจิตหลอนที่เป็นๆหายๆกลับยิ่งห่วยแตกลงเรื่อย
คนไข้อาจก่อกวน เรียกร้องความพอใจ และไม่ไว้ใจผู้คนรอบข้าง
กลืนและกินอาหารทุกข์ยากลำบาก
เปลี่ยนแปลงอิริยาบถหรือขยับเขยื้อนตนเองทุกข์ยากลำบาก จำต้องได้รับการช่วยเหลือ
น้ำหนักน้อยลงมาก แม้จะกินอาหารมากหรือพากเพียรเพิ่มน้ำหนักและตาม
มีอาการชัก
กลั้นเยี่ยวหรืออุจจาระไม่อยู่
ค่อยๆสูญเสียความรู้ความเข้าใจสำหรับในการกล่าวลงไปทีละน้อยๆจนกระทั่งไม่อาจจะติดต่อสื่อสารได้
มีปัญหาด้านความทรงจำในระยะสั้นรวมทั้งระยะยาวอย่างร้ายแรง
สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคอัลไซเมอร์
อายุ โดยภาวการณ์เสี่ยงจะเยอะขึ้น เมื่อมีอายุเพิ่มขึ้นเรื่อยๆโดยช่วงอายุระหว่าง 65-74 ปี พบว่าจะมีอัตราเสี่ยงโดยเฉลี่ย 3% ช่วงอายุระหว่าง 75-84 ปี พบว่ามีอัตราเสี่ยงสูงมากขึ้นเป็น 19%
กรรมพันธุ์ แล้วก็ กรุ๊ปอาการ Down Syndrome จากการเล่าเรียนพบว่าในฝาแฝดถึงแม้ หากฝาแฝดคนหนึ่งป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์แล้ว ฝาแฝดอีกคนหนึ่งจะมีภาวะความเสี่ยงสูงถึง 40-50% แล้วก็ยิ่งกว่านั้นถ้าหากว่ามีพี่น้องในครอบครัวมีอาการป่วยด้วยโรคอัลไซเมอร์ พบว่าก็จะช่องทางเสี่ยงในการเป็นเพิ่มสูงขึ้น ในเรื่องกรรมพันธุ์พบว่ามีการเปลี่ยนของยีนรวมทั้งในคนที่เป็น Down Syndrome ถ้าเกิดแก่ยืนถึง 40-50 ปี จะพบว่ามีภาวะโรคสมองเสื่อมเกิดขึ้นได้
สาเหตุทางสิ่งแวดล้อม ถึงแม้ว่ายีนจะเป็นเหตุที่บอกถึงอัลไซเมอร์ในคู่แฝดแท้ แม้กระนั้นอย่างไรก็ดีสภาพแวดล้อมก็น่าจะเป็นอีกต้นสายปลายเหตุหนึ่งที่เสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคอัลไซเมอร์ เพราะเหตุว่าพบว่าแฝดนั้นอาจได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคอัลไซเมอร์แตกต่างกันถึง 15 ปี และคนวัยชราชาวญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในฮาวายจะมีอัตราการเป็นอัลไซเมอร์สูงกว่าคนแก่ที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่น
การตรวจพบโปรตีนในยีนที่อยู่ในโครโมโซมคู่ที่ 19 ผลจากหายๆการศึกษาค้นคว้าวิจัยกล่าวว่า apolipoprotein E4 (APOE4) จะเพิ่มสภาวะการเสี่ยงต่อการเป็นโรคอัลไซเมอร์
การใช้ยาต้านทานการอักเสบที่ไม่ใช้สเตียรอยด์อย่างไม่บ่อยนัก จากการเรียนพบว่าผู้ที่ใช้ยาในกลุ่ม NSAIDS บ่อยๆ เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 2 ปี มีอัตราเสี่ยงลดลงถึง 30-60% ที่จะเป็นอัลไซเมอร์ งานศึกษาเรียนรู้วิจัยอีกขั้นหนึ่งกล่าวว่าหลังจากใช้ NSAIDS มากขึ้นพบว่า ภาวะการเปลี่ยนแปลงทางจิตแล้วก็อารมณ์น้อยลง
การใช้ไหมได้ใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจน ระยะสั้นในวัยหมดระดูจากหลายๆกรณีการศึกษาทำการค้นคว้าและวิจัย พบว่าหญิงในวัยหมดระดูที่ได้รับฮอร์โมนชดเชยสามารถคุ้มครองป้องกันหรือ ชะลอโรคอัลไซเมอร์ได้ โดยเหตุนั้นฮอร์โมนเอสโตรเจนอาจมีผลต่อการช่วยรักษาโรคนี้ได้
สภาวะขาดสารอาหารที่มีแอนตี้ออกซิแดนท์เป็นที่ชื่อกันว่า โมเลกุลออกซิเจน ภายในร่างกาย หรือ เรียกว่า Free radicles เป็นต้นต่อของการเกิดมะเร็งโรคไส้และก็ยังมีส่วนกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้สารอาหารที่มีสารแอนตี้ออกซิแดนท์เป็นส่วนประกอบ อย่างเช่น วิตามินเอ ซี อี ซีเลเนียม
สภาวะเกิดสมองกระเทือน มีหลักฐานที่เสนอแนะว่าการที่สมองได้รับการกระทบกระเทือนจนถึงทำให้หมดสติ จะมีผลกระตุ้นให้เกิดช่องทางเป็นอัลไซเมอร์สูงขึ้น
โรคเส้นโลหิตหัวใจ โรคนี้มีเหตุการเกิดมาจากความประพฤติการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม ทางที่ดีควรปรับเปลี่ยนด้วยการเลิกดูดบุหรี่ กินอาหารมีสาระ รักษาน้ำหนักให้ไม่มากเกิน ดื่มแอลกอฮอล์ให้ลดน้อยลง และก็ตรวจสุขภาพเป็นประจำ เพื่อคุ้มครองโรคหลอดเลือดหัวใจรวมทั้งโรคอัลไซเมอร์ไปในครั้งเดียวกัน เพศ (SeX) จากรายงานการเล่าเรียนทางระบาดวิทยา พบว่าเพศเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงของความเจริญของสภาวะโรคสมองเสื่อมด้วยเหมือนกัน โดยพบว่าเพศหญิงได้โอกาสเป็นโรคอัลไซเมอร์มากยิ่งกว่าผู้ชายถึง 3.5 เท่าการบริหารร่างกาย (Physical activity) จากรายงานการวิจัยหลายฉบับยืนยันได้ว่า การบริหารร่างกายในคนวัยชราจะช่วงเพิ่มความรู้ความเข้าใจในการศึกษา (cognitive function)  นอกเหนือจากนั้นยังช่วยลดความลดน้อยสำหรับในการเรียนรู้ (cognitive decline) ลงได้ เพราะฉะนั้นผู้ที่ไม่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอก็เลยได้โอกาสเป็นโรคอัลไซเมอร์ได้มากกว่าคนที่บริหารร่างกาย
วิธีการรักษาโรคอัลไซเมอร์  ในการตรวจพื้นฐานจะพินิจพิเคราะห์จากอาการที่คนไข้หรือคนสนิทแจ้งให้ทราบ แล้วก็ไต่ถามครอบครัวหรือคนรอบข้างของคนไข้เกี่ยวกับสุขภาพโดยรวม ประวัติสุขภาพ ความสามารถสำหรับในการดำเนินชีวิตทุกวัน พฤติกรรมรวมทั้งลักษณะนิสัยที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้ป่วย และก็ใช้การถามคำถามหรือทำแบบทดสอบความจำ การแก้ไขปัญหา การนับเลข หรือความสามารถทางด้านภาษา เพื่อตรวจทานลักษณะการทำงานของสมองในแต่ละส่วนแล้วก็พิจารณาว่าควรรับการตรวจเพิ่มหรือส่งให้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางตรวจรักษาถัดไปหรือไม่
โดยเหตุนี้เมื่อวิเคราะห์จากอาการได้แล้วว่าคนเจ็บมีสภาวะของความจำเสื่อมเกิดขึ้น ขั้นต่อไปแพทย์จะต้องตรวจหาสาเหตุของความจำเสื่อมนั้น โดยอาศัยการตรวจร่างกาย การตรวจทางห้องทดลองรวมทั้งการเอกซเรย์ต่างๆเพื่อการวินิจฉัยโรคที่เป็นสาเหตุของสูญเสียความทรงจำ และให้การรักษาที่ถูกต้องถัดไป เช่น การเจาะเลือดดูภาวการณ์ไทรอยด์ฮอร์โมน การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองเพื่อดูว่ามีเนื้องอกในสมอง มีเลือดออกใต้ชั้นเยื่อหุ้มสมองไหม ฯลฯ   หากการตรวจวิเคราะห์ไม่เจอมูลเหตุอื่นๆประกอบกับอาการและก็การทดสอบทางสมองและภาวะจิต เข้าเกณฑ์การวิเคราะห์ของโรคอัลไซเมอร์ จึงจะวิเคราะห์ว่าผู้เจ็บป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์    ในกรณีที่มีปัญหาสำหรับในการวินิจฉัย อาจจำต้องอาศัยการตัดชิ้นเนื้อสมองเพื่อการตรวจทางพยาธิวิทยา
ปัจจุบันนี้ยังไม่มีกรรมวิธีการรักษาโรคอัลไซเมอร์ให้หายขาด การดูแลและรักษาด้วยยาอาจช่วยรักษาอาการที่เป็นได้มากน้อยแตกต่างกันไป แต่ไม่มียาตัวไหนที่จะสามารถชะลอหรือหยุดการดำ เนินของโรคได้ แบ่งการดูแลและรักษาออกได้เป็น3 รูปแบบ ดังเช่น
การดูแลและรักษาด้วยยา แบ่งเป็น
การดูแลรักษาอาการจำอะไรไม่ค่อยได้ เดี๋ยวนี้มียาอยู่ 4 จำพวกที่ได้รับการรับรองจากคณะ ผู้ตัดสินของกินแล้วก็ยาที่สหรัฐฯ สำหรับในการประยุกต์ใช้กับผู้เจ็บป่วยโรคอัลไซเมอร์เป็นDonezpezil , Rivastigmin, Galantamine, และก็ Memantine มีการศึกษาเล่าเรียนพบว่า การใช้สารสกัดจากใบแปะก๊วย (Ginkgo biloba) ช่วยบรร เทาลักษณะของคนเจ็บได้ แม้กระนั้นก็ยังไม่มีการศึกษารับรองเด่นชัด บางการศึกษาพบว่าการให้วิตามินอี เสริมในขนาดสูงจะช่วยชะลอการตายได้ แม้กระนั้นก็อาจมีผลข้างเคียงต่อระบบหัวใจและหลอดเลือดได้
การดูแลและรักษาอารมณ์รวมทั้งการกระทำที่รุนแรง แล้วก็อาการประสาทหลอน โดยการใช้ยารักษาโรคจิตมารักษาตามอาการที่ปรากฏ
การดูแลและรักษาด้านจิตสังคม เป็นต้นว่า
การรักษาที่มุ่งเน้นการกระตุ้นสมอง ดังเช่น ศิลป์บำบัดรักษา ดนตรีบำบัด การบำบัดโดยอาศัยสัตว์เลี้ยง
การบำบัดด้วยการนึกถึงถึงเรื่องราวในอดีตกาล ได้แก่ การรวมกลุ่มทำกิจกรรมแลก เปลี่ยนประสบการณ์ในอดีตกาล การใช้รูป สิ่งของเครื่องใช้ในบ้าน ดนตรี ที่คนไข้รู้จักในอดีตกาลมาช่วยฟื้นฟูความจำ
การให้เข้าไปอยู่ภายในห้องที่เรียกว่า Snoezelen room ซึ่งเป็นห้องที่ดีไซน์ให้มีสิ่งแวดล้อมข้างในที่เหมาะกับกระบวนการกระตุ้นการรับรู้รวมทั้งความรู้สึกที่หลากหลาย ที่เรียกว่า Multisensory integration อันเช่น การมองเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การรับสัมผัส และการเคลื่อนไหว
การให้การดูแลคนเจ็บ เป็นสิ่งจำเป็นที่สุด ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดจะต้องรู้เรื่องลักษณะโรคจำต้องทำใจ เห็นด้วย และอดทน ไม่ละเลยผู้เจ็บป่วยไว้ผู้เดียว แล้วก็เข้าใจการดำเนินของโรคว่า ผู้เจ็บป่วยจำต้องอาศัยการช่วยเหลือที่จะตอบสนองความปรารถนารากฐานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
การติดต่อของโรคอัลไซเมอร์ เพราะเหตุว่าโรคอัลไซเมอร์เป็นหนึ่งในโรคของภาวการณ์โรคสมองเสื่อมที่เกิดขึ้นมาจากความผิดปกติของสมอง ด้วยเหตุดังกล่าวจึงไม่มีการติดต่อจากคนสู่คน หรือจากสัตว์สู่คน

การกระทำตนเมื่อมีอาการป่วยด้วยโรคอัลไซเมอร์
 คนป่วยที่เริ่มมีอาการของสูญเสียความทรงจำควรหยุดขับขี่รถด้วยตนเองผู้เดียว ไม่ควรไปยังสถานที่ไม่คุ้นเคยคนเดียวหรือไปทำธุระคนเดียวโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากเป็นเรื่องสำคัญ อย่างเช่น ธุรกรรมด้านการเงิน และก็เมื่อมีลักษณะอาการมากแล้วต้องมีผู้ดูแลใกล้ชิดตลอดระยะเวลา
คนเจ็บจำต้องไปพบแพทย์หรือให้ผู้ดูแลพาไปพบแพยท์ตามนัดสม่ำเสมอ เพื่อประเมินอาการต่างๆติดตามการใช้ยา แล้วก็ภาวะแทรกซ้อนต่างๆ
ผู้ป่วยควรจะพกป้ายประจำตัว หรือใส่สายข้อมือที่บอกชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรติด แม้กระทั่งเด่นชัด เพื่อคุ้มครองป้องกันการพลัดหลงถ้าจำต้องออกนอกบ้าน หรือเกิดเดินหนีออกนอกบ้านไปคนเดียว
ควรจะมีการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมข้างในบ้าน เพื่อผู้เจ็บป่วยมีความปลอดภัยและก็ลดภาระหน้าที่ต่อผู้ดูแลได้บ้าง อาทิเช่น การล็อกบ้านแล้วก็รั้วไม่ให้ผู้เจ็บป่วยออกนอกบ้านไปคนเดียว การติดป้ายบนเครื่องใช้ต่างๆภายในบ้านให้แจ้งชัดโดยระบุว่าคืออะไร ใช้งานอย่าง ไร การต่อว่าดป้ายหน้าห้องต่างๆให้กระจ่างแจ้งว่าเป็นห้องอะไร เป็นต้น
คนป่วยควรหากิจกรรมทำ รวมทั้งควรเป็นกิจกรรมที่ทำร่วมกับคนที่ดูแลแล้วก็อยู่ในบ้าน เพื่อสร้างความใกล้ชิดให้คนเจ็บบ่อย
คนเจ็บควรจะบริหารร่างกายเท่าที่จะทำเป็นเพื่อให้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงซึ่งส่งผลที่ดีไปถึงสมองได้
การคุ้มครองป้องกันตัวเองจากโรคอัลไซเมอร์ ในปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลพอเพียงในการป้องกันโรคนี้ แม้กระนั้นการกระทำตัวอะไรบางอย่างอาจช่วยทำให้สมองมีความจำที่ดีได้ เป็นต้นว่า
เลี่ยงยาหรือสารที่จะมีผลให้มีอันตรายแก่สมอง เป็นต้นว่า การดื่มเหล้าจัด การสูบบุหรี่ การกินยาโดยไม่จำเป็น
การฝึกหัดสมอง อย่างเช่น การพยายามฝึกฝนให้สมองได้คิดเป็นประจำดังเช่น อ่านหนังสือ แต่งหนังสือเป็นประจำคิดเลข มองเกมส์ตอบปัญหา ฝึกการใช้อุปกรณ์ใหม่ๆฯลฯ
บริหารร่างกายบ่อย สัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง ได้แก่ เดินเล่น รำมวยจีน เป็นต้น
การสนทนา พบปะคนอื่นเป็นประจำดังเช่นว่า ไปวัด ไปปาร์ตี้ต่างๆหรือเข้าชมรมคนชรา เป็นต้น
ตรวจสุขภาพรายปี หรือหากมีโรคประจำตัวอยู่เดิมก็จะต้องติดตามการดูแลรักษาเป็นระยะ ยกตัวอย่างเช่น การตรวจค้น ดูแลรวมทั้งรักษาโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ฯลฯ
รอบคอบเรื่องอุบัติเหตุต่อสมอง ระวังการหกล้ม ฯลฯ
เพียรพยายามมีสติในสิ่งต่างๆที่กำลังทำและฝึกให้มีสมาธีอยู่ตลอดระยะเวลา
เพียรพยายามไม่คิดมาก ไม่เครียด หากิจกรรมต่างๆทำเพื่อคลายความเครียด เนื่องมาจากความเครียดและก็อาการหม่นหมองอาจจะก่อให้จำอะไรได้ไม่ดี
สมุนไพรที่ช่วยป้องกัน/รักษาโรคอัลไซเมอร์
ขมิ้นชัน  หรือ  ขมิ้น  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Curcuma longa L. มีรายงานการวิจัยหลายฉบับรับรองว่าสาร curcumin มีคุณภาพสำหรับเพื่อการต่อต้านอนุมูลอิสระ สาร curcumin มีคุณลักษณะคุ้มครองป้องกันเซลประสาทในสมองของสัตว์ทดลองจากการทำลายของสารเอทานอล (ethanol-induced brain injury) สารจำพวกนี้ยังช่วยลดปริมาณ lipid peroxide และก็เพิ่มปริมาณ glutathione ในสมองหนูแรท สาร curcumin รวมทั้ง curcuminoids ที่ได้จากเหง้าขมิ้น มีฤทธิ์ชมรมกับการต้านอนุมูลอิสระรวมทั้งการต้านการอักเสบ ที่เป็นสาเหตุหนึ่งของโรคอัลไซเมอร์
บัวบก มีชื่อวิทยาศาสตร์ Centella asiatica L. มีรายงานการวิจัยพบว่า น้ำมันหอมระเหยจากใบบัวบก ซึ่งประกอบด้วยสารกรุ๊ป monoterpenes เช่น bornyl acetate, α-pinene, β-pinene, γ-terpinene มีฤทธิ์ยับยั้งหลักการทำงานของเอ็นไซม์acetylcholinesterase  พบว่าสารสกัดประเภทนี้มีฤทธิ์กล่อมประสาท (tranquilizing) ซึ่งมีเหตุมาจากสารไตรเทอร์ปีนป่าย (triterpenes) ที่ชื่อว่า brahmoside สารสกัดจากใบบัวบกยังมีฤทธิ์กดประสาท (sedatvie) ต่อต้านอาการหม่นหมอง (antidepressant) รวมทั้งมีฤทธิ์เป็น cholinomimetic ในสัตว์ทดสอบ จากการศึกษาค้นพบนีก็เลยอาจนำบัวบกไปใช้รักษาอาการไม่มีชีวิตชีวารวมทั้งอาการกังวลใจในคนเจ็บอัลไซเมอร์ได้ โดยมีผลกระตุ้นระบบ cholinergic activity รวมทั้งทำให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นสำหรับการเรียนรู้ (cognitive function)
ถั่ว  นอกจากถั่วจะเป็นแหล่งโปรตีนที่ก็ดีแล้ว ถั่วยังเป็นแหล่งของวิตามินอี ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระระดับแม่ทัพตามธรรมชาติ และก็เป็นแหล่งของเกลือแร่ที่มีส่วนสำคัญในระบบการทำงานของร่างกาย รวมทั้งระบบการนำประสาทต่างๆด้วย ดังเช่นว่า แมกนีเซียม สังกะสี ซีลีเนียม ซึ่งเป็นธาตุอาหารที่ช่วยคุ้มครองปกป้องการเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้
ใบแปะก้วย (Ginkgo biloba) เป็นสมุนไพรจีนที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลกมีสารในกลุ่มฟลาโวนอยด์ ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชั้นเลิศ และมีคุณประโยชน์สำหรับการเพิ่มสมาธิแล้วก็ความจำ
เอกสารอ้างอิง

  • รศ.อารีย์ ตัณฑ์เจริญรัตน์. โรคอัลไซเมอร์  ALZHE1MER DISEASE. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร.ปีที่ฉบับที่2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2553.หน้า 169-182.
  • ภก.ผศ.ชาญชัย สาดแสงจันทร์.ศักยภาพของพืชสมุนไพรไทยกับภาวะสมองเสื่อม.วารสารไทภษัชยนิพนธ์(ฉบับการศึกษาต่อเนื่องทางเภสัชศาสตร์) มศก.ปีที่ฉบับเดือน มกราคม-เดือนธันวาคม 2555 หน้า 1-21
  • กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข.(2544).เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ.กรุงเทพฯ.กรมการแพทย์.
  • อัลไซเมอร์ โรคอัลไซเมอร์ หาหมอ.com  (ออนไลน์)เข้าถึงได้จากhttp://haamor.com/th
  • Barnes DE,Yaffe K, Satariano WA, et al.A longitudinal study of cardiorespiratory fitness and cognitive function in older adults. Journal of the American Geriatric Society 2003;51:459-65.
  • ผศ.นพ.วีรศักดิ์ เมืองไพศาล โรคสมองเสื่อม.ภาควิชาเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
  • Karp A, Paillard-Borg S, Wang HX, et al. Mental, physical and social components in leisure activities equally contribute to dementia  risk. Dementia Geriatric Cognitive Disorders 2006; 21: 65-73.
  • บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล.(2551).ตำราบำบัดโรคด้วยอาหารและสารเสริม.กรุงเทพฯ: บริษัท รวมทรรศน์ จำกัด  http://www.disthai.com/
  • อัลไซม์เมอร์-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์ดอทคอม.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก http://pobpad.com
  • พนัส ธัญญะกิจไพศาล.(2544).คู่มือการดูแลผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์.กรุงเทพฯ:โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา.
  • กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข.(2544).ความรู้เรื่องอัลไซเมอร์.กรุงเทพฯ:ศูนย์สารนิเทศและประชาสัมพันธ์.
  • Alzheimer’s disease, in Harrison’s Principles of Internal Medicine, 17th edition, Braunwald , Fauci, Kasper, Hauser, Longo, Jameson (eds). McGrawHill, 2008 (electronic book)
  • Berchtold NC, Cotman CW (1998). "Evolution in the conceptualization of dementia and Alzheimer's disease: Greco-Roman period to the 1960s". Neurobiol. Aging 19 (3): 173–89. PMID 9661992. doi:10.1016/S0197-4580 (98) 00052-9
  • Tiraboschi P, Hansen LA, Thal LJ, Corey-Bloom J (June 2004). "The importance of neuritic plaques and tangles to the development and evolution of AD". Neurology 62 (11): 1984–9. PMID 15184601
  • Albert MS. Changing the trajectory of cognitive decline? The New England Journal


Medicine 2007; 357: 502-3.

  • Walsh DM, Selkoe DJ. Deciphering the molecular basis of memory failure in Alzheimer’s disease. Neuron 2004; 44: 181-93.
  • May AB, Adel B, Marwan S, et al, Sex differences in the association of the apolipoprotein E epsilon 4 allele with incidence of dementia, cognitive impairment, and decline. Neurobiology of Aging 2012; 33(4): 720-731.
  • Yaffe K, Barnes D, Nevitt M, et al. A prospective study of physical activity and cognitive decline in elderly women: women who walk. Archives International Medicine 2001; 161: 1703-8.



Tags : โรคอัลไซเมอร์

7

โรคอีสุกอีใส (Chickenpox , Varicella)
โรคอีสุกอีใส เป็นยังไง อีสุกอีใส (Chickenpox/Varicella) เป็นโรคติดต่อทางผิวหนังที่ทำให้ร่างกายเกิดผื่นคัน มีตุ่มนูนขนาดเล็ก หรือตุ่มน้ำใสๆทั่วร่างกาย สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย รวมทั้งยังแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว เป็นโรคติดต่อที่พบได้ทั่วไปในเด็ก โดยปกติจะพบอัตราการป่วยได้สูงสุดในกลุ่มวัย 5-9 ปีรองลงมาเป็น 0-4 ปี, 10-14 ปี, 15-24 ปี และก็ 25-34 ปี ตามลำดับ ส่วนในคนที่อายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไปบางทีอาจเจอได้บ้าง
                 มีรายงานจากกระทรวงสาธารณสุข พบว่าในปี พุทธศักราช 2552  มีคนไข้เป็นโรคอีสุกอีใสปริมาณ 89,246 รายทั้งประเทศรวมทั้งเสียชีวิต 4 ราย แล้วก็ในรอบ 5 ปีที่ล่วงเลยไปมีรายงานคนตายปีละ 1-3 ราย เมื่อไตร่ตรองตามกลุ่มวัยพบว่ากลุ่มวัย 5-9 ปี มีอัตราป่วยสูงสุดพอๆกับ 578.95 ต่อมวลชน 100,000 คน รองลงมาเป็นกลุ่มวัยน้อยกว่า 5 ปี, 10-14 ปีแล้วก็กลุ่มอายุมากกว่า 15 ปี โดยมีอัตราเจ็บไข้พอๆกับ 487.13, 338.45 และก็ 58.81 เป็นลำดับจากข้อมูล 10 ปีย้อนไปพบว่าจำนวนคนไข้โรคอีสุกอีใสมีแนวโน้มสูงขึ้น แล้วก็ในปี พ.ศ. 2557-2559 มีอัตราการป่วย 129.57 ต่อแสนพลเมือง 79.82 ต่อแสนประชากร แล้วก็ 66.57 ต่อแสนประชากร ตามลำดับ
ที่มาของโรคอีสุกอีใส มีต้นเหตุจากเชื้ออีสุกอีใส ซึ่งเป็นไวรัสที่มีชื่อว่า เชื้อไวรัสวาริเซลลา (varicella virus) (VZV) หรือ  human herpes virus type 3 เป็นเชื้อตัวเดียวกับที่ส่งผลให้เกิดงูสวัด ที่แพร่ระบาดได้ง่ายผ่านทางการสัมผัสกับแผลของผู้เจ็บป่วยที่เป็นโรคโดยตรง หรือทางเรือลาย ไอ จาม หรือการหายใจเอาเชื้อที่ปะปนกลางอากาศเข้าไป โดยเชื้อนี้จะทำให้เกิดโรคอีสุกอีใสในผู้ที่เพิ่งติดเชื้อเป็นครั้งแรกรวมทั้งโรคนี้เมื่อเป็นแล้ว มักมีภูมิต้านทานตลอดชีวิต และก็ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะไม่เป็นซ้ำอีก แต่เชื้อบางทีอาจซ่อนอยู่ในปมประสาท และก็ได้โอกาสเป็นงูสวัดได้ในคราวหลัง
อาการของโรคอีสุกอีใส เด็กจะเป็นไข้ต่ำๆอ่อนเพลียและก็เบื่ออาหารน้อย ในคนแก่มักจับไข้สูง แล้วก็เมื่อยเนื้อเมื่อยตัวเรียกตัวคล้ายไข้หวัดใหญ่เอามาก่อน คนไข้จะมีผื่นขึ้น ซึ่งจะขึ้นพร้อมเพียงกันกับวันที่เริ่มมีไข้ หรือ ๑ คราวหลังจากเป็นไข้ เริ่มต้นจะขึ้นเป็นผื่นแดงราบก่อน ถัดมาจะแปลงเป็นตุ่มนูน มีน้ำใสๆอยู่ด้านใน แล้วก็มีอาการคัน ถัดมาจะกลายเป็นหนอง หลังจากนั้น ๒-๔ วัน ก็จะเป็นสะเก็ด ผื่นและก็ตุ่มจะขึ้นตามไรผมก่อน แล้วลุกลามไปตามหน้า ลำตัว แล้วก็แผ่นข้างหลัง จะทยอยขึ้นเต็มกำลัง ภายใน ๔ วัน บางรายมีตุ่มขึ้นในโพรงปาก ทำให้ปากเปื่อย ลิ้นยุ่ย เจ็บคอ บางรายอาจไม่มีไข้ มีเพียงแต่ผื่นและตุ่มขึ้น ทำให้หลงผิดว่าเป็นเริมได้ เพราะเหตุว่าผื่นตุ่มของโรคนี้จะค่อยๆออกทีละระลอก (ชุด) ขึ้นไม่พร้อมกันทั่วร่างกาย โดยเหตุนั้นจะพบว่าบางที่ขึ้นเป็นผื่นแดงราบ บางที่เป็นตุ่มใส บางที่เป็นตุ่มกลัดหนอง และก็บางที่เริ่มตกสะเก็ด ด้วยรูปแบบนี้ ประชาชนจึงเรียกว่า อีสุกอีใส (มีทั้งตุ่มสุกตุ่มใส) แต่ว่าผู้เจ็บป่วยบางรายอาจเป็นเวลานานกว่านั้นเป็น 2-3 อาทิตย์ โดยไม่เป็นแผลเป็น (นอกเหนือจากที่จะมีการติดโรคแบคทีเรียสอดแทรก จนถึงเปลี่ยนเป็นตุ่มหนองและกลายเป็นแผลเป็น)
                เนื่องด้วยโรคอีสุกอีใสยังอาจจะก่อให้เกิดภาวะสอดแทรกขึ้นได้อีกอย่างเช่น การต่อว่าดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง หรือติดเชื้อแบคทีเรียในกระแสเลือด ปอดอักเสบ รวมทั้งภาวะแทรกซ้อนทางสมอง
คนป่วยที่มีการเสี่ยงที่จะมีลักษณะรุนแรง เช่น หญิงท้อง ทารกแรกเกิด ผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น คนไข้โรคภูมิคุมกันบกพร่อง คนป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว คนป่วยเปลี่ยนถ่ายไขกระดูก ผู้เปลี่ยนถ่ายอวัยวะ และผู้รับประทานยากด ภูมิคุ้มกันต่างๆ
หญิงตั้งครรภ์ที่เป็นโรคนี้ในช่วง 20 อาทิตย์แรกของการมีท้องบางทีอาจท่าให้เด็กในครรภ์พิการแต่ว่า กำเนิดได้แต่พบไม่บ่อย(น้อยกว่าจำนวนร้อยละ 2) ถ้าเป็นช่วงที่ท้องคุณแม่อาจมีอาการร้ายแรง แล้วก็มีภาวะแทรกซ้อน ตัวอย่างเช่น ปอดอักเสบ ร่วมด้วย แล้วก็ถ้าเกิดแม่เป็นโรคในช่วงใกล้คลอด (5 วันก่อนคลอดจนถึง 2 วันหลังคลอด) ทารกแรกเกิดบางทีอาจรับเชื้ออีสุกอีใสรวมทั้งมีลักษณะรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้
เมื่อผู้ป่วยหายจากโรคอีสุกอีใสแล้ว เชื้อไวรัสจะไปหลบซ่อนอยู่ที่ปมประสาท แล้วก็ท่าให้เกิดโรค งูสวัดได้เมื่อภูมิคุ้มกันของร่างกายลดน้อยลง
กรรมวิธีรักษาโรคอีสุกอีใส แพทย์จะวินิจฉัยโรคอีสุกอีใสจากการดูรูปแบบของผื่น ตุ่มน้ำ หรือตุ่มพองบนผิวหนังเป็นหลัก ร่วมกับการตรวจร่างกายทั่วไปและอาการที่เกิดขึ้นกับคนป่วย ยกตัวอย่างเช่น เป็นไข้ขึ้น ไม่อยากกินอาหาร ปวดหัว แต่ในบางคราวที่บอกมิได้ชัดเจนว่าเป็นโรคอีสุกอีใสหรือไม่รวมทั้งในคนเจ็บที่เกิดผลกระทบแทรก หรือในกรณีจำเป็นจำต้องวินิจฉัยให้แจ่มชัด หมอจะกระทำทดลองน้ำเหลืองเพื่อหาระดับสารภูมิต้านทานต่อเชื้อไวรัสอีสุกอีใส หรือตรวจหาเชื้อจากตุ่มน้ำ เนื่องมาจากโรคอีสุกอีใส เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสการรักษาจึงเป็นการรักษาแบบช่วยเหลือตามอาการ
                ซึ่งโรคนี้สามารถหายเองได้การรักษาด้วยการใช้ยาต่อต้านไวรัสบางทีอาจท่าให้ระยะการเป็นโรคสั้นลง ถ้าคนเจ็บได้รับ ด้านใน 1 วันข้างหลังผื่นขึ้น ผู้เจ็บป่วยไม่นายสิบเป็นต้องได้รับยาต้านเชื้อไวรัสทุกราย แพทย์จะพินิจให้ในรายที่มีการเสี่ยง จะเกิดภาวะแทรกรุนแรงเพียงแค่นั้น อาทิเช่น

  • ถ้าเกิดพบว่าตุ่มมีการติดเชื้อแบคทีเรียเข้าแทรก (เปลี่ยนเป็นตุ่มหนอง ฝี แผลพุพอง) หมอจะให้ยาปฏิชีวนะเพิ่ม ถ้าหากเป็นเพียงไม่กี่จุดก็อาจให้ชนิดทา แม้กระนั้นถ้าเป็นมากก็จะให้จำพวกกิน
  • หากมีลักษณะแทรกรุนแรง ซึ่งพบได้น้อยมาก ยกตัวอย่างเช่น ปอดอักเสบ (ไข้สูง หอบ) สมองอักเสบ (ไข้สูง ปวดหัวมาก คลื่นไส้มากมาย ซึม ชัก ไม่ค่อยรู้สึกตัว) ตับอักเสบ (ดีซ่าน) หรือมีสภาวะเลือดออกง่ายก็จะรับตัวไว้รักษาในโรงพยาบาล
  • ในรายที่มีสภาวะภูมิต้านทานบกพร่อง (ดังเช่น เป็นโรคโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว เอดส์ รับประทานยาสตีรอยด์อยู่นานๆเป็นต้น) หรือเด็กอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไปที่มีโรคผื่นแพ้ประจำ โรคปอดเรื้อรัง สูดพ่นยาสตีรอยด์ (สำหรับเป็นหืด) หรือกินยาแอสไพรินอยู่ เว้นแต่ให้การรักษาตามอาการแล้ว แพทย์บางทีอาจให้ยาต้านทานเชื้อไวรัส ที่มีชื่อว่า อะไซวัวลเวียร์ (acyclovir) เพื่อทำลายเชื้ออีสุกอีใส คุ้มครองปกป้องมิให้โรคลุกลามรุนแรง และช่วยให้โรคหายเร็วขึ้น ควรจะให้ยานี้รักษาด้านใน 24 ชั่วโมง ข้างหลังแสดงอาการจะได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าให้ตอนหลังๆของโรค


ปัจจัยเสี่ยงที่จะนำมาซึ่งโรคอีสุกอีใส เหตุเพราะโรคอีสุกอีใสเป็นโรคที่มีการติดต่อจากเชื้อไวรัสโดยการสัมผัสตุ่มหรือแผลของคนเจ็บ รวมถึงติดต่อผ่านทางสารคัดเลือกหลั่งของผู้ป่วย ทั้งยังการสัมผัสหรือการหายใจเอาเชื้อโรคเข้าไป เพราะฉะนั้นสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะนำมาซึ่งการก่อให้เกิดโรคอีสุกอีใส คือ การคลุกคลีกับผู้เจ็บป่วย การสัมผัสผู้ป่วยหรือสิ่งของเครื่องใช้ของคนไข้โดยไม่ได้มีการปกป้องตนเองที่ดี รวมทั้งการไม่ได้รับวัคซีนปกป้องโรคอีสุกอีใสจนครบ ก็เป็นอีกเหตุหนึ่งที่มีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคอีสุกอีใสได้เหมือนกัน
การติดต่อของโรคอีสุกอีใส โรคอีสุกอีใสเป็นโรคติดต่อได้อย่างรวดเร็วมากมาย โรคอีสุกอีใสมีระยะฟักตัวโดยประมาณ 10 - 224 ชั่วโมง และคนไข้จะเริ่มแพร่ระบาดได้ในช่วงประมาณ 5 วันก่อนขึ้นผื่น ไปจนกระทั่งเมื่อตุ่มน้ำแห้งแตกเป็นสะเก็ดหมดแล้ว เพราะฉะนั้นระยะแพร่ระบาดในโรคอีสุกอีใสก็เลยนานได้ถึง 7 - 10 วันหรือเป็นเวลานานกว่านี้ในคนแก่ จึงเป็นต้นเหตุให้เป็นโรคติดต่อที่ระบาดได้อย่างเร็ว
                ซึ่งเชื้อไวรัสชนิดนี้จะมีอยู่ในตุ่มน้ำของผู้ที่เป็นอีสุกอีใส ในน้ำลายและเสมหะของผู้ที่เป็นอีสุกอีใสสำหรับเพื่อการติดต่อสามารถติดต่อได้โดยการสัมผัสถูกตุ่มน้ำโดยตรง หรือสัมผัสถูกของใช้ ตัวอย่างเช่น แก้วน้ำ ผ้า เช็ดหน้า ผ้าขนหนู ผ้าที่มีไว้ห่ม ที่พักผ่อน ที่สกปรก ถูกตุ่มน้ำของคนที่เป็นอีสุกอีใส หรือสูดหายใจเอาละอองของตุ่มน้ำ หรือฝอยละอองจากฟุตบาทหายใจของคนเจ็บเข้าไป
ดังนั้นอีสุกอีใสจึงเป็นโรคที่ระบาดแพร่ระบาดได้ง่าย โดยเฉพาะในสถานศึกษา สถานที่รับเลี้ยงเด็ก หรือตามชุมชนที่พักอาศัยทั่วไป สามารถเจอได้ตลอดทั้งปี แต่จะมีอุบัติการณ์กำเนิดสูงสุดในตอนเดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน

การปฏิบัติตนเมื่อมีอาการป่วยด้วยโรคอีสุกอีใส

  • หากเป็นไข้สูง ให้ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวบ่อยๆกินน้ำมากๆห้ามอาบน้ำเย็น นอนพักให้มากมายๆแล้วก็ให้ยาพาราเซตามอลบรรเทาไข้ ไม่สมควรให้ยาแอสไพรินลดไข้ เนื่องจากว่ายานี้ อาจส่งผลให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคเรย์ซินโดรม (Reye's syndrome) ซึ่งจะมีสภาวะสมองอักเสบร่วมกับตับอักเสบ จัดว่าเป็นโรคอันตรายรุนแรง
  • ถ้าหากมีอาการคัน ให้ทาด้วยยาแก้ผดผื่นคัน (คาลาไมน์โลชั่น) ถ้าคันมากให้รับประทานยาแก้แพ้ คลอร์เฟนิรามีนบรรเทา คนเจ็บควรตัดเล็บให้สั้น และมานะอย่าแกะหรือเกาตุ่มคัน อาจส่งผลให้เกิดการติดเชื้อกลายเป็นตุ่มหนองและก็เป็นแผลเป็นได้
  • หากปากยุ่ย ลิ้นเปื่อยยุ่ย ให้ใช้น้ำเกลือกลั้ว เพียรพยายามกินอาหารที่เป็นของเหลวหรือเป็นน้ำแทนของกินแข็ง
  • สำหรับอาหาร ไม่มีของแสลงต่อโรคนี้ ให้ทานอาหารได้ตามธรรมดา โดยเฉพาะบำรุงด้วยของกินพวกโปรตีน (ดังเช่น เนื้อ นม ไข่ ถั่วต่างๆ) ให้มากขึ้น เพื่อเสริมสร้างภูมิต้านทานของร่างกาย
  • ควรหยุดเรียน หรือหยุดงาน พักผ่อนอยู่บ้าน เพื่อปกป้องไม่ให้กระจายเชื้อให้ผู้อื่น ระยะแพร่เชื้อติดต่อให้คนอื่นหมายถึงตั้งแต่ระยะ 24 ชั่วโมง ก่อนมีตุ่มขึ้นจนตราบเท่า 6 วัน ข้างหลังตุ่มขึ้น
  • ควรจะเฝ้าสังเกตอาการเปลี่ยนต่างๆโดยทั่วไปอาการ จะค่อยทุเลาได้เองด้านใน 1-3 อาทิตย์ แม้กระนั้นถ้าพบว่ามีลักษณะอาการหายใจหอบ ซึม ชัก เดินเซ ตากระเหม็นตุก โรคตับเหลือง (ตาเหลือง) มีเลือดออก ปวดศีรษะมากมาย คลื่นไส้มาก เจ็บทรวงอก หรือตุ่มเปลี่ยนเป็นหนอง ฝี หรือพุพอง ควรจะไปพบ แพทย์โดยเร็ว
  • ผู้ป่วยควรพักและก็ดื่มน้ำมากๆอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว
  • คนป่วยควรจะแยกตัวออกไปอยู่ต่างหากจนถึงพ้นระยะติดต่อ และก็แยกสิ่งของส่วนตัวต่างๆอาทิเช่น เสื้อผ้า ถ้วยน้ำ ช้อน จาน ชาม อื่นๆอีกมากมาย เพื่อหลีกเลี่ยงการแพร่ระบาดของเชื้อโรค
  • สำหรับยาเขียวที่ทำมาจากสมุนไพร (เช่น ยาเขียวหอม ที่ใส่อยู่ในบัญชียาสามัญประจำบ้านแผนโบราณ พ.ศ.๒๕๕๖) ไม่ถือเป็นข้อที่ไม่อนุญาตหรือส่งผลเสียต่อการรักษาโรคนี้ คนเจ็บสามารถใช้ร่วมกับการดูแลรักษาปกติได้ แถมยาเขียวยังช่วยให้กินน้ำได้มากขึ้นอีกด้วย
  • รักษาสุขลักษณะพื้นฐาน (สุขข้อบังคับแห่งชาติ) เพื่อสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงรวมทั้งช่วยลดช่องทางสำหรับเพื่อการเป็นผลข้างเคียงแทรกจากการตำหนิดเชื้อโรค
การคุ้มครองป้องกันตนเองจากโรคอีสุกอีใส

  • เนื่องจากโรคสุกใสสามารถแพร่ระบาดได้ง่ายโดยทางการหายใจ จำเป็นจะต้องแยกคนไข้ออกจากเด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ และคนที่ไม่เคยติดเชื้อโรคมาก่อน
  • ควรให้ผู้เจ็บป่วยหยุดเรียนหรือหยุดงาน พักอยู่บ้านเพื่อป้องกันไม่ให้กระจายเชื้อให้คนอื่นๆ
  • ไม่สัมผัสหรือใกล้ชิดกับคนป่วยโรคอีสุกอีใส หากจำต้องมีการป้องกันตนเองอย่างยอดเยี่ยม ดังเช่นว่า สวมถุงมือ สวมหน้ากากอนามัยรวมทั้งควรรีบล้างมือภายหลังจากสัมผัสกับคนไข้ ฯลฯ
  • ปัจจุบันมีวัคซีนฉีดคุ้มครองโรคอีสุกอีใส ซึ่งราคาค่อนข้างแพง (ราวๆเข็มละ 800-1200 บาท) ควรจะฉีดในเด็กอายุ 12-18 เดือน ฉีดเพียง 1 เข็ม จะป้องกันโรคได้ตลอดกาล ถ้าเกิดฉีดตอนโต หากอายุต่ำกว่า 13 ปี ก็ฉีดเพียงแค่เข็มเดียว แม้กระนั้นถ้าหากอายุตั้งแต่ 13 ปีขึ้นไป ควรจะฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 4-8 สัปดาห์ หลังฉีดยา ควรจะเลี่ยงการใช้ยาแอสไพรินนาน 6 สัปดาห์ ทั้งนี้เพื่อลดโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรย์ซินโดรม วัคซีนประเภทนี้ห้ามฉีดในหญิงมีครรภ์ มีภาวการณ์ภูมิคุ้มกันผิดพลาด ใช้ยาแอสไพรินอยู่ประจำ หรือใช้ยาสตีรอยด์ขนาดสูงมานาน อาจเกิดภาวะเข้าแทรกรุนแรงได้ สำหรับหญิงวัยเจริญพันธุ์ (15-45 ปี) ถ้าเกิดไม่มั่นใจว่าเคยเป็นโรคนี้หรือยัง ควรหารือแพทย์ ตรวจดูว่ามีภูมิคุ้มกันต่อโรคนี้หรือยัง ถ้ายัง หมอบางทีอาจแนะนำให้วัคซีนปกป้องเพื่อไม่ให้ก่อให้เกิดอันตรายต่อทารกในท้องขณะมีครรภ์ รวมทั้งหลังฉีดวัคซีนประเภทนี้ ควรจะคุมกำเนิดนาน 3 เดือน จึงจะสามารถตั้งท้องได้อย่างปลอดภัย
  • ในเด็กที่ไม่มีข้อบ่งห้าม สามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุ 12-15 เดือน ขึ้นไป และก็ฉีดกระตุ้นอีกครั้งที่อายุ 4-6 ปีหรืออาจฉีด 2 เข็มห่างกันขั้นต่ำ 3 เดือน ซึ่งภูมิคุ้มกันจะขึ้นดีมากยิ่งกว่าการฉีด 1 เข็ม
  • จากการศึกษาในเด็กอายุ 1-12 ปี ข้างหลังได้รับวัคซีนทีแรก จะมีภูมิต้านทานในระดับที่คุ้มครองปกป้องโรคได้จำนวนร้อยละ 85และก็เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนร้อยละ 99.6 ข้างหลังได้รับวัคซีนครั้งที่ 2
  • สำหรับผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดกับคนเจ็บโรคนี้ การฉีดวัคซีนอาจไม่ทันกาล ถ้าหากจำเป็นหมออาจเสนอแนะให้ฉีดเซรุ่ม ที่มีชื่อว่า varicella-zoster immune globulin (VZIG) เป็นการฉีดภูมิต้านทานเข้าไปโดยตรง ชอบฉีดให้กับผู้ที่สัมผัสโรคอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะหญิงมีท้อง คนที่มีภาวะภูมิคุ้มกันขาดตกบกพร่อง คนป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว รวมทั้งทารกที่มีแม่เป็นอีสุกอีใสตอน 5 วันก่อนคลอดถึง 2 ครั้งหน้าคลอด
  • วัคซีนปกป้องโรคอีสุกอีใส ที่ใช้ในขณะนี้ทำมาจากเชื้ออีสุกอีใสที่มีชีวิตแล้วเอามาทำให้อ่อนฤทธิ์ลง ในประเทศไทยมี 3 ประเภทหมายถึงVarilrix ในวัคซีน 1 เข็มมีเชื้อไม่ต่ำลงยิ่งกว่า 2,000 PFU, OKAVAX ในวัคซีน 1 เข็มมีเชื้อไม่น้อยกว่า 1,000 PFU, และ Varicella Vaccine-GCC ในวัคซีน 1 เข็มมีเชื้อไม่ต่ำกว่า 1,400 PFU อีกทั้งตอนนี้ยังมีการผลิตวัคซีนคุ้มครองโรคอีสุกอีใสให้อยู่ในรูปวัคซีนรวม ได้แก่ วัคซีนรวมหัด-หัดเยอรมัน-คางทูม-อีสุกอีใส (MMRV) ซึ่งจะรวมอยู่ในเข็มเดียวกันทำให้สบาย และไม่จะต้องเจ็บตัวมากยิ่งขึ้น
สมุนไพรที่ช่วยรักษา/ทุเลา อาการของโรคอีสุกอีใส

  • เสลดพังพอนตัวเมีย Clinacanthus nutans (Burm.f) มีอีกชื่อหนึ่งคือ พญายอ ซึ่งเสมหะพังพอนตัวเมียไม่เหมือนกับตัวผู้ คือ ตัวเมียไม่มีหนาม ใบตัวผู้มีสีเข้มกว่า ดอกตัวเมียมีสีแดง ดอกตัวผู้มีสีส้นสด แนวทางการให้เด็ดใบเสลดพังพอนตัวเมียมาล้างให้สะอาด แล้วเอามาโขลกหรือปั่นอย่างรอบคอบผสมกับน้ำดินสอพอง ทาที่ตุ่มผ่องใสเสมอๆจะช่วยบรรเทาอาการคัน และก็ทำให้ตุ่มแผลแห้งเร็ว ลดอาการบวมแดงของตุ่มได้
  • ผักชี Coriandrum sativum การอาบน้ำต้มผักชีจะช่วยทำให้อีสุกอีใสหายไวขึ้น ซึ่งตามตำรายาแผนโบราณกล่าวว่า สรรพคุณของผักชีเป็นเป็นพืชธาตุเย็นที่ช่วยลดอาการผื่นแดง
  • สะเดา Azadiracta indica มีการศึกษาเล่าเรียนพบว่าสารเกดูนิน (Gedunin) รวมทั้ง นิมโบลิดี (Nimbolide) ในใบและก็เมล็ดสะเดามีคุณภาพในการออกฤทธิ์ยับยั้งเชื้อรา แบคทีเรียและเชื้อไวรัสสูง เพราะฉะนั้น ก็เลยสามารถบรรเทาอาการของโรคที่เกิดขึ้นมาจาก ไวรัส อย่างอีสุกอีใสได้
  • ใบมะยม Phyllanthus acidus ใช้ใบมะยมไม่อ่อนหรือแก่เกินไป 2-3 กำมือ ใส่น้ำ 2-3 ลิตร ต้มให้เดือดประมาณ 20 นาที แล้วชูลงผสมน้ำเย็นให้อุ่นเพียงพออาบได้ อาบวันละ 3 ครั้ง ยามเช้า กลางวัน เย็น ข้างหลังอาบน้ำอาการจะค่อยๆทุเลา
  • ย่านาง Tiliacora triandra เอาราก “ย่านาง” แบบสดราวๆขยุ้มมือต้มกับอุทกภัยยาจนถึงเดือด ดื่มขณะอุ่นวันละครั้ง ทีละ 3 ส่วน 4 แก้ว ต้มดื่มเรื่อยติดต่อกัน 3-5 วัน อาการที่เป็นจะทุเลาลง
เอกสารอ้างอิง

  • รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.อีสุกอีใส.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่296.คอลัมน์ สารานุกรมทันโรค.ธันวาคม.2546
  • อีสุกอีใส เป็นได้ก็หายได้.เกร็ดความรู้สู่ประชาชน.หน่วยข้อมูลคลังยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ). “อีสุกอีใส (Chickenpox/Varicella)”. หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป หน้า 404-407.
  • Kuter B, Matthews H, Shinefield H, Black S, Dennehy P, Watson B, et al. Ten year follow-up of healthychildren who received one or two injections of varicellavaccine. Pediatr Infect Dis J. 2004; 23:132-7.
  • อ.พญ.เลลานี ไพฑูรย์พงษ์.สาขาวิชาโรคติดเชื้อ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.โรคอีสุกอีใส.สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย.
  • Centers for Disease Control and Prevention (CDC)..Prevention of Varicella Recommendations of the Advisory Committee on Immunization Practices (ACIP). MMVR 2007; 56:1-40.
  • อีสุกอีใส.อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์ http://www.disthai.com/
  • Heininger U, Seward JF. Varicella. Lancet. 2006; 368:1365-76.
  • Braunwald, E., Fauci, A., Kasper, L., Hauser, S., Longo, D., and Jameson, J. (2001). Harrison’s principles of internal medicine (15th ed.). New York: McGraw-Hill.
  • อ.พญ.จรัสศรี ฟี้ยาพรรณ,นางรษิกา ฤทธิ์เรืองเดช,พญ.พิชญา มณีประสพโชคและคณะ.โรคสุกใส(Chicken pox).ภาควิชาตจวิทยาคณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดล.
  • สำนักระบาดวิทยา. โรคอีสุกอีใส. สรุปรายงานการเฝ้าระวังโรค 2552. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกในพระบรมราชูปถัมภ์. 2553; 55-6.
  • Krause PR, Klinman DM. Efficacy,immunogenicity,safety, and use of live attenuated chickenpox vaccine. J Pediatr. 1995; 127:518-25.
  • พญ.อารีย์ โอบอ้อมรัก.หนังสือเลี้ยงลูกด้วยสมุนไพร.หน้า 56.สำนักพิมพ์เอเชียบูรพา.


8

สมุนไพรต้นหญ้าถอดปล้อง
ต้นหญ้าถอดปล้อง Equisetum debile Roxb.
บางถิ่นเรียกว่า หญ้าถอดปล้อง หญ้าเงือก หญ้าหูหนวก (เหนือ) เครือเซาะปอยวา แยปอ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) หญ้าปล้อง ต้นหญ้าสองปล้อง (กึ่งกลาง).
    ไม้ล้มลุก ลำต้นสีเขียว ตั้งตรง สูง 30-100 ซม. มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1-5 มม. เป็นปล้องๆข้างในกลวง ภายนอกมีร่องตามยาว. ใบ ชิดกันเป็นทรงกระบอกห่อหุ้มรอบข้อ ยาว 4-12 มิลลิเมตร สีเขียว ขอบแยกเป็นแฉกๆสีน้ำตาล หรือ ขาว แฉกพวกนี้แห้งและหล่นง่าย แตกกิ่งตามข้อๆละ 1-4 กิ่ง. อวัยวะสืบพันธุ์ เกิดที่ยอด เป็นรูปขอบขนานปนรูปรี สร้างหน่วยสืบพันธุ์เรียกสปอร์ สปอร์มีลักษณะกลม สีเขียว และก็มีสายยาวๆ4 สาย พันอยู่บริเวณปลายของสายทั้ง 4 นี้ พองออกเป็นรูปกระบอง.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามริมสายธารทางภาคเหนือ.
คุณประโยชน์ : ต้น น้ำสุกอีกทั้งต้น กินเป็นยาขับเยี่ยว เป็นยาเย็น ตำเป็นยาพอกบาดแผล พอกกระดูกที่เดาะ หรือ หัก รวมทั้งพอกแก้ปวดตามข้อ

9

สมุนไพรสมอทะเล
สมอทะเล Sapium indicum
บางถิ่นเรียก สมอสมุทร กระหุด (กึ่งกลาง) กุระ ว่าวจุฬา (มลายู-ใต้).
ไม้ต้น สูงโดยประมาณ 10-15 มัธยม ใบ คนเดียว เรียงสลับกัน รูปรีปนรูปหอก หรือ รูปไข่แกมขอบขนาน กว้าง 2-4 เซนติเมตร ยาว 5-10 เซนติเมตร โคนใบแหลม หรือ มน ขอบใบหยักมนและตื้น ปลายใบเรียวบาง ปลายสุดแหลม หรือ มน เส้นแขนงใบเล็ก เรียงถี่ๆห่างกันโดยประมาณ 3-5 มม. โคนใบมีต่อม 2 ต่อม ก้านใบยาวราว 1 ซม. ดอก มันออกตามกิ่งที่อยู่ใกล้โคนต้น แยกเพศ แต่อยู่บนต้นเดียวกัน หรือ บางทีอาจอยู่บนช่อเดียวกัน ช่อดอกออกที่ปลายยอด ยาวราวๆ 8-12 ซม. [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url][/url] ดอกสีเหลืองนวล ดอกเพศผู้ไม่มีก้านดอก ดอกเพศเมียมีก้านดอก รวมทั้งมีขนาดใหญ่กว่าดอกเพศผู้ มักอยู่ตรงโคนของช่อดอก; กลีบรองกลีบปลายแหลม ขอบกลีบมีขน. ดอกเพศผู้ มีเกสรผู้ 2-3 อัน ก้านเกสรไม่ชิดกัน อับเรณูไข่. ดอกเพศเมีย รังไข่มี 2-3 ช่อง ท่อเกสรมี 2-3 แฉก ม้วนออก. ผล รูปกลม มี 3 พู เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2.5 เซนติเมตร เมื่อยังอ่อนอยู่ฉ่ำน้ำ แก่จะแข็ง และก็แตกเป็น 3 เสี่ยง มีช่องละ 1 เม็ด. เม็ด รูปรี ค่อนข้างจะแบน ผิวสีอ่อน วาว.

นิเวศน์วิทยา
: ชอบขึ้นอยู่ตามที่ลุ่ม หรือ ตามริมหาดที่น้ำทะเลขึ้นถึง.
คุณประโยชน์ : ราก น้ำต้มเปลือกรากรับประทาน เป็นยาระบาย แล้วก็ทำให้อาเจียน ต้น น้ำยางต้นเป็นพิษ หากถูกผิวหนังทำให้ผิวหนังไหม้ ผล น้ำยางผลมีฤทธิ์กัดทำลาย เมื่อกินทำให้อาเจียน ใช้เบื่อปลา เม็ด กินได้ ใช้เป็นเครื่องเทศ

10

สมุนไพรผักหวานบ้าน
ผักหวานบ้าน Sauropus androgynous (Linn.) Merr.
ชื่อพ้อง albicans. Bl.
บางถิ่นเรียกว่า ผักหวานบ้าน ผักหวาน (ทั่วไป) ก้านตง จ๊าผักหวาน (เหนือ) โถหลุ่ยกะนีเด๊าะ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) นานาเซียม (มลายู-จังหวัดสตูล) ผักหวานใต้ใบ (สตูล) มะยมป่า (ประจวบคีรีขันธ์).
       ไม้พุ่ม หรือ พืชล้มลุก ที่มีโคนต้นออกจะแข็ง สูง 0.5-2 มัธยมลำต้นอ่อน กลม หรือ เป็นเหลี่ยม เกลี้ยง กิ่งอ่อนหักงอไปมาเป็นรูปซิกข์แซกบางส่วน. ใบ ผู้เดียว เรียงสลับกัน รูปไข่ หรือ รูปหอก กว้าง 1.3-3 ซม. ยาว 2.5-11 เซนติเมตร ปลายใบแหลม หรือ มน ขอบใบเรียบ โคนใบแหลม หรือ มน เส้นแขนงใบมีข้างละ 5-7 เส้น โค้งน้อย ใบสะอาดทั้งสองด้าน; เมื่อทำให้แห้งจะมีสีเขียวอมเหลือง; สมุนไพร ก้านใบสั้น ราวๆ 2-4 มม. หูใบสามเหลี่ยม ยาว 1.7-3 มม. ดอก ออกเป็นช่อตามง่ามใบ ดอกเพศผู้ แล้วก็ดอกเพศเมียอยู่บนต้นเดียวกัน บางทีเกิดบนช่อเดียวกัน. ดอกเพศผู้ ก้านดอกยาว 4-5 มิลลิเมตร ดอกรูปจาน กลีบรองกลีบดอกสีเหลือง หรือ มีจุดๆสีแดง ดอกบนกว้างราว 5-12 มม. ขอบกลีบเป็นคลื่นนิดหน่อย หรือ แยกเป็นกลีบ 6 กลีบ ปลายกลีบกลม หรือตัดตรง เกสรผู้มี 3 อัน ก้านเกสรเชื่อมชิดกันเป็นท่อสั้นๆปลายแยกออกมาจากกัน ฐานดอกมีต่อม 6 ต่อม. ดอกเพศเมีย ก้านดอกยาวถึง 8 มม. กลีบรองกลีบดอกไม้สีเหลือง หรือ สีแดงเข้ม ยาว 5-7 มม. แยกเป็น 6 กลีบ กลีบรูปไข่ หรือ ค่อนข้างจะกลม ปลายกลีบแหลมสั้นๆ; รังไข่รูปไข่ ภายในมี 3 ช่อง มีไข่อ่อนช่องละ 2 หน่วย ท่อรังไข่ 3 อัน สั้น แต่ละอันปลายแยกเป็นสอง และก็ม้วน. ผล รูปกลมแป้น สีขาวอมชมพู เส้นผ่านศูนย์กลาง 15-18 มิลลิเมตร ยาว 10-13 มม. กลีบรองกลีบมีขนาดโตขึ้นเมื่อสำเร็จ. เมล็ด รูปสามเหลี่ยม กว้างประมาณ 5 มม. ยาว 8 มิลลิเมตร สีออกดำ.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นทั่วไปในป่าดงดิบ ป่าละเมาะ จากที่รกร้าง และก็ข้างถนน.
คุณประโยชน์ : ราก น้ำต้มรากกินเป็นยาลดไข้ แล้วก็ฉี่ขัด ต้น รวมทั้ง ใบ น้ำยางต้นแล้วก็ยางใบ ใช้หยอดตาแก้อักเสบ นำมาตำเป็นยาพอกผสมกับรากและ cinnamon รักษาแผลในจมูก ตำผสมกับ arsenic ใช้ทาแก้โรคผิวหนังที่ติดเชื้อ spirochete ได้

11

สมุนไพรโลดทะนง
โลดทะนง Trigonostemon reidioides (Kurz) Craib
ชื่อพ้อง Baliospermum reedioides Kurz.
บางถิ่นเรียกว่า โลดทะนง (ราชบุรี จังหวัดปราจีนบุรี ตราด) อาหารเย็นเนิน (ราชบุรี ประจวบคีรีขันธ์) ดู่เบี้ย ดู่เตี้ย (เพชรบุรี) ทะนง รักทะนง (จังหวัดโคราช) ทะนงแดง (ประจวบคีรีขันธ์) นางแซง (อุบลราชธานี) โลดทะนงแดง (บุรีรัมย์) หนาดคำ (เหนือ) หัวยาอาหารเย็นเนิน (จังหวัดราชบุรี).
  ไม้พุ่ม ขนาดเล็ก สูง 0.5-1.5 มัธยม มีขนปกคลุมดกนแน่นทั่วๆไป. ใบ ลำพัง เรียงสลับกน รูปขอบขนาน แคบบ้างกว้างบ้าง หรือ กว้าง 2-4 เซนติเมตร ยาว 7-12 เซนติเมตร; ปลายใบแหลม ขอบของใบเรียบ โคนใบกลม หรือ มน เส้นใบมี 5-7 คู่ ด้านล่างนูน มีขนอีกทั้ง 2 ด้าน ด้านบนค่อนข้างจะสาก ด้านล่างขนยาว นุ่มแล้วก็หนาแน่นกว่าด้านบน ที่ฐานใบมีต่อมเล็กๆ2 ต่อม ก้านใบยาว 10-15 มิลลิเมตร มีขน. ดอก สีขาว ชมพู ม่วงเข้ม หรือ เกือบดำ ออกเป็นช่อตามง่ามใบ และก็ตามกิ่ง ดอกเพศผู้ และก็ดอกเพศเมียกำเนิดบนต้นเดียวกัน. ดอกเพศผู้ ดอกตูมกลม กลีบรองกลีบดอกไม้ 5 กลีบ รูปไข่กลับ ด้านนอกมีขน กลีบดอก 5 กลีบ รูปไข่กลับ ไม่มีขน เกสรผู้ 3 อัน ก้านเกสรติดกัน อับเรณูรูปกลม ฐานดอกขอบเป็นคลื่น. ดอกเพศภรรยา [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/i][/b][/url] ดอกตูมรูปไข่ กลีบรองกลีบดอกไม้ 5 กลีบ รูปไข่ปลายมน กว้างราว 1.5 มม. ยาวราว 3 มม. ภายนอกมีขน กลีบรูปไข่ กว้างราว 2 มม. ยาว 3 มิลลิเมตร รังไข่รูปไข่ มีขน ท่อรังไข่สั้น มี 3 อัน ปลายท่อใหญ่ ปลายสุดหยักเว้านิดหน่อย ฐานดอกขอบไม่เป็นคลื่น. ผล มี 3 พู เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 12 มิลลิเมตร มีขนปกคลุมหนานแน่น ก้านผลยาวราวๆ 15 มม. เม็ด รูปค่อนข้างจะกลม หรือ รูปไข่ปนสามเหลี่ยม ยาวราวๆ 5-6 มม. สีออกเหลือง ผิวเรียบ.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นทั่วๆไปในที่ดินผสมทราย ในป่าสัก และมีกระจุยกระจายในป่าเบญจพรรณแล้ง เหนือระดับน้ำทะเลไม่เกิน 450 ม.
สรรพคุณ : ราก รสร้อน ฝนกินเพื่อทำให้อาเจียน ทำให้ท้องเดิน ใช้ถอนพิษคนที่รับประทานยาเบื่อเมา แก้หืด ใช้ด้านนอกฝนทาเป็นยาเกลื่อนฝี แก้ฟกช้ำดำเขียว เคล็ดบวม กินเป็นยาคุมกำเนิด

12

สมุนไพรกระทิง
กระทิงCalophyllum inophyllum L.
บางถิ่นเรียกว่า กระทิง (ภาคกึ่งกลาง) ทิง (กระบี่) เนาวกาน (น่าน) สารภีสมุทร (ประจวบฯ) สารภี แนน (ภาคเหนือ)
      ไม้ใหญ่ สูง 8-20 ม. ไม่ผลัดใบ เรือนยอดเป็นพุ่มทึบ ไร้ระเบียบ ลำต้นออกจะสั้น และมักบิด แตกเป็นกิ่งใหญ่ๆจำนวนไม่น้อยทั้งในแนวตั้งแล้วก็นอน หรือห้อยลง เปลือกเรียบสีน้ำตาลคละเคล้าเทา หรือ ออกจะดำ ด้านในมีน้ำยางสีเหลืองใส ตายอดเป็นรูปกรวยคว่ำ มีขนสีน้ำตาลปนแดงเล็กน้อย ใบ ผู้เดียว ออกตรงกันข้าม รูปรีถึงไข่กลับ กว้าง 4.5-8 ซม. ยาว 8-15 ซม. ปลายใบนกว้าง และมักหยักเว้าตรงกลางนิดหน่อย โคนใบสอบ ขอบของใบเรียบ เนื้อใบดก หมดจด วาว เส้นใบถี่มาก รวมทั้งขนานกัน ก้านใบยาว 1-2 เซนติเมตร สมุนไพร ดอก สีขาว กลิ่นหอม ออกเป็นช่อตามง่ามใบ ดอกบานสุดกำลังกว้างราว 2 เซนติเมตร กลีบเลี้ยงมี 4 กลีบ ยาว 2.7-10 มิลลิเมตร ชั้นนอกรูปร่างกลมค่อนข้างครึ้ม เกลี้ยง ชั้นในรูปไข่กลับ เหมือนกลีบดอก กลีบดอกมี 4 กลีบ กว้าง 7-8 มิลลิเมตร ยาว 9-12 มิลลิเมตร รูปไข่กลับ หรือ รูปช้อน ขอบงอ เกสรเพศผู้มีเป็นจำนวนมาก รังไข่ค่อนข้างกลม สีชมพู ก้านเกสรเพศเมียยาว ผล ออกจะกลม มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 2.5-3 เซนติเมตร ปลายเป็นติ่งแหลม ผิวเรียบ สีเขียว เปลือกออกจะหนา

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามป่าใกล้ชายฝั่งทะเล ในพื้นที่ที่เป็นหิน เหนือระดับน้ำทะเล 5-50 ม.
คุณประโยชน์ : ราก ยาชงรากใช้หยอดตาแก้ตาอักเสบ และก็ใช้ล้างแผล ต้น และ เปลือกต้น ให้ยางใช้สำหรับทาแผล เป็นยาฝาดสมานพอกทรวงอกแก้วัณโรคปอด ถ้าหากกินจะก่อให้คลื่นไส้ เป็นยาระบาย ใช้แต่งกลิ่น ให้มีกลิ่นเหมือนผักชีฝรั่ง หรือดอก lavender หรือ สารหอม coumarin ขับฉี่ ใช้ภายนอกสำหรับล้างแผนอักเสบเรื้อรัง ใบ ใช้เบื่อปลา หากนำมาแช่น้ำทิ้งไว้ค้างแรมจะได้น้ำที่มีสีน้ำเงิน กลิ่นหอมสดชื่นใช้ล้างตา แก้ตาอักเสบ น้ำคั้นจากใบเป็นยาฝาดสมานภายนอกใช้กับโรคริดสีดวงทวาร เมล็ด ให้น้ำมันและก็ยางอยู่รวมกัน แยกน้ำมันออกมาใช้ทาถูกนวดแก้ปวด rhuematism แก้ผื่นคัน แก้โรคผิวหนังบางจำพวก แก้เหา น้ำมันจากเม็ดทำให้บริสุทธิ์ รับประทานแก้โรคหนองใน

13

สมุนไพรพะวาใบใหญ่
พะวาใบใหญ่ Garcinia vilersiana Pierre
บางถิ่นเรียกว่า พะวาใบใหญ่ (ชลบุรี เมืองจันท์) ไข่ตะไข้ ตะบอก (เมืองจันท์) จำพูด (ภาคกึ่งกลาง) ปราโฮด (เขมร-สุรินทร์) ปะหูด (ตะวันออกเฉียงเหนือ มะบอก (ภาคกลาง ภาคใต้) ส้มปอง ส้มม่วง (เมืองจันท์)
ไม้ใหญ่ สูง 12-15 ม. เปลือกสีออกดำ ค่อนข้างจะหยาบ มีน้ำยางสีเหลือง ใบ ผู้เดียว ออกตรงกันข้าม รูปขอบขนาน หรือ ขอบขนานแกมรี กว้าง 6-12 เซนติเมตร ยาว 15-37 ซม. โคนใบมน หรือ เว้าเป็นรูปหัวใจ ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ หรือ เป็นคลื่น ม้วนลงบางส่วน เนื้อใบดกเหมือนแผ่นหนัง ด้านบนวาว เส้นใบเรียงไม่สม่ำเสมอกันรวมทั้งมองเห็นไม่ชัดเจน ก้านใบยาว 1-2.5 ซม. มีรอยย่นตามทางขวาง ดอก ดอกเพศผู้ หรือดอกสมบูรณ์เพศออกเป็นช่อสั้นๆตามง่ามใบ สมุนไพร  แกนช่อเป็นเกล็ดแล้วก็มีขนละเอียด ก้านดอกย่อยเป็นสี่เหลี่ยม ยาว 1-1.5 เซนติเมตร มีขน กลีบเลี้ยงมี 5 กลีบ กลม เส้นผ่าศูนย์กลาง 5 มิลลิเมตร งอเป็นกระพุ้ง ขอบมีขน กลีบมี 4 กลีบ ค่อนข้างจะกลม ดก กว้าง 6-7 มิลลิเมตร ยาว 8-5 มม. งอเป็นกระพุ้ง ดอกเพศผู้ เกสรเพศเมียไม่มีก้าน ยอดเกสรเพศเมียมี 6 พู ผล กลม กว้างราวๆ 3 เซนติเมตร ยาวประมาณ 4 เซนติเมตร สุกสีเหลือง นุ่ม มี 3-5 เม็ด
นิเวศน์วิทยา
: ชอบขึ้นใกล้ลำห้วย พบทางภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคตะวันออกเฉียงใต้ และภาคใต้
สรรพคุณ : ต้น เปลือกต้น ตำผสมแอลกอฮอล์ลงไปนิดหน่อย เป็นยาพอกแก้เคล็ดขัดยอด แล้วก็แผลอักเสบเรื้อรัง

14

สมุนไพรงาขี้ม้อน
งาขี้ม้อน Perilla frutescens (L.) Britton
บางถิ่นเรียก งาขี้ม้อน (ภาคเหนือ) งามน (งู-แม่ฮ่องสอน) แง (จังหวัดกาญจนบุรี) นอ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) น่อง (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี)
ไม้ล้มลุก ตั้งชัน สูง 50-150 เซนติเมตร ลำต้นเป็นสี่เหลี่ยมมนๆระหว่างเหลี่ยมเป็นร่อง แตกกิ่งก้านสาขา มีกลิ่นหอมสดชื่น มีขนยาวละเอียดสีขาวปกคลุมหนาแน่น เมื่อโตสุดกำลัง ที่โคนต้นเกลี้ยง ส่วนโคนต้นและก็โคนกิ่งแข็ง สมุนไพร ใบ คนเดียว ออกตรงกันข้าม รูปไข่หรือกลม กว้าง 2-8 เซนติเมตร ยาว 3-9.5 ซม. ปลายใบเรียวแหลมหรือแหลมเป็นติ่งยาว โคนใบกลม ป้าน หรือ ตัด ขอบของใบจักแบบฟันเลื่อย สีเขียวอ่อน ด้านล่างสีอ่อนกว่าด้านบน มีขนทั้งสองด้าน ตามเส้นใบมีขนหนาแน่น ข้างล่างมีต่อมน้ำมัน ก้านใบยาว 10-45 มิลลิเมตร มีขนยาวหนาแน่น ดอก ออกเป็นช่อกระจะ ตามง่ามใบรวมทั้งที่ยอด ริ้วประดับประดาดอกย่อย รูปไข่ กว้าง 2.5-3.2 มม. ยาว 3-4 มม. ไม่มีก้าน โคนริ้วเสริมแต่งกลมกว้าง ขอบเรียบ มีขน ปลายเรียวแหลม ก้านดอกย่อยยาวประมาณ 1.5 มม. มีขนสีขาวปกคลุมหนาแน่น กลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันเป็นรูประฆัง ยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร ปลายแยกเป็นแฉกแหลม 5 แฉก แฉกกลางด้านบนสั้นกว่าแฉกอื่นๆมีเส้นตามยาว 10 เส้น ด้านนอกมีขนแล้วก็มีต่อมน้ำมัน ข้างในมีขนยาวเรียงเป็นวงรอบปากหลอด เมื่อดอกรุ่งโรจน์ไปเป็นผลแล้ว กลีบเลี้ยงจะใหญ่ขึ้น กลีบดอกสีขาว เชื่อมติดกันเป็นหลอดทรงกระบอก ปลายแยกเป็นปาก ยาว 3.5-4 มม. ด้านนอกมีขน ข้างในมีขนเรียงเป็นวงอยู่กึ่งกลางหลอด ปากบนปลายเว้าเล็กน้อย ปากด้านล่างมี 3 หยัก ปลายมนหยักกลางใหญ่มากยิ่งกว่าหยักอื่นๆและเฉพาะหยักนี้ภายในมีขน เวลาดอกบานกลีบนี้จะกางออก เกสรเพศผู้มี 4 อัน เรียงเป็นคู่ คู่บนสั้นกว่าคู่ข้างล่างเล็กน้อย ก้านเกสรเกลี้ยง อับเรณูมี 2 พู ด้านบนชิดกัน ด้านล่างกางออก จานดอกเห็ดชัด รังไข่ยาวราวๆ 3 มม. มีพูกลมๆ4 พู ก้านเกสรเพศเมีย ยาว 2.6-3 มิลลิเมตร ปลายแยกเป็น 2 แฉก ไม่มีขน ผล รูปไข่กลับ ขนาดเล็ก ยาวประมาณ2 มม. แข็ง สีน้ำตาล หรือสีเทา มีลายรูปตาข่าย

นิเวศน์วิทยา
: มีปลูกทางภาคเหนือของประเทศไทย
คุณประโยชน์ : ใบ รวมทั้งยอดอ่อน ใช้แต่งรสอาหาร แก้ไอ แก้หวัดและก็ช่วยสำหรับในการย่อย เมล็ด น้ำมันสกัดจากเม็ดใช้ปรุงอาหารได้ รับประทานเป็นยาชูกำลัง ทำให้ร่างกายอบอุ่นแล้วก็แก้ท้องผูก

15

สมุนไพรหมีเหม็น
หมีเหม็น Litsea glutinosa C.B. Rob.
บางถิ่นเรียกว่า หมีเหม็น มะเย้อ ยุบเหยา (เหนือ, ชลบุรี) กำปรนบาย (ซอง-เมืองจันท์) ดอกจุ๋ม (จังหวัดลำปาง) ตังสีพงไพร (พิษณุโลก) ทังบประมาณวน (ปัตตานี) มือเบาะ (มลายู-จังหวัดยะลา) ม้น (ตรัง) หมี (อุดรธานี, จังหวัดลำปาง) หมูทะลวง (เมืองจันท์) หมูเหม็น (แพร่) เส่ปียขู้ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) อีเหม็น (จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดราชบุรี)
สมุนไพร ไม้พุ่ม สูง 2-5 มัธยม กิ่งมีสีเทา ใบ เดี่ยว ออกเรียงสลับ มักจะออกเป็นกลุ่มหนาแน่นที่ปลายกิ่ง ใบรูปรี หรือรูปไข่กลับ หรือออกจะกลม กว้าง 4-10 เซนติเมตร ยาว 7-20 ซม. ปลายใบเรียวแหลม หรือ กลม โคนใบสอบเป็นครีบหรือกลม ขอบของใบเรียบ หรือเป็นคลื่นเล็กน้อย ข้างบนเกลี้ยงวาว ข้างล่างมีขน เส้นใบมี 8-13 คู่ ด้านล่างเห็นกระจ่างกว่าด้านบน ก้านใบยาว 1-2.5 ซม. มีขน ดอก ออกตามง่ามใบเป็นช่อ แบบซี่ร่ม ก้านช่อยาว 2-6 ซม. มีขน ใบตกแต่งมี 4 ใบ มีขน ก้านดอกย่อยยาว 5-6 มิลลิเมตร มีขน ดอกเพศผู้ ช่อหนึ่งมีราวๆ 8-10 ดอก กลีบรวมลดรูปจนกระทั่งเหลือ 1-2 กลม หรือเปล่าเหลือเลย กลีบรูปขอบขนาน ขอบกลีบมีขน เกสรเพศผู้มี 9-20 อัน เรียงเป็นชั้นๆก้านเกสารมีขน ชั้นในมีต่อมกลมๆที่โคนก้าน ต่อมมีก้าน อับเรณูรูปรี มี 4 ช่อง เกสรเพศเมียเป็นหมันอยู่กึ่งกลาง ดอกเพศภรรยา กลีบรวมลดรูปจนไม่มี หรือเหลือเพียงนิดหน่อย เกสรเพศผู้เป็นหมันเป็นรูปช้อน เกสรเพศเมียไม่มีขน รังไข่รูปไข่ ก้านเกสรเพศเมียยาวโดยประมาณ 1-2 มม. ปลายเกสรเพศเมียรูปจาน ผล กลม เมื่ออ่อนสีเขียว เมื่อแก่สีดำ ผิวเป็นเงา ก้านผลมีขน

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นในป่าเบญจพรรณเปียกชื้น และป่าดงดิบทั่วๆไป
คุณประโยชน์ : ราก เป็นยาฝาดสมาน รวมทั้งยาบำรุง ต้น ยางเป็นยาฝาดสมานแก้บิด ท้องเดิน กระตุ้นความรู้สึกทางเพศ ทาแก้พิษแมลงกัดต่อย แก้ปวด บดเป็นผุยผงผสมกับน้ำหรือน้ำนม ทาแก้แผลอักเสบ และก็เป็นยาห้ามเลือด ใบ มีเยื่อเมือกมากมาย ใช้เป็นยาฝาดสมาน รวมทั้งแก้อาการระคายเคืองของผิวหนัง ตำเป็นยาพอกรอยแผลเล็กๆน้อยๆผล กินได้รวมทั้งให้น้ำมัน เป็นยาเช็ดนวดแก้ปวด rheumatism  เม็ด ตำเป็นยาพอกฝี

Tags : สมุนไพร

หน้า: [1] 2 3 ... 10